Difference between revisions 42283 and 42284 on thwikibooks<div id="91"></div> {| class="toccolours" style="text-align: center; width: 99%; padding: 3px; border: 1px solid gray; margin: 0 auto;" |- |<div><br> </div>[[ไฟล์:A old white plate-Cetiyas Nirvana.png|59px|link=]] {{fs|131%|[[#เล่ม -|'''พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๓ ''']]}} {| width="99%" |- (contracted; show full)วรรคที่ ๒๑ จบ. <div id="192"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 192]] คาถาธรรมบท นิรยวรรค๑ที่ ๒๒ ว่าด้วยผู้มีธรรมเลวไปนรก <div id="32/192"/> [๓๒] ๑. ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ ผู้ใดทำแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ามิได้ทำ ชนแม้ทั้งสอง นั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละไปในโลกอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกัน. ๒. ชนเป็นอันมาก มีคอพันด้วยผ้ากาสาวะ เป็น ผู้มีธรรมลามก ไม่สำรวม ชนผู้ลามกเหล่านั้น ย่อม เข้าถึงนรก เพราะกรรมลามกทั้งหลาย. (contracted; show full)ผู้ใคร่ยกโทษแก่พระสมณโคดมขึ้น ฆ่าแล้ว; โทษของพระสาวกของ พระสมณโคดมไม่มี, เป็นโทษของข้าพเจ้าฝ่ายเดียว." พวกเดียรถีย์ได้ทำ อย่างนั้น. มหาชนผู้เขลาเชื่อแล้วในคราวนั้น. พวกเดียรถีย์ก็ดี พวก นักเลงก็ดี ถึงอาชญาเพราะการฆ่าคน. จำเดิมแต่นั้นมา สักการะได้มี มากแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย (ตามเคย) ดังนี้แล. เรื่องนางปริพาชิกาชื่อสุนทรี จบ. <div id="201"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 201]] ๒. เรื่องสัตว์ผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน [๒๒๔] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสัตว์ทั้งหลาย ผู้อันอานุภาพแห่งผลทุจริตเบียดเบียน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " กาสาวกณฺา " เป็นต้น. พระมหาโมคคัลลานะเห็นเปรตมีแต่ร่างกระดูก ความพิสดารว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พร้อมกับพระลักขณเถระ เห็นอัตภาพของเหล่าเนรยิกสัตว์มีเปรตผู้มีแต่ ร่างกระดูกเป็นต้น จึงทำการยิ้มแย้ม ถูกพระลักขณเถระถามถึงเหตุที่ทำ การยิ้มแย้ม ก็กล่าวว่า " ผู้มีอายุ (กาลนี้ ) มิใช่กาลแห่งปัญหานี้, ท่าน พึงถามผมในสำนักพระตถาคต " อันพระเถระถามในสำนักพระตถาคต แล้ว บอกความที่ตนเห็นเนรยิกสัตว์มีเปรตผู้มีแต่ร่างกระดูกเป็นต้นแล้ว จึงบอกกะสหธรรมิก ๕ เหล่า ผู้เร่าร้อนอยู่กับด้วยสมณบริขารมีบาตรจีวร และประคดเป็นต้น โดยนัยว่า " ผู้มีอายุ ผมลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ได้ เห็นภิกษุในพุทธศาสนานี้ไปสู่อากาศ, แม้กายของภิกษุนั้นก็เร่าร้อน." ผู้มีกรรมลามกย่อมเข้าถึงนรก พระศาสดาตรัสบอกความที่สัตว์เหล่านั้นบวชในศาสนาพระกัสสป- ทศพลแล้ว ไม่สามารถทำให้สมควรแก่บรรพชา เป็นผู้ลามก เมื่อจะทรง แสดงผลแห่งทุจริตกรรมของภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย ซึ่งนั่งอยู่แล้ว ณ ที่นั้น ในขณะนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๒. ภาสาวกณฺา พหโว ปาปธมฺมา อสญฺตา ปาปา ปาเปหิ กมฺเมหิ นิรยนฺเต อุปปชฺชเร. <div id="202"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 202]] " ชนเป็นอันมาก มีคอพันด้วยผ้ากาสาวะ เป็น ผู้มีธรรมลามก ไม่สำรวม, ชนผู้ลามกเหล่านั้น ย่อม เข้าถึงนรกเพราะกรรมลามกทั้งหลาย. " แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสาวกณฺา ได้แก่ ผู้มีคอพันด้วย ผ้ากาสาวะ. บทว่า ปาปธมฺมา แปลว่า ผู้มีธรรมลามก. บทว่า อสญฺตา ได้แก่ ผู้เว้นจากการสำรวมทางกายเป็นต้น. อธิบายว่า บุคคลผู้ลามกเห็นปานนั้น ย่อมเข้าถึงนรก เพราะอกุศลกรรม ทั้งหลายที่ตนทำไว้. ชนเหล่านั้น ไหม้ในนรกนั้นแล้ว จุติจากนรกนั้น ย่อมไหม้แม้ในเปรตวิสัยทั้งหลายอย่างนั้น เพราะกรรมอันเผล็ดผลที่ยัง เหลือ. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องสัตว์ผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน จบ. <div id="203"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 203]] ๓. เรื่องภิกษุผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำชื่อวัคคุมุทา [๒๒๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อเสด็จอาศัยเมืองไพศาลี ประทับอยู่ในป่ามหาวัน ทรงปรารภเหล่าภิกษุอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เสยฺโย อโยคุโฬ " เป็นต้น. พระศาสดาทรงติเตียนภิกษุเห็นแก่ท้อง เรื่อง (มี) มาแล้วในอุตตริมนุสสธรรมปาราชิกสิกขาบทนั้นแล. ใน กาลนั้นแล พระศาสดาตรัสกะพระภิกษุเหล่านั้นว่า " ภิกษุทั้งหลาย ก็ พวกเธอพากันกล่าวคุณแห่งอุตตริมนุสสธรรมของกันและกัน แก่พวก คฤหัสถ์เพื่อประโยชน์แก่ท้องหรือ ? " เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า " ขอรับ พระเจ้าข้า " ดังนี้แล้ว, ทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยาย แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๓. เสยฺโย อโยคุโฬ ภุตฺโต ตตฺโต อคฺคิสิขูปโม ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ทุสฺสีโล รฏฺปิณฺฑ อสญฺโต. " ก้อนเหล็กอันร้อนประหนึ่งเปลวไฟ ภิกษุ บริโภคยังดีกว่า, ภิกษุผู้ทุศีล ไม่สำรวม บริโภค ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร ? " บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยญฺเจ ภุญฺเชยฺย ความว่า ภิกษุ ผู้ทุศีล คือผู้ไม่มีศีล ไม่สำรวมทางกายเป็นต้น ปฏิญญาตนว่า " เราเป็น สมณะ " รับก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นถวายด้วยศรัทธา อันชื่อว่ารัฏฐ- ปิณฑะอันใด แล้วพึงฉัน, ก้อนเหล็กอันร้อนมีสีประหนึ่งไฟ อันภิกษุ <div id="204"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 204]] บริโภคแล้ว ยังประเสริฐกว่า คือดีกว่านั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร ?" แก้ว่า เพราะอัตภาพอันเดียว พึงถูกไฟไหม้ เพราะการบริโภคก้อนเหล็ก นั้นเป็นปัจจัย, แต่ผู้ทุศีลบริโภคก้อนข้าวที่เขาถวายด้วยศรัทธาพึงไหม้ใน นรกตั้งหลายร้อยชาติ. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุผู้อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำชื่อวัคคุมุทา จบ. <div id="205"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 205]] ๔. เรื่องบุตรเศรษฐีชื่อเขมกะ [๒๒๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบุตรเศรษฐี ชื่อเขมกะ ซึ่งเป็นหลานของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนา นี้ว่า " จตฺตาริ านานิ " เป็นต้น. เขมกะเป็นนักเลงเจ้าชู้ ถูกจับถึง ๓ ครั้ง ดังได้สดับมา นายเขมกะนั้นเป็นผู้มีรูปสวย. โดยมากหญิงทั้งหลาย เห็นเขาแล้ว ถูกราคะครอบงำ ไม่สามารถจะดำรงอยู่ตามภาวะของตนได้. แม้เขาก็ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในปรทารกรรม๑เหมือนกัน. ต่อมาในเวลากลางคืน พวกราชบุรุษจับเขานำไปแสดงแด่พระราชา. พระราชามิได้ตรัสอะไรกะเขา ด้วยทรงดำริว่า " เราละอายต่อมหาเศรษฐี " แล้วรับสั่งให้ปล่อยไป. ฝ่ายนายเขมกะนั้นก็มิได้งดเว้นเลย. ต่อมา (อีก) พวกราชบุรุษก็จับเขาแล้วแสดงแต่พระราชาถึงครั้งที่ ๒ ที่ ๓. พระราชา ก็รับสั่งให้ปล่อยเช่นเคย. มหาเศรษฐีทราบเรื่องนั้นแล้ว พาเขาไปสำนัก พระศาสดา กราบทูลเรื่องนั้นแล้วทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระองค์โปรดแสดงธรรมแก่นายเขมกะนี้ " พระศาสดาทรงแสดงโทษแห่งปรทารกรรม พระศาสดาตรัสสังเวคกถาแก่เขาแล้ว เมื่อจะทรงแสดงโทษในการ เสพภรรยาของคนอื่น ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :- ๑. กรรมคือการคบหาซึ่งภรรยาของผู้อื่น. <div id="206"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 206]] ๔. จตฺตาริ านานิ นโร ปมตฺโต อาปชฺชตี ปรทารูปเสวี อปฺุลาภ นนิกามเสยฺย นินฺท ตติย นิรย จตุตฺถ. อปุญฺลาโภ จ คติ จ ปาปิกา ภีตสฺส ภีตาย รตี จ โถกิถา ราชา จ ทณฺฑ ครุก ปเณติ ตสฺมา นโร ปรทาร น เสว. " นระผู้ประมาทชอบเสพภรรยาของคนอื่น ย่อม ถึงฐานะ ๔ อย่างคือ: การได้สิ่งที่มิใช่บุญ เป็นที่ ๑ การนอนไม่ได้ตามความปรารถนา เป็นที่ ๒ การ นินทา เป็นที่ ๓ นรก เป็นที่ ๔. การได้สิ่งมิใช่บุญ อย่างหนึ่ง, คติลามกอย่างหนึ่ง, ความยินดีของบุรุษผู้ กลัวกับด้วยหญิงผู้กลัว มีประมาณน้อยอย่างหนึ่ง, พระราชาย่อมลงอาชญาอันหนักอย่างหนึ่ง, เพราะ- ฉะนั้น นระไม่ควรเสพภรรยาของคนอื่น " แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า านานิ ได้แก่ เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย . บทว่า ปมตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยการปล่อยสติ. บทว่า อาปชฺชติ คือ ย่อมถึง. <div id="207"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 207]] บทว่า ปรทารูปเสวี ความว่า เข้าไปเสพภรรยาของคนอื่นอยู่ ชื่อ ว่ามักประพฤตินอกทาง. บทว่า อปุญฺลาภ ได้แก่ การได้อกุศล. บทว่า น นิกามเสยฺย ความว่า บุคคลนั้นไม่ได้การนอนอย่างที่ ตนปรารถนา ย่อมได้การนอนตลอดกาลนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งตนไม่ ปรารถนา. บทว่า อปุญฺลาโภ จ ความว่า การได้สิ่งอันไม่เป็นบุญนี้อย่างหนึ่ง คติอันลามก กล่าวคือนรก เพราะสิ่งอันไม่เป็นบุญนั้น (เป็นเหตุ) อย่าง หนึ่ง ย่อมมีแก่บุคคลนั้น อย่างนี้. สองบทว่า รตี จ โถกิกา ความว่า แม้ความยินดีของบุรุษผู้กลัว นั้น กับหญิงผู้กลัวมีประมาณน้อย คือมีนิดหน่อย. บทว่า ครุก ความว่า อนึ่ง พระราชาย่อมลงอาชญาอย่างหนักด้วย สามารถแห่งการตัดมือเป็นต้น. บทว่า ตสฺมา เป็นต้น ความว่า บุคคลผู้เสพภรรยาของคนอื่น ย่อมถึงฐานะทั้งหลายมีสิ่งมิใช่บุญเป็นต้นเหล่านั้น; เพราะฉะนั้น นระจึง ไม่ควรเสพภรรยาของคนอื่น. ในกาลจบเทศนา นายเขมกะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. ตั้งแต่ นั้นมา มหาชนยังกาลให้ผ่านไปอย่างสบาย. บุรพกรรมของนายเขมกะ ถามว่า " ก็บุรพกรรมของนายเขมกะนั้น เป็นอย่างไร ? " แก้ว่า " ดังได้สดับมา ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป <div id="208"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 208]] เขาเป็นนักมวยที่เก่งที่สุด ยกธงทอง ๒ แผ่นขึ้นไว้ที่กาญจนสถูปของ พระทศพลแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า " เว้นหญิงที่เป็นญาติสาโลหิต เสีย หญิงที่เหลือเห็นเราแล้วจงกำหนัด." นี้เป็นบุรพกรรมของเขาด้วย ประการฉะนี้. เพราะฉะนั้น หญิงของคนเหล่าอื่น เห็นเขาในที่เขาเกิดแล้ว จึงไม่สามารถเพื่อจะดำรงอยู่ตามภาวะของตนได้ ดังนี้แล. เรื่องบุตรของเศรษฐีชื่อเขมกะ จบ <div id="209"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 209]] ๕. เรื่องภิกษุว่ายาก [๒๒๗] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายาก รูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " กุโส ยถา " เป็นต้น. ภิกษุเด็ดหญ้าแล้วสงสัย ได้สดับมาว่า ภิกษุรูปหนึ่ง ไม่แกล้ง เด็ดหญ้าต้นหนึ่ง เมื่อความ รังเกียจเกิดขึ้น, จึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง บอกความที่กรรมอันตนทำแล้ว ถามว่า " ผู้มีอายุ ภิกษุใดเด็ดหญ้า, โทษอะไร ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ? " ลำดับนั้น ภิกษุนอกนี้ กล่าวกะเธอว่า " ท่านทำความสำคัญว่า ' โทษ อะไร ๆ มี' เพราะเหตุแห่งหญ้าที่ท่านเด็ดแล้ว, โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มี ในที่นี้, แต่ท่านแสดงแล้ว ย่อมพ้นได้ แม้ตนเลงก็ได้เอามือทั้งสอง ถอนหญ้าแล้วถือไว้. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา. กรรมที่บุคคลทำย่อหย่อนไม่มีผลมาก พระศาสดาทรงติเตียนภิกษุนั้นโดยอเนกปริยาย เมื่อทรงแสดงธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า:- ๕. กุโส ยถา ทุคฺคหิโต หตฺถเมวานุกนฺตติ สามญฺ ทุปฺปรามฏฺ นิรยายูปกฑฺฒติ. ย กิญฺจิ สิถิล กมฺม สงฺกิลิฏฺญฺจ ย วต สงฺกสฺสร พฺรหฺมจริย น ต โหติ มหปฺผล. กยิรญฺเจ กยิรเถน๑ ทฬฺหเมน ปรกฺกเม สิถิโล หิ ปริพฺพาโช ภิยฺโย อากิรเต รช. ๑. อรรถกถา. กยิรา เจ กยิราเถน ตรงกับฉบับพม่า. <div id="210"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 210]] " หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมตามบาดมือนั่นเอง ฉันใด, คุณเครื่องเป็นสมณะ ที่บุคคลลูบคลำไม่ดี ย่อมคร่าเขาไปในนรก ฉันนั้น. การงานอย่างใด อย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน, วัตรใดที่เศร้าหมอง, พรหม- จรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ, กรรมทั้งสามอย่าง นั้น ย่อมไม่มีผลมาก. หากว่าบุคคลพึงทำกรรมใด ควรทำกรรมนั้นให้จริง, ควรบากบั่นทำกรรมนั้นให้มั่น เพราะว่าสมณธรรมเครื่องละเว้นที่ย่อหย่อน ยิ่งเกลี่ย ธุลีลง." แก้อรรถ หญ้ามีคมชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยที่สุดแม้ใบตาล ชื่อว่า กุโส ใน พระคาถานั้น. หญ้าคานั้น ผู้ใดจับไม่ดี ย่อมตามบาด คือย่อมแฉลบบาด มือของผู้นั้น ฉันใด; แม้คุณเครื่องเป็นสมณะกล่าวคือสมณธรรม ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ชื่อว่าอันบุคคลลูบคลำไม่ดี เพราะความเป็นผู้มีศีลขาดเป็นต้น. บาทพระคาถาว่า นิรยายูปกฑฺฒติ ความว่า ย่อมให้เกิดในนรก. บทว่า สถิล ได้แก่ การงานไร ๆ ที่บุคคลทำ ทำให้เป็นการ ยึดถือไว้ย่อหย่อน โดยทำหละหลวม. บทว่า สงฺกิลิฏฺ ความว่า ชื่อว่า เศร้าหมองเพระการเที่ยวไปใน อโคจร มีหญิงแพศยาเป็นต้น. บทว่า สงฺกสฺสร ได้แก่ พึงระลึกด้วยความสงสัยทั้งหลาย คือเห็น สงฆ์แม้ที่ประชุมกันด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดากิจ มีกิจด้วย อุโบสถเป็นต้น แล้วระลึกด้วยความสงสัยของตน คือรังเกียจ ได้แก่ <div id="211"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 211 ระแวงอย่างนี้ว่า " ภิกษุเหล่านี้ ทราบความประพฤติของเรา มีประสงค์ จะยกวัตรเรา จึงประชุมกันแน่แท้. " สองบทว่า น ต โหติ ความว่า พรหมจรรย์ กล่าวคือสมณธรรม นั้น คือเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้น, เพราะไม่มีผลมาก แก่เธอ ก็ย่อมไม่มีผลมากแม้แก่ทายกผู้ถวายภิกษาแก่เธอ (ด้วย). บทว่า กยิรา เจ ความว่า เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงทำการงานใด, จงทำการงานนั้นจริง ๆ. บาทพระคาถาว่า ทฬฺหเมน ปรกฺกเม ความว่า ควรทำการงาน นั่นให้เป็นของอันตนทำมั่นคง คือเป็นผู้มีการสมาทานดำรงมั่นทำการงาน นั่น. บทว่า ปริพฺพาโช ได้แก่ สมณธรรมที่บุคคลทำด้วยการยึดถือ ย่อหย่อน อันถึงภาวะมีความขาดเป็นต้น. บทว่า ภิยฺโย ความว่า สมณธรรมเห็นปานนั้น ย่อมไม่สามารถที่ จะนำออกซึ่งธุลี มีธุลีคือราคะเป็นต้น ที่มีอยู่ ณ ภายใน โดยที่แท้ ย่อม เกลี่ยธุลี มีธุลีคือราคะเป็นต้น แม้อย่างอื่น ณ เบื้องบนของผู้นั้น. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้นแล้ว. ภิกษุแม้นั้นดำรงอยู่ในความสังวรแล้ว ภายหลัง เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ดังนี้แล. เรื่องภิกษุว่ายาก จบ. <div id="212"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 212]] ๖. เรื่องหญิงขี้หึง [๒๒๘] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภหญิงขี้หึง คนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกต " เป็นต้น. หญิงขี้หึงทำกรรมชั่วแล้วคิดปกปิด ได้ยินว่า สามีของหญิงนั้นได้ทำความเชยชิดกับหญิงรับใช้ในเรือน คนหนึ่ง. หญิงขี้หึงนั้น มัดมือมัดเท้าหญิงรับใช้คนนั้นไว้แล้วตัดหูตัดจมูก ของเขา ขังไว้ในห้องว่างห้องหนึ่ง ปิดประตูแล้ว เพื่อจะปกปิดความที่ กรรมนั้นอันตนทำแล้ว (ชวนสามี) ว่า " มาเถิดนาย, เราจักไปวัดฟัง ธรรม " พาสามีไปวัดนั่งฟังธรรมอยู่. ขณะนั้นพวกญาติผู้เป็นแขกของ นางมายังเรือน (ของนาง) แล้ว เปิดประตูเห็นประการอันแปลกนั้นแล้ว แก้หญิงรับใช้ออก. หญิงรับใช้นั้นไปวัด กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระ- ทศพล ในท่ามกลางบริษัท ๔. กรรมชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง พระศาสดาทรงสดับคำของหญิงรับใช้นั้นแล้ว ตรัสว่า " ขึ้นชื่อว่า ทุจริต แม้เพียงเล็กน้อยบุคคลไม่ควรทำ ด้วยความสำคัญว่า ' ชนพวก อื่นย่อมไม่รู้กรรมนี้ของเรา ' (ส่วน) สุจริตนั่นแหละ เมื่อคนอื่นแม้ไม่รู้ ก็ควรทำ, เพราะว่าขึ้นชื่อว่าทุจริต แม้บุคคลปกปิดทำ ย่อมทำการเผา ผลาญในภายหลัง, (ส่วน) สุจริตย่อมยังความปราโมทย์อย่างเดียวให้เกิดขึ้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:- <div id="213"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 213]] ๖. อกต ทุกฺกต เสยฺโย ปจฺฉา ตปฺปติ ทุกฺกต กตญฺจ สุกต เสยฺโย ย กตฺวา นานุตปฺปติ. " กรรมชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า, (เพราะ) กรรม ชั่ว ย่อมเผาผลาญในภายหลัง, ส่วนบุคคลทำกรรม ใดแล้ว ไม่ตามเดือดร้อน, กรรมนั้น เป็นกรรมดี อันบุคคลทำแล้วดีกว่า." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺกต ความว่า กรรมอันมีโทษยัง สัตว์ให้เป็นไปในอบาย ไม่ทำเสียเลยดีกว่า คือประเสริฐ ได้แก่ยอดเยี่ยม. สองบทว่า ปจฺฉา ตปฺปติ ความว่า เพราะกรรมนั้น ย่อมเผาผลาญ ในกาลที่ตนตามระลึกถึงแล้ว ๆ ร่ำไป. บทว่า สุกต ความว่า ส่วนกรรมอันไม่มีโทษ มีสุขเป็นกำไร ยังสัตว์ให้เป็นไปในสุคติอย่างเดียว บุคคลทำแล้วดีกว่า. สองบทว่า ย กตฺวา ความว่า บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่ เดือดร้อนในภายหลัง คือในกาลเป็นที่ระลึกถึง ชื่อว่า ย่อมไม่ตามเดือดร้อน คือเป็นผู้มีโสมนัสอย่างเดียว, กรรมนั้นอันบุคคลทำแล้ว ประเสริฐ. ในกาลจบเทศนา อุบาสกและหญิงนั้น ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว, ก็แลชนทั้งหลายทำหญิงรับใช้นั้นให้เป็นไท ในที่นั้นนั่นแล แล้วทำให้ เป็นหญิงมีปกติประพฤติธรรม ดังนี้แล. เรื่องหญิงขี้หึง จบ. <div id="214"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 214]] ๗. เรื่องอาคันตุกภิกษุ [๒๒๙] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ อาคันตุกะหลายรูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " นคร ยถา " เป็นต้น. พวกภิกษุไปกรุงสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระศาสดา ได้ยินว่า พวกภิกษุเหล่านั้น เข้าจำพรรษาอยู่ในปัจจันตนครแห่ง หนึ่ง ได้อยู่เป็นสุขในเดือนแรก. ในเดือนท่ามกลาง พวกโจรได้มาปล้น บ้านอันที่โคจรของภิกษุเหล่านั้น จับชาวบ้านเป็นเชลยไป. จำเดิม แต่กาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้พากันมาปฏิสังขรณ์ปัจจันตนครนั้น เพื่อ ประโยชน์จะป้องกันพวกโจร จึงไม่ได้โอกาสจะอุปัฏฐากภิกษุเหล่านั้น อย่างแข็งแรง. พวกภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาหาความสำราญมิได้ (ครั้น) ออกพรรษาแล้ว ได้ไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อจะเฝ้าพระศาสดา ถวาย บังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามสุขทุกข์กะภิกษุเหล่านั้น พระศาสดาทรงทำการปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้น ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพากันอยู่สบายหรือ ? " เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูล ว่า " พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์อยู่สบายแต่ในเดือนแรกเท่านั้น, ใน เดือนท่ามกลาง พวกโจรได้ปล้นบ้าน, จำเดิมแต่กาลนั้นมนุษย์ทั้งหลาย พากันปฏิสังขรณ์นคร ไม่ได้โอกาสจะบำรุงอย่างแข็งแรง; เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์ จึงจำพรรษาหาความสำราญมิได้ " จึงตรัสว่า " ช่างเถอะ ภิกษุทั้งหลาย, พวกเธออย่าได้คิดเลย, ธรรมดาว่าความอยู่เป็นสุขสำราญ <div id="215"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 215]] ตลอดกาลเป็นนิตย์ อันบุคคลหาได้ยาก; ธรรมดาว่าภิกษุ รักษาอัตภาพ นั่นแหละ เหมือนกับพวกมนุษย์เหล่านั้นคุ้มครองนครฉะนั้น ย่อมควร " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๗. นคร ยถา ปจฺจนต คุตฺต สนฺตรพาหิร เอว โคเปถ อตฺตาน ขโณ โว มา อุปจฺจคา ขณาตีตา หิ โสจนฺติ นิรยมฺหิ สมปฺปิตา. " ท่านทั้งหลายควรรักษาตน เหมือนกับพวก มนุษย์ป้องกัน ทั้งภายในและภายนอก ฉะนั้น, ขณะอย่าเข้าไปล่วงท่านทั้งหลายเสีย; เพราะ ว่าชนทั้งหลายผู้ล่วงเสียซึ่งขณะ เป็นผู้เบียดเสียด กันในนรก เศร้าโศกอยู่. " แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตรพาหิร เป็นต้น ความว่า ภิกษุ ทั้งหลาย ปัจจันตนครนั้น อันมนุษย์เหล่านั้นช่วยกันทำที่มั่นทั้งหลายมี ประตูและกำแพงเป็นต้น ชื่อว่าทำให้มั่นในภายใน เขาทำที่มั่นทั้งหลาย มีป้อมและคูเป็นต้น ชื่อว่าทำให้มั่นในภายนอก เพราะเหตุนั้นปัจจันตนคร นั้น จึงเป็นเมืองที่พวกมนุษย์ทำให้มั่นทั้งภายในทั้งภายนอกรักษาแล้ว ฉันใด; ก็พวกท่านจงเข้าไปตั้งสติไว้ จงปิดทวารทั้ง ๖ อันเป็นภายใน ไม่ ปล่อยสติซึ่งรักษาทวาร ทำอายตนะภายใน ๖ เหล่านั้นให้มั่น ด้วยการไม่ ถือเอาโดยประการที่อายตนะภายนอก ๖ ซึ่งยึดถืออยู่ จะเป็นไปเพื่อขจัด อายตนะภายในเสีย ไม่ละสติที่รักษาทวาร เพื่อไม่ให้อายตนะภายนอก เหล่านั้นเข้าไปประพฤติอยู่ ชื่อว่ารักษาตนไว้ฉันนั้น. <div id="216"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 216]] บาทพระคาถาว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา ความว่า ก็ผู้ใดไม่ ปกครองตนอย่างนั้น, ขณะนี้แม้ทั้งสิ้น คือ " ขณะเป็นที่บังเกิดขึ้นแห่ง พระพุทธเจ้านี้ ขณะบังเกิดในมัชฌิมประเทศ ขณะอันได้สัมมาทิฏฐิ ขณะ ไม่ขาดแคลนแห่งอายตนะทั้ง ๖ ประการ ย่อมก้าวล่วงเสียซึ่งบุคคลผู้นั้น; ขณะนั้นจงอย่าก้าวล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย. บทว่า ขณาตีตา เป็นต้น ความว่า เพราะว่า บุคคลเหล่าใดล่วง เสียซึ่งขณะนั้น, และขณะนั้นล่วงเสียซึ่งบุคคลเหล่านั้น; ชนเหล่านั้นเป็น ผู้เบียดเสียดกันในนรก คือบังเกิดในนรกนั้นแล้ว เศร้าโศกอยู่. ในกาลจบเทศนา ภิกษุเหล่านั้นเกิดความสังเวช ตั้งอยู่ในพระ- อรหัตผลแล้ว ดังนี้แล. เรื่องอาคันตุกภิกษุ จบ. <div id="217"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 217]] ๘. เรื่องนิครนถ์ [๒๓๐] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกนิครนถ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อลชฺชิตาเย " เป็นต้น. พวกนิครนถ์โต้วาทะกับพวกภิกษุ ความพิสดารว่า ในวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายเห็นพวกนิครนถ์แล้ว สนทนากันว่า " ผู้มีอายุ พวกนิครนถ์เหล่านี้ประเสริฐกว่าพวกชีเปลือย ซึ่งไม่ปกปิดโดยประการทั้งปวง, (เพราะว่า) พวกนิครนถ์ที่ปกปิดแม้ข้าง หน้าข้างเดียวเท่านั้น ก็เห็นจะเป็นผู้มีความละอาย (อยู่บ้าง)." พวก นิครนถ์ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวว่า " พวกเรา ย่อมปกปิดเพราะเหตุนั้น หามิได้ พวกเราปกปิดเพราะเหตุนี้ คือก็ละอองต่าง ๆ มีฝุ่นและธุลีเป็นต้นนั่นเทียว เป็นของเนื่องด้วยชีวิตินทรีย์, เมื่อเป็นอย่างนั้น ละอองต่าง ๆ มีฝุ่นและ ธุลีเป็นต้นเหล่านั้น อย่าตกลงในภาชนะภิกษาทั้งหลายของพวกเรา " ดังนี้ แล้ว ทำการพูดกับภิกษุเหล่านั้นอย่างมากมาย ด้วยสามารถแห่งการโต้- ตอบวาทะกัน. ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลเรื่องนั้น ใน กาลที่ตนนั่งแล้ว. ผู้สมาทานผิดย่อมถึงทุคติ พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ละอาย ในสิ่งอันไม่ควรละอาย ไม่ละอายในสิ่งอันควรละอาย ย่อมเป็นผู้มีทุคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้าแน่แท้ " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ทรง ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :- <div id="218"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 218]] ๘. อลชฺชิตาเย ลชฺชนฺติ ลชฺชิตาเย น ลชุชเร มิจฺฉาทิฏฺิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ. อภเย ภยทสฺสิโน ภเย จ อภยทสฺสิโน มิจฺฉาทิฏฺิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ. " สัตว์ทั้งหลาย ย่อมละอายเพราะสิ่งอันไม่ควร ละอาย ไม่ละอายเพราะสิ่งอันควรละลาย สมาทาน มิจฉาทิฏฐิ ย่อมถึงทุคติ. สัตว์ทั้งหลาย มีปกติเห็น ในสิ่งอันไม่ควรกลัวว่าควรกลัว และมีปกติเห็นใน สิ่งอันควรกลัวว่าไม่ควรกลัว สมาทานมิจฉาทิฏฐิย่อม ถึงทุคติ." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลชฺชิตาเย ได้แก่ เพราะภาชนะภิกษา อันไม่ควรละอาย. จริงอยู่ ภาชนะภิกษา ชื่อว่าสิ่งอันไม่ควรละอาย. ก็ สัตว์เหล่านั้น เมื่อปกปิดภาชนะภิกษานั้นแล้วเที่ยวไป ชื่อว่าย่อมละอาย เพราะภาชนะภิกษาอันไม่ควรละอายนั้น. บทว่า ลชฺชิตาเย ความว่า เพราะองค์อันยังหิริให้กำเริบอันไม่ ปกปิดแล้ว. จริงอยู่ องค์อันยังหิริให้กำเริบ ชื่อว่าสิ่งอันควรละอาย ก็ สัตว์เหล่านั้น เมื่อไม่ปกปิดองค์อันยังหิริให้กำเริบนั้นเที่ยวไป ชื่อว่าย่อม ไม่ละอายเพราะสิ่งอันควรละอาย. เพราะเหตุนั้น เมื่อสัตว์เหล่านั้นละอาย เพราะสิ่งอันไม่ควรละอายอยู่ ไม่ละอายเพราะสิ่งอันควรละอายอยู่. ชื่อว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะภาวะคือความยึดถือเปล่า และเพราะภาวะคือความ ยึดถือโดยประการอื่น, สัตว์เหล่านั้นสมาทานมิจฉาทิฏฐินั้นแล้วเที่ยวไปอยู่ <div id="219"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 219]] ชื่อว่าสมาทานมิจฉาทิฏฐิ ย่อมถึงทุคติอันต่างโดยอบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า อภเย เป็นต้น ความว่า ภาชนะภิกษา ชื่อว่าสิ่งอันไม่ควร กลัว เพราะกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และภัยคือทุจริตหา เกิดขึ้นเพราะอาศัยภาชนะภิกษาไม่. ก็สัตว์ทั้งหลายปกปิดภาชนะนั้นเพราะ ความกลัว ชื่อว่ามีปกติเห็นในสิ่งอันไม่ควรกลัวว่าควรกลัว. ก็องค์อันยัง หิริให้กำเริบนั้น ชื่อว่าสิ่งอันควรกลัว เพราะกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดขึ้นเพราะอาศัยอันยังหิริให้กำเริบ. และเพราะไม่ปกปิดองค์อันยัง หิริให้กำเริบ จึงชื่อว่า ผู้มีปกติเห็นในสิ่งอันควรกลัวว่าไม่ควรกลัว. สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าสมาทานมิจฉาทิฏฐิ เพราะค่าที่ตนสมาทานการยึดถือ เปล่านั้น และการยึดถือโดยประการอื่น ย่อมถึงทุคติ. ในกาลจบเทศนา พวกนิครนถ์เป็นอันมาก มีใจสังเวชแล้วบวช, เทศนาสำเร็จประโยชน์แม้แก่บุคคลผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องนิครนถ์ จบ. <div id="220"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 220]] ๙. เรื่องสาวกเดียรถีย์ [๒๓๑] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกสาวก- เดียรถีย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อวชฺเช " เป็นต้น. บุตรพวกเดียรถีย์สอนบุตรไม่ให้ไหว้สมณะ ความพิสดารว่า สมัยหนึ่งพวกสาวกอัญญเดียรถีย์ เห็นพวกลูก ๆ ของตนพร้อมทั้งบริวาร เล่นอยู่กับพวกลูกของพวกอุบาสกผู้เป็นสัมมา- ทิฏฐิ ในเวลาลูกเหล่านั้นมาเรือนแล้ว จึงต่างให้กระทำปฏิญาณว่า " สมณะ พวกศากยบุตร พวกเจ้าไม่พึงไหว้, แม้วิหารของสมณะเหล่านั้น พวก เจ้าก็ไม่พึงเข้าไป." วันหนึ่ง ลูกของพวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น กำลัง เล่นอยู่ในที่ใกล้แห่งซุ้มประตูนอกพระเชตวันวิหาร มีความระหายน้ำขึ้น. ทีนั้น พวกเขาจึงส่งเด็กของอุบาสกคนหนึ่งไปสู่พระวิหาร สั่งว่า " เจ้าไป ดื่มน้ำในวิหารนั้นแล้ว จงนำมาเพื่อพวกเราบ้าง." เด็กนั้นก็เข้าไปยัง พระวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลความข้อนั้น. บุตรพวกเดียรถีย์นับถือพระพุทธศาสนา ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะเด็กนั้นว่า " เจ้าเท่านั้น ดื่มน้ำแล้วไป จงส่งแม้พวกเด็กนอกนี้มา เพื่อต้องการแก่การดื่มน้ำในที่นี้เทียว." เขา ได้ทำอย่างนั่น. พวกเด็กเหล่านั้นมาดื่มน้ำแล้ว. พระศาสดารับสั่งให้หา เด็กเหล่านั้นมาแล้ว ตรัสธรรมกถาที่สบายแก่เด็กเหล่านั้น ทรงทำเด็ก เหล่านั้นให้มีศรัทธามั่นคงแล้ว ให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีล. เด็กเหล่านั้น ไปสู่เรือนของตน ๆ แล้ว แจ้งความนั้นแก่มารดาและบิดา. ครั้งนั้น มารดาและบิดาของพวกเขา ถึงความโทมนัสปริเทวนาว่า " ลูกของพวก <div id="221"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 221]] เรา เกิดเป็นคนมีทิฏฐิวิบัติเสียแล้ว." ครั้งนั้น คนที่สนิทสนมของพวกนั้น เป็นคนฉลาด มากล่าวธรรมแก่คนเหล่านั้น เพื่อต้องการแก่อันยังความ โทมนัสให้สงบ. มารดาและบิดาของพวกเด็กเหล่านั้น ฟังถ้อยคำของคนเหล่านั้น แล้วจึงกล่าวว่า " พวกเราจักมอบพวกเด็ก ๆ เหล่านี้แก่พระสมณโคดมเสีย ทีเดียว" ดังนี้แล้ว นำไปสู่พระวิหารพร้อมด้วยหมู่ญาติเป็นอันมาก. ความเห็นเป็นเหตุให้สัตว์ไปทุคติและสุคติ พระศาสดาทรงตรวจดูอาสยะของคนเหล่านั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดง ธรรม ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า:- ๙. อวชฺเช วชฺชมติโน วชฺเช จ อวชฺชทสฺสิโน มิจฺฉาทิฏฺิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ. วชฺชญฺจ วชฺชโต ญตฺวา อวชฺชญฺจ อวชฺชโต สมฺมาทิฏิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ. "สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความรู้ว่ามีโทษในธรรมที่หา โทษมิได้ มีปกติเห็นว่าหาโทษมิได้ในธรรมที่มีโทษ เป็นผู้ถือด้วยดีซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ. สัตว์ ทั้งหลาย รู้ธรรมที่มีโทษ โดยความเป็นธรรมมีโทษ รู้ธรรมที่หาโทษมิได้ โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้ เป็นผู้ถือด้วยดีซึ่งสัมมาทิฏฐิ ย่อมไป สู่สุคติ." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวชฺเช คือ ในสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ และในธรรมที่เป็นอุปนิสัยแห่งสัมมาทิฏฐินั้น. <div id="222"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 222]] บทว่า วชฺชมติโน คือมีมติเกิดขึ้นว่า " นี้มีโทษ." แต่สัตว์ เหล่านั้น มีปกติเห็นว่าหาโทษมิได้ ในธรรมที่มีโทษ คือมิจฉาทิฏฐิมี วัตถุ ๑๐ และคือธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งมิจฉาทิฏฐินั้น. อธิบายว่า สัตว์ ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ถือด้วยดีซึ่งมิจฉาทิฏฐิ เพราะความที่ตนถือด้วยดีแล้วซึ่ง มิจฉาทิฏฐินั่น คือความรู้ธรรมที่หาโทษมิได้ โดยความเป็นธรรมมีโทษ และรู้ธรรมที่มีโทษ โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้แล้วยึดถือมั่น ย่อม ไปสู่ทุคติ. ความแห่งพระคาถาที่ ๒ บัณฑิตพึงทราบโดยความตรงกันข้ามกับ ที่กล่าวแล้ว. ในกาลจบเทศนา คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ดำรงอยู่ในสรณะ ๓ แล้ว ฟังธรรมอื่น ๆ อีกอยู่ ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ดังนี้แล. เรื่องสาวกเดียรถีย์ จบ. นิรยวรรควรรณนา จบ. วรรคที่ ๒๒ จบ. ⏎ ⏎ <div id="223"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 223]] คาถาธรรมบท นาควรรค๑ที่ ๒๓ ว่าด้วยความอดกลั้นต่อคำลวงเกินเหมือนช้างทนลูกศร<div id="33/223"/> [๓๓] ๑. เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนต่อ ลูกศรที่ตกจากแล่งในสงครามฉะนั้น เพราะชนเป็น อันมากเป็นผู้ทุศีล. ชนทั้งหลายย่อมนำสัตว์พาหนะที่ ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชาย่อมทรงสัตว์พาหนะ ที่ฝึกแล้ว บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ฝึก (ตน) แล้ว เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย ม้าอัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิดกุญชร ๑ ที่ ฝึกแล้วย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่บุคคลที่มีคนฝึก แล้วย่อมประเสริฐกว่า (สัตว์พิเศษนั้น). ๒. ก็บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยยาน เหล่านี้ เหมือนคนผู้ฝึก (ตน) แล้ว ไปสู่ทิศที่ยังไม่ เคยไป ด้วยตนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วฉะนั้นหามิได้. ๓. กุญชร นามว่า ชนปาลกะ. ตถมันจัด ห้าม ได้ยาก ถูกขังไว้ ไม่บริโภคฟ่อนหญ้า กุญชรระลึก ถึง (แต่) นาควัน ๔. ในกาลใด บุคคลเป็นผู้กินมาก นักง่วง และมักหลับกระสับกระส่าย ประหนึ่งสุกรใหญ่ที่ถูก ๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๘ เรื่อง. <div id="224"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 224]] ปรนปรือด้วยอาหารฉะนั้น ในกาลนั้น เขาเป็นคน มึนซึม ย่อมเข้าไปถึงห้องร่ำไป. ๕. เมื่อก่อน จิตนี้ได้เที่ยวจาริกไป ตามอาการ ที่ปรารถนาตามอารมณ์ที่ใคร่ (และ) ตามความสบาย วันนี้เราจักข่มมันด้วยโยนิโสมนสิการ ประหนึ่งนาย ควาญช้าง ข่มช้างที่ซับมันฉะนั้น. ๖. ท่านทั้งหลาย จงยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม ประ- หนึ่งช้างที่จมลงในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ฉะนั้น. ๗. ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา ตัว มีธรรมเครื่องอยู่อันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็นผู้ เที่ยวไปด้วยกันไซร้ เขาพึงครอบงำอันตรายทั้งสิ้น เสียแล้ว พึงเป็นผู้มีใจยินดี มีสติ เที่ยวไปกับสหาย นั้น หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษา ตัว มีธรรมเครื่องอยู่อันดี เป็นนักปราชญ์ ไว้เป็นผู้ เที่ยวไปด้วยกันไซร้ เขาพึงเที่ยวไปคนเดียว เหมือน พระราชาทรงละแว่นแคว้น ที่ทรงชนะเด็ดขาดแล้ว (หรือ) เหมือนช้างชื่อว่ามาตังคะ ละโขลงแล้ว เที่ยว ไปในป่าตัวเดียวฉะนั้น. ความเที่ยวไปแห่งบุคคลคน เดียวประเสริฐกว่า เพราะคุณเครื่องเป็นสหายไม่ มีอยู่ในชนพาล บุคคลนั้นพึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนช้างชื่อมาตังคะ ตัวมีความขวนขวายน้อย <div id="225"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 225]] เที่ยวไปอยู่ในป่าฉะนั้น และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย. ๘. เมื่อความต้องการเกิดขึ้น สหายทั้งหลายนำ ความสุขมาให้ ความยินดีด้วยปัจจัยนอกน ๆ (ตาม มีตามได้) นำความสุขมาให้ บุญนำความสุขมาให้ ในขณะสิ้นชีวิต การละทุกข์ทั้งปวงเสียได้นำความ สุขมาให้ ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา นำความสุข มาให้ในโลก อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา นำ ความสุขมาให้ ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ นำ ความสุขมาให้ในโลก อนึ่ง ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่ พราหมณ์นำความสุขมาให้ ศีลนำความสุขมาให้ ตราบเท่าเรา ศรัทธาที่ตั้งมั่นแล้ว นำความสุขมา ให้ การได้เฉพาะซึ่งปัญญา นำความสุขมาให้ การ ไม่ทำบาปทั้งหลาย นำความสุขมาให้. จบนาควรรคที่ ๒๓ <div id="226"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 226]] ๒๓. นาควรรควรรณนา ๑. เรื่องของพระองค์ [๒๓๒] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี๑ ทรงปรารภพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อห นาโคว" เป็นต้น. พระศาสดาถูกพวกมิจฉาทิฏฐิด่า เรื่องข้าพเจ้าให้พิสดารแล้ว ในวรรณนาแห่งพระคาถาแรกแห่ง อัปปมาทวรรคนั่นแล. จริงอยู่ ในที่นั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้ฉะนี้ว่า " พระนาง มาคันทิยา ไม่อาจทำอะไร ๆ แก่หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข เหล่านั้นได้" จึงทรงดำริว่า " เราจักทำกิจที่ควรทำแก่พระสมณโคดมให้ ได้" ดังนี้แล้ว ให้สินจ้างแก่ชาวนครทั้งหลายแล้ว กล่าวว่า " ท่านทั้งหลาย พร้อมกับพวกผู้ชายที่เป็นทาสและกรรมกร จงด่าจงบริภาษพระสมณโคดม ผู้เสด็จเที่ยวเข้ามาภายในพระนคร ให้หนีไป." พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ติดตามพระศาสดา ผู้เสด็จเข้าไปภายในพระนคร ด่าอยู่ บริภาษอยู่ ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ ว่า " เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นโค เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน, สุคติไม่มีสำหรับเจ้า ทุคติเท่านั้นอันเจ้าพึงหวัง." ๑. นครหลวงแห่งแคว้นวังสะ. <div id="227"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 227]] พระอานนท์ทูลให้เสด็จไปนครอื่นก็ไม่เสด็จไป ท่านพระอานนท์สดับคำนั้นแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า ' ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวนครเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษเราทั้งหลาย, เราทั้งหลายไปในที่อื่นจากพระนครนี้เถิด.' พระศาสดา. ไปไหน อานนท์ ? พระอานนท์. สู่นครอื่น พระเจ้าข้า. พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่, เราจัก ไปในที่ไหนอีก อานนท์ ? พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น พระเจ้าข้า. พระศาสดา. เมื่อมนุษย์ในที่นั้น ด่าอยู่ บริภาษอยู่ เราทั้งหลาย จักไปในที่ไหน (อีก) เล่า อานนท์ ? พระอานนท์. สู่นครอื่นแม้จากนครนั้น (อีก) พระเจ้าข้า. พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนั้นไม่ควร, อธิกรณ์เกิดขึ้น ในที่ใด, เมื่อมันสงบแล้วในนั้นนั่นแหละ, การไปสู่ที่อื่นจึงควร; อานนท์ ก็เขาพวกไหนเล่า ย่อมด่า ? พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนทั้งหมดจนกระทั่งทาสและ กรรมกร ย่อมด่า. พระศาสดาทรงอดกลั้นคำล่วงเกินได้ พระศาสดาตรัสว่า " อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม, การอดทนต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศ เป็นภาระของช้างที่เข้าสู่สงคราม ฉันใด, ชื่อว่าการอดทนถ้อยคำที่ชนทุศีลแม้มากกล่าวแล้ว เป็นภาระของ <div id="228"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 228]] เราฉันนั้นเหมือนกัน " เมื่อทรงปรารภพระองค์แสดงธรรม ได้ทรงภาษิต พระคาถาเหล่านี้ ในนาควรรคว่า:- ๑. อห นาโคว สงฺคาเม จาปาโต ปติต สร อติวยากฺยนฺติติกฺขิสฺส ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน. ทนฺต นยนฺติ สมิตึ ทนฺต ราชาภิรูหติ ทนฺโต เสฏฺโ มนุสฺเสสุ โยติวากฺยนฺติติกฺขติ. วรมสฺสตรา ทนฺตา โยติวากฺยนฺติติกฺข่ติ. กุญฺชรา จ มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วร. " เราจักอดกลั้นคำล่วงเกิน เหมือนช้างอดทนต่อ ลูกศรที่ตกจากแล่งในสงครามฉะนั้น, เพราะชนเป็น อันมากเป็นผู้ทุศีล. ชนทั้งหลาย ย่อมนำสัตว์พาหนะ ที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม, พระราชาย่อมทรงสัตว์ พาหนะที่ฝึกแล้ว, บุคคลผู้อดกลั้นคำล่วงเกินได้ ฝึก (ตน) แล้ว เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลาย, ม้า อัสดร ๑ ม้าสินธพผู้อาชาไนย ๑ ช้างใหญ่ชนิด กุญชร ๑ ที่ฝึกแล้วย่อมเป็นสัตว์ประเสริฐ, แต่ บุคคลที่มีตนฝึกแล้ว ย่อมประเสริฐกว่า (สัตว์พิเศษ นั้น)." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโคว คือ เหมือนช้าง. สองบทว่า จาปาโต ปติต ความว่า หลุดออกไปจากธนู. บทว่า อติวากฺย ความว่า ซึ่งคำล่วงเกิน ที่เป็นไปแล้วด้วย <div id="229"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 229]] สามารถแห่งอนริยโวหาร ๘.๑ บทว่า ติติกฺขิสฺส ความว่า ช้างใหญ่ที่เขาฝึกหัดดีแล้ว เข้าสู่สงคราม เป็นสัตว์อดทน ไม่พรั่นพรึงซึ่งลูกศรที่หลุดจากแล่งตกลงที่ตน ชื่อว่า ย่อม ทนทานต่อการประหารทั้งหลาย มีประหารด้วยหอกเป็นต้นได้ ฉันใด, เรา ก็จักอดกลั้น คือจักทนทานคำล่วงเกิน มีรูปอย่างนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ทุสฺสีโล หิ ความว่า เพราะโลกิยมหาชนนี้เป็นอันมาก เป็นผู้ทุศีล เที่ยวเปล่งถ้อยคำเสียดสีด้วยอำนาจแห่งความชอบใจของตน, การอดกลั้น คือการวางเฉย ในถ้อยคำนั้น เป็นภาระของเรา. บทว่า สมิตึ ความว่า ก็ชนทั้งหลาย เมื่อจะไปสู่ท่ามกลางมหาชน ในสมาคมสถาน มีอุทยานและสนามกรีฑาเป็นต้น เทียมโคหรือม้าที่ฝึก แล้วเท่านั้นเข้าที่ยานแล้ว ย่อมนำไป. บทว่า ราชา ความว่า แม้พระราชา เมื่อเสด็จไปสู่ที่เห็นปาน นั้นนั่นแหละ ย่อมทรงสัตว์พาหนะเฉพาะที่ฝึกแล้ว. บทว่า มนุสฺเสสุ ความว่า แม้ในมนุษย์ทั้งหลายผู้ฝึกแล้ว คือผู้ สิ้นพยศแล้วแล๒ ด้วยอริยมรรค ๔ เป็นผู้ประเสริฐ. ๑. อนริยโวหาร ๘ คือ:- ๑. อทิฏฺเ ทิฏฺวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่เห็นว่าเห็น. ๒. อสฺสุเต สุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ยินว่าได้ยิน. ๓. อมุเต มุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่รู้ว่ารู้. ๔. อวิญฺาเต วิญฺาตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ไม่ทราบชัดว่าทราบชัด. ๕. ทิฏฺเ อทิฏฺวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่เห็นว่าไม่เห็น. ๖. สุเต อสฺสุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ได้ยินว่าไม่ได้ยิน. ๗. มุเต อมุตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่รู้ว่าไม่รู้. ๘. วิญฺาเต อวิญฺาตวาทิตา ความเป็นผู้มีปกติกล่าวสิ่งที่ทราบชัดว่าไม่ทราบชัด. ๒. นิพฺพิเสว= มีความเสพผิดออกแล้วเทียว. <div id="230"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 230]] บทว่า โยติวากฺย ความว่า บุคคลใดย่อมอดกลั้น คือย่อมไม่ โต้ตอบ ไม่พรั่นพรึงถึงคำล่วงเกินมีรูปเช่นนั้น แม้อันเขากล่าวซ้ำซากอยู่. บุคคลผู้ฝึกแล้วเห็นปานนั้น เป็นผู้ประเสริฐ. ม้าที่เกิดจากแม่ม้าโดยพ่อลา ชื่อว่า ม้าอัสดร. บทว่า อาชานียา ความว่า ม้าตัวสามารถเพื่อจะพลันรู้เหตุที่นายสารถีผู้ฝึกม้าให้กระทำ. ม้าที่เกิดในแคว้นสินธพ ชื่อว่า ม้าสินธพ. ช้างใหญ่ที่เรียกว่ากุญชร ชื่อว่า มหานาค. บทว่า อตฺตทนฺโต เป็นต้น ความว่า ม้าอัสดรก็ดี ม้าสินธพก็ดี ช้างกุญชรก็ดี เหล่านั้น ที่ฝึกแล้วเทียว เป็นสัตว์ประเสริฐ, ที่ยังไม่ได้ฝึก หาประเสริฐไม่, แต่บุคคลใด ชื่อว่ามีตนฝึกแล้ว คือหมดพยศแล้ว เพราะความที่ตนเป็นผู้ฝึกด้วยอริยมรรค ๔. บุคคลนี้ย่อมประเสริฐกว่า สัตว์พาหนะ มีม้าอัสดรเป็นต้นแม้นั้น คือย่อมเป็นผู้ยิ่งกว่าสัตว์พาหนะ มีม้าอัสดรเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทั้งสิ้น. ในกาลจบเทศนา มหาชนแม้ทั้งหมดนั้น ผู้รับสินจ้างแล้วยืนด่า อยู่ในที่ทั้งหลาย มีถนนและทางสามแยกเป็นต้น บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล. เรื่องของพระองค์ จบ. <div id="231"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 231]] ๒. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นควาญช้าง [๒๓๓] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เคยเป็นนายหัตถาจารย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " น หิ เอเตหิ " เป็นต้น. ควาญช้างฝึกช้างให้ดีได้เพราะได้นัยจากภิกษุ ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุนั้นเห็นนายควาญช้าง* ผู้ตั้งใจว่า " เราจัก ฝึกช้างสักตัวหนึ่ง" แล้วไม่อาจเพื่อจะให้ช้างสำเหนียกเหตุที่ตนปรารถนา ได้ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี จึงเรียกภิกษุทั้งหลายซึ่งยืนอยู่ที่ใกล้มาแล้ว กล่าวว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย หากว่านายหัตถาจารย์นี้ พึงแทงช้างตัวนี้ ในที่ชื่อโน้นไซร้, เขาพึงให้มันสำเหนียกเหตุนี้ได้โดยเร็วทีเดียว." เขาสดับ คำของภิกษุนั้นแล้ว จึงทำอย่างนั้น ก็ฝึกช้างตัวนั้นให้เรียบร้อยได้.๒ ภิกษุเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา. ฝึกตนดีแล้วย่อมไปสู่ที่ไม่เคยไปได้ พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า " เขาว่าเธอ พูดอย่างนั้นจริงหรือ ?" เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า " จริง พระเจ้าข้า " ทรง ติเตียนภิกษุนั้นแล้ว ตรัสว่า " บุรุษเปล่า เธอต้องการอะไร ด้วยยาน คือช้าง หรือยานอย่างอื่น ที่ฝึกแล้ว ? เพราะชื่อว่าคนผู้สามารถเพื่อจะไป สู่สถานที่ไม่เคยไปด้วยยานเหล่านี้ หามีไม่, แต่ผู้มีตนฝึกดีแล้วอาจไปสู่ สถานที่ไม่เคยไปได้; เพราะฉะนั้น เธอจงฝึกตนเท่านั้น, เธอจะต้องการ อะไรด้วยการฝึกสัตว์พาหนะเหล่านั้น " แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:- ๑. หตฺถิทมก ซึ่งบุคคลผู้ฝึกซึ่งช้าง. ๒. สทนฺต ให้เป็นสัตว์ที่ฝึกดีแล้ว. <div id="232"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 232]] ๒. น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคต ทิส ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ. " ก็บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไปด้วยยานเหล่า นี้ เหมือนคนผู้ฝึก (ตน) แล้ว ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคย ไป ด้วยคนที่ฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วฉะนั้นหามิได้." แก้อรรถ พระคาถานั้น มีความว่า ก็บุคคลไร ๆ พึงไปสู่ทิศ คือพระนิพพาน ที่นับว่ายังไม่ได้ไป เพราะความเป็นทิศที่ตนยังไม่เคยไป แม้โดยที่สุด ด้วยความฝัน ด้วยยานทั้งหลาย มียานคือช้างเป็นต้นเหล่านี้ได้, เหมือน บุคคลผู้ฝึก (ตน) แล้ว คือผู้หมดพยศ มีปัญญา ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป แล้วนั้น คือบรรลุถึงภูมิแห่งท่านที่ฝึก (ตน) แล้ว ด้วยตนที่ฝึกแล้ว ด้วยการฝึกอินทรีย์ในส่วนเบื้องต้น ทรมานดีแล้ว ด้วยอริยมรรคภาวนา ในส่วนเบื้องหลังฉะนั้นก็หามิได; เพราะฉะนั้น การฝึกตนเท่านั้น จึง ประเสริฐสำหรับเธอ. ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา- ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องภิกษุผู้เคยเป็นควาญช้าง จบ. <div id="233"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 233]] ๓. เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า [๒๓๔] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพวกบุตรของ พราหมณ์เฒ่าคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ธนปาลโก " เป็นต้น. บุตรบำรุงบิดาเพราะอยากได้สมบัติ ได้ยินว่า พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีสมบัติประมาณ ๘ แสน ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน ผู้เจริญแล้ว ได้ให้ทรัพย์ ๔ แสน. ต่อมา เมื่อพราหมณีของเขาทำกาละ (ตาย) ไปแล้ว พวกบุตรจึงปรึกษา พร้อมกันว่า " หากพ่อของเรานี้จักนำพราหมณีคนอื่นมาไซร้, ด้วยอำนาจ แห่งบุตรทั้งหลาย ที่เกิดในท้องของนาง ตระกูลก็จักทำลาย; เอาเถิด พวกเรา (ช่วยกัน ) สงเคราะห์ท่าน." พวกเขาบำรุงพราหมณ์เฒ่านั้น อยู่ด้วยปัจจัยมีอาหารเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต ทำกิจมีการนวดฟั้น มือและเท้าเป็นต้นอยู่ ครั้นบำรุงแล้ว วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์เฒ่านั้น นอนหลับกลางวันแล้วลุกขึ้นแล้ว, จึงนวดฟั้นมือและเท้าพลางพูดถึงโทษ ในฆราวาสต่าง ๆ กันแล้ว วิงวอนว่า พวกผมจักทะนุบำรุงคุณพ่อโดย ทำนองนี้ตลอดชีพ, ขอคุณพ่อโปรดให้แม้ทรัพย์ที่ยังเหลือแก่พวกผมเถิด." พราหมณ์ให้ทรัพย์แก่บุตรอีกคนละแสน แบ่งเครื่องอุปโภคทั้งหมดให้ เป็น ๔ ส่วน มอบให้ เหลือไว้เพียงผ้านุ่งห่มของตน. บุตรคนหัวปีทะนุ บำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน. <div id="234"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 234]] พราหมณ์เที่ยวขอทานเขากิน ต่อมาวันหนึ่ง ลูกสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกับพราหมณ์เฒ่านั้น ผู้อาบน้ำแล้วเดินมาอยู่ อย่างนี้ว่า " ทรัพย์ ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ ที่คุณพ่อ ให้แก่บุตรคนหัวปี ยิ่งกว่า (บุตรทั้งหลาย) มีอยู่หรือ, คุณพ่อให้ทรัพย์ แก่บุตรทุกคน คนละ ๒ แสนมิใช่หรือ ? ไฉนคุณพ่อจึงไม่รู้จักทางแห่ง เรือนของบุตรที่เหลือเล่า ?" แม้เขาคุกคามนางว่า " อีหญิงถ่อย มึงจงฉิบหาย," โกรธแล้ว ได้ไปยังเรือนของบุตรคนอื่น, โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน เขาถูกลูกสะใภ้ อื่นให้เตลิดไปจากเรือนแม้นั้น ด้วยอุบายนี้เหมือนกันแล (ได้ไปยังเรือน ของบุตรคนอื่น) เมื่อไม่ได้การเข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งอย่างนี้ด้วย ประการฉะนี้ จึงบวชเป็นชีปะขาว เที่ยวภิกษาอยู่ โดยกาลล่วงไป ทรุดโทรมลงเพราะชรา มีสรีระเศร้าหมองเพราะโภชนะไม่ดีนอนลำบาก เที่ยวภิกษาอยู่ (กลับ) มา ทอดหลังลงนอน ก้าวลงสู่ความหลับแล้ว ลุกขึ้น นั่งมองดูตน ซึ่งมีความกระวนกระวายระงับแล้ว ไม่เห็นที่พึ่งของตน ในบุตรทั้งหลาย จึงคิดว่า " ได้ยินว่า พระสมณโคดมไม่สยิ้วพระพักตร์ มีพระพักตร์เบิกบาน๑ ตรัสถ้อยคำไพเราะ ทรงฉลาดในการต้อนรับ, เรา อาจเข้าไปหาพระสมณโคดมแล้ว ได้รับการต้อนรับ." เขาจัดแจงผ้านุ่ง ผ้าห่มเรียบร้อยแล้ว หยิบภาชนะภิกษา ถือไม้เท้า ได้ไปยังสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้า. สมจริง แม้พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ก็กล่าวคำนี้ไว้ว่า " ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลคนใดคนหนึ่ง ผู้เศร้าหมอง มีผ้าห่ม ๑. อุตฺตานมุโข มีพระพักตร์หงาย . <div id="235"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 235]] อันเศร้าหมอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยสถานที่พระองค์ประทับ อยู่." พระศาสดา ทรงทำปฏิสันถารกับเขาผู้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ ตรัสคำนี้ว่า " พราหมณ์ เพราะอะไรหนอแล ท่านจึงเป็นผู้เศร้าหมอง มีผ้าห่มอันเศร้าหมอง ?" พราหมณ์ทูลว่า " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์มีบุตรอยู่ ๔ คนในโลกนี้, บุตรเหล่านั้น ถูกภรรยายุยง จึงขับข้าพระองค์ออกเสีย จากเรือน." พระศาสดาให้พราหมณ์เรียนคาถา พระศาสดาตรัสว่า " พราหมณ์ ถ้ากระนั้น ท่านจงเรียนคาถา เหล่านี้ เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันในสภา, เมื่อบุตรทั้งหลาย (ของท่าน) นั่งแล้ว จงกล่าวว่า:- " ข้าพเจ้าจักเพลิดเพลินด้วยบุตรที่เกิดแล้วเหล่า ใด, และปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด, บุตร เหล่านั้นถูกภรรยายุยง๑ ย่อมรุกรานข้าพเจ้าเหมือน สุนัขรุกรานสุกรฉะนั้น. ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็น อสัตบุรุษ เลวทราม เรียกข้าพเจ้าว่า ' พ่อ พ่อ ' พวกเขาคือรากษส (มาแล้ว) โดยรูปเพียงดังบุตร ย่อมทอดทิ้งข้าพเจ้าผู้ถึงความเสื่อม (แก่) บิดาแม่ ของเหล่าพาลชน เป็นคนแก่ ต้องเที่ยวขอทานที่เรือน ของชนเหล่าอื่น เหมือนม้าที่แก่ใช้การงานไม่ได้ ถูก ๑. บุตรเหล่านั้นคบคิดกับภรรยา ก็ว่า. <div id="236"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 236]] เขาพรากไปจากอาหารฉะนั้น. นัยว่า ไม้เท้าของ ข้าพเจ้าแลยังประเสริฐกว่า, บุตรทั้งหลายไม่เชื่อฟัง จะประเสริฐอะไร. (เพราะ) ไม้เท้ากันโคดุก็ได้, อนึ่ง กันสุนัขก็ได้, มีไว้ (ยัน) ข้างหน้าเวลามืดก็ได้, (ใช้) หยั่งลงไปในที่ลึกก็ได้, เพราะอานุภาพแห่งไม้เท้า คนแก่เช่นข้าพเจ้า พลาดแล้วก็กลับยืนขึ้น (อีกได้)." พราหมณ์ได้อุบายดี เขาเรียนคาถาเหล่านั้น ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อ พวกบุตรประดับประดาด้วยสรรพาลังการแล้ว ย่างเข้าไปสู่สภานั้น นั่ง เหนืออาสนะที่ควรแก่ค่ามาก ในท่ามกลางพวกพราหมณ์ ในวันประชุม พราหมณ์เห็นปานนั้น, ตกลงใจว่า " กาลนี้เป็นกาลของเราแล้ว" เข้า ไปสู่ท่ามกลางสภา ชูมือขึ้นแล้วกล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าประสงค์ จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย, ท่านทั้งหลายจักฟังไหม ?" เมื่อพราหมณ์ เหล่านั้นกล่าวว่า " กล่าวเถิด ๆ พราหมณ์ พวกเราจักฟัง," ได้ยืนกล่าว เทียว. ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีวัตรอยู่อย่างนี้ว่า " บุตรใดใช้สอย ทรัพย์ที่เป็นของมารดาบิดา (แต่) ไม่เลี้ยงมารดาบิดา. บุตรนั้นต้องถูกฆ่า." เพราะฉะนั้น บุตรของพราหมณ์เหล่านั้น จึงฟุบลงแทบเท้าของบิดา วิงวอนว่า " คุณพ่อขอรับ ขอคุณพ่อโปรดให้ชีวิตแก่พวกกระผมเถิด." เพราะความที่หทัยของบิดาเป็นธรรมชาติอ่อนโยน เขาจึงกล่าวว่า " ท่าน <div id="237"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 237]] ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย อย่าให้บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้าพินาศ เสียเลย; พวกเขาจักเลี้ยงดูข้าพเจ้า." ทันใดนั้น มนุษย์ทั้งหลาย จึงกล่าวกะพวกบุตรของเขาว่า " ท่าน ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้ไป หากพวกท่านจักไม่ประคับประคองบิดาให้ดีไซร้, พวกเราจักฆ่าพวกท่านเสีย." บุตรเหล่านั้นกลัวแล้ว เชิญบิดาให้นั่ง บนตั่ง ยกขึ้นนำไปสู่เรือนด้วยตนเอง ทาสรีระด้วยน้ำมัน ขัดสี (ให้สะอาด) ใช้วัตถุมีกลิ่นหอมเป็นต้นชโลมแล้ว ให้เรียกพราหมณีทั้งหลายมาแล้ว สั่งว่า " ตั้งแต่วันนี้ไป เธอทั้งหลายจงประคับประคองบิดาของพวกฉัน ให้ดี, ถ้าเธอทั้งหลายจักถึงความประมาทแล้วไซร้, พวกฉันจักติเตียน เธอทั้งหลาย" แล้วให้บริโภคโภชนะอันประณีต. พราหมณ์คิดถึงอุปการคุณของพระศาสดา พราหมณ์อาศัยโภชนะดีและการนอนสบาย โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน ก็เกิดมีกำลังมีอินทรีย์เปล่งปลั่ง มองดูอัตภาพแล้วดำริว่า " สมบัตินี้ เรา ได้เพราะอาศัยพระสมณโคดม" ถือเอาผ้าคู่หนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ความ เป็นบรรณาการ ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีปฏิสันถารอัน พระองค์ทรงทำแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง วางผ้าคู่นั้นลงแทบบาทมูลของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์เป็นส่วนแห่งอาจารย์ เพื่ออาจารย์, ขอพระโคดมผู้เจริญ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของข้าพระองค์ โปรดรับทรัพย์ เป็นส่วนอาจารย์." พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับผ้าคู่นั้น เพื่ออนุเคราะห์ เขาแล้ว ทรงแสดงธรรม. ในกาลจบเทศนา พราหมณ์ดำรงอยู่ในสรณะแล้ว จึงกราบทูล <div id="238"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 238]] อย่างนี้ว่า " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ถวายธุวภัต ๒ ที่จาก ธุวภัต ๔ ที่ ซึ่งบุตรทั้งหลายให้แก่ข้าพระองค์นั้น แด่พระองค์." ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า " งามละ พราหมณ์, แต่เราจักไปสู่ สถานที่ชอบใจเท่านั้น " แล้วทรงส่งเขาไป. พราหมณ์ไปถึงเรือนแล้ว บอกพวกบุตรว่า " พ่อทั้งหลาย พระ- สมณโคดมเป็นสหายของพ่อ, พ่อถวายธุวภัต ๒ ที่แก่พระองค์, เจ้า ทั้งหลายอย่าละเลยในเมื่อพระองค์เสด็จมาถึงนะ," บุตรทั้งหลายรับว่า " ดีละ คุณพ่อ." พระศาสดาโปรดบุตรพราหมณ์ วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาต ได้เสด็จไปถึงประตูเรือน แห่งบุตรคนหัวปี (ของพราหมณ์), เขาเห็นพระศาสดาแล้ว รับบาตร เชิญ เสด็จให้เข้าไปสู่เรือน เชิญให้ประทับนั่ง ณ บัลลังก์ซึ่งควรแก่ค่ามากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต. พระศาสดาได้เสด็จไปสู่เรือนของบุตรพราหมณ์ ทั้งสิ้นตามลำดับ คือ วันรุ่งขึ้น ของบุตรนอกนี้, . วันรุ่งขึ้น ของบุตรนอกนี้. พวกเขาทุกคนได้ทำสักการะอย่างนั้นเหมือนกัน. ต่อมาวันหนึ่ง บุตรคนหัวปี เมื่อการมงคลปรากฏเฉพาะแล้วจึงพูด กะบิดาว่า " คุณพ่อขอรับ พวกกระผมจะให้มงคลแก่ใคร ? " พราหมณ์, พ่อไม่รู้จักคนอื่น, พระสมณโคดมเป็นสหายซึ่งพ่อ มิใช่หรือ ? บุตรคนหัวปี. ถ้ากระนั้น คุณพ่อโปรดนิมนต์พระองค์พร้อมกับ ภิกษุ ๕๐๐ รูป เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้. พราหมณ์ได้ทำอย่างนั้น. วันรุ่งขึ้น พระศาสดาพร้อมด้วยบริวาร <div id="239"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 239]] ได้เสด็จไปยังบ้านของเขา. เขานิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งในเรือนซึ่งฉาบทาด้วยโคมัยสด ประดับด้วยสรรพาลังการแล้ว อังคาสด้วยมธุปายาสข้น และด้วยขาทนียะอันประณีต. ก็ในระหว่างแห่งภัตนั่นแหละ บุตร ๔ คนของพราหมณ์นั่งใน สำนักพระศาสดา กราบทูลว่า " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ประคับประคองบิดาของพวกข้าพระองค์ ไม่ประมาท, โปรดทอดพระเนตร อัตภาพของท่านเถิด." บำรุงมารดาบิดาเป็นมงคล พระศาสดาตรัสว่า " ท่านทั้งหลายทำกรรมงามแล้ว, ชื่อว่าการเลี้ยง มารดาบิดา โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย (เคย) ประพฤติมาแล้วเหมือนกัน " แล้วตรัสมาตุโปสกนาคชาดก๑ ในเอกาทสนิบาตนี้โดยพิสดารว่า " เพราะ ช้างนั้นหลีกไปเสีย ต้นอ้อยช้างและไม้โมกมันจึงงอกขึ้นไสว" ดังนี้เป็นต้น แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถานี้ว่า :- ๓. ธนปาลโก นาม กุญฺชโร กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย พทฺโธ กพล น ภุญฺชติ สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโร. "กุญชร นามว่า ธนปาลกะ ตกมันจัด ห้ามได้ ยาก ถูกขังไว้ ไม่บริโภคฟ่อนหญ้า กุญชรระลึกถึง (แต่) นาควัน๒." ๑. ขุ. ชา. ๒๗/๓๐๓. อรรถกถา. ๖/๑. ๒. สุมรติ เป็นอีกรูปหนึ่ง ของสรติ. นาควนสฺส แปลกันว่า ซึ่งป่าแห่งไม้กากะทิง เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.. <div id="240"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 240]] แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนปาลโก นาม นั่นเป็นชื่อของช้าง ที่พระเจ้ากาสิกราช ทรงส่งนายหัตถาจารย์ไปให้จับในนาควันอันรื่นรมย์ ในครั้งนั้น. บทว่า กฏุกปฺปเภทโน ความว่า ตกมันจัด. อันที่จริง ในกาล เป็นที่ตกมันของช้างทั้งหลาย หมวกหูทั้ง ๒ ย่อมแตกเยิ้ม, แม้ตามปกติ ในกาลนั้น ช้างทั้งหลาย ย่อมไม่นำพาซึ่งขอ ปฏัก หรือโตมร ย่อมเป็น สัตว์ดุร้าย, แต่ช้างธนปาลกะนั้น ดุร้ายนักทีเดียว; เพราะฉะนั้น พระ- ศาสดาจึงตรัสว่า กฏุกปฺปเภทโน ทุนฺนิวารโย. บาทพระคาถาว่า พทฺโธ กพล น ภุญฺชติ ความว่า ช้างธนปาลกะ นั้น มิได้ถูกตกปลอกไว้, แต่ถูกเขานำไปสู่โรงช้าง ให้แวดวงด้วยม่าน อันวิจิตรแล้ว พักไว้บนพื้นที่ซึ่งทำการประพรมด้วยของหอม มีเพดาน วิจิตรดาดไว้ ณ เบื้องบน แม้อันพระราชาให้บำรุงด้วยโภชนะมีรสเลิศ ต่าง ๆ ควรแก่พระราชา ก็มิไยดีจะบริโภคอะไร ๆ. อันคำว่า " พทฺโธ กพล น ภุญฺชติ" ( นี้ ) พระศาสดาตรัสหมายถึงอาการเพียงช้างถูกส่ง เข้าไปสู่โรงช้าง. สองบทว่า สุมรติ นาควนสฺส ความว่า ช้างธนปาลกะนั้นระลึก ถึงนาควัน ซึ่งเป็นที่อยู่อันน่ารื่นรมย์แท้หามิได้, ก็มารดาของช้างนั้น ได้เป็นสัตว์ถึงทุกข์เพราะพรากจากบุตรในป่า, ช้างนั้นบำเพ็ญมาตาปิตุ- อุปัฏฐานธรรมนั่นแล. ดำริว่า " ประโยชน์อะไรของเราด้วยโภชนะนี้" ระลึกถึงมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม ซึ่งประกอบด้วยธรรมเท่านั้น; ก็ช้างนั้น <div id="241"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 241]] อยู่ในนาควันนั้นนั่นแล อาจบำเพ็ญมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรมนั้นได้, เพราะ- ฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า " สุมรติ นาควนสฺส กุญฺชโร" เมื่อพระศาสดา ครั้นทรงนำบุรพจริยาของพระองค์นี้มาตรัสอยู่นั่น แล บุตรของพราหมณ์แม้ทั้งหมด ยังอัสสุธารให้ไหลแล้ว มีหทัยอ่อน เงี่ยโสตลงสดับแล้ว. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงธรรมเป็น ที่สบายของพวกเขาแล้ว จึงทรงแสดงธรรมประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในกาลจบเทศนา พราหมณ์พร้อมกับบุตรและลูกสะใภ้ทั้งหลาย ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล. เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า จบ. <div id="242"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 242]] ๔. เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล [๒๓๕] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้าปเสน- ทิโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " มิทฺธี ยทา " เป็นต้น. พระเจ้าปเสนทิโกศลง่วงเพราะเสวยจุเกินไป ความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระราชาเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสารทะนาน หนึ่ง กับสูปพยัญชนะพอควรแก่ข้าวสุกนั้น. วันหนึ่ง ท้าวเธอเสวย พระกระยาหารเช้าแล้ว ยังไม่ทรงบรรเทาความเมาในภัตได้เลย ได้เสด็จ ไปสู่สำนักของพระศาสดา มีพระรูปอันลำบาก พลิกไปข้างนี้และข้างนี้ แม้ถูกความง่วงครอบงำ เมื่อไม่สามารถจะผทมตรง ๆ ได้ จึงประทับนั่ง ณ ที่สุดข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงติการบริโภคจุ ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า " มหาบพิตร พระองค์ยัง ไม่ทันได้ทรงพักผ่อนเลย เสด็จมากระมัง ?" พระราชา. " ถูกละ พระเจ้าข้า, ตั้งแต่กาลที่บริโภคแล้ว หม่อมฉัน มีทุกข์มาก." ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท้าวเธอว่า " มหาบพิตร คนบริโภค มากเกินไป ย่อมมีทุกข์อย่างนี้" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า :- ๔. มิทฺธี ยทา โหติ มหคฺฆโส จ นิทฺทายิตา สมฺปริวตฺตสายี มหาวราโหว นิวาปปุฏฺโ ปุนปฺปุน คพฺภมุเปติ มนฺโท. <div id="243"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 243]] " ในกาลใด บุคคลเป็นผู้กินมาก นักง่วง และมัก นอนหลับกระสับกระส่าย ประหนึ่งสุกรใหญ่ ที่ถูก ปรนปรือด้วยอาหารฉะนั้น ในกาลนั้น เขาเป็นคน มันซึม ย่อมเข้าไปถึงห้องร่ำไป." แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิทฺธี ความว่า ผู้อันความท้อแท้และ ความง่วงเหงาครอบงำ. บทว่า มหคฺฆโส ความว่า ผู้บริโภคมาก เหมือนอาหรหัตถก- พราหมณ์ อลังสาฏกพราหมณ์ ตัตถวัฏฏกพราหมณ์ กากมาสกพราหมณ์ และภุตตวัมมิกพราหมณ์ คนใดคนหนึ่ง. บทว่า นิวาปปุฏฺโ ความว่า ถูกปรนปรือแล้วด้วยข้าวหมูมีรำ เป็นต้น. จริงอยู่ สุกรบ้านเขาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เวลายังอ่อน ในเวลามีสรีระ อ้วน ไม่ได้เพื่อจะออกจากเรือนไปข้างนอก ส่ายไปส่ายมาในที่ต่าง ๆ มีใต้เตียงเป็นต้นแล้ว ย่อมนอนหายใจฟูดฟาดอยู่เท่านั้น. ท่านกล่าวคำ อธิบายนี้ว่า " บุคคลผู้มีความง่วงงุน กินจุ และเมื่อไม่อาจยังอัตภาพให้ เป็นไปด้วยอิริยาบถอย่างอื่น มักนอนหลับพลิกกลับไปกลับมาตามปกติ เหมือนสุกรใหญ่ที่ถูกปรนปรือด้วยเหยื่อฉะนั้น ในขณะใด; ในขณะนั้น เขาย่อมไม่อาจเพื่อมนสิการไตรลักษณ์ คือ " อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตา" ได้, เพราะไม่มนสิการไตรลักษณ์เหล่านั้น จึงชื่อว่ามีปัญญาทึบ ย่อมเข้าห้อง คือไม่พ้น ไปจากการอยู่ในห้อง. <div id="244"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 244]] พระศาสดาทรงบอกอุบายบรรเทากินจุ ในกาลจบเทศนา พระศาสดาได้ตรัสพระคาถานี้ด้วยสามารถอุปการะ แก่พระราชาว่า:- " คนผู้มีสติทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้ แล้วนั้น ย่อมมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย แก่ช้า อายุยืน." ดังนี้แล้ว โปรดให้อุตตรมาณพเรียนไว้แล้ว ทรงแนะอุบายว่า " เธอ พึงกล่าวคาถานี้เฉพาะในเวลาที่พระราชาเสวย, และพึงให้พระราชาทรง ลดโภชนะลงด้วยอุบายนี้," เขาได้กระทำเช่นนี้. สมัยต่อมา พระราชาทรงกระปรี้กระเปร่า มีพระสรีระเบา ทรงถึง ความสำราญ เพราะความที่ทรงมีพระกระยาหารทะนานหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ทรงมีความคุ้นเคยบังเกิดขึ้นในพระศาสดาแล้ว ทรงให้อสทิสทานเป็นไป ๗ วัน. ในเพราะทรงอันโมทนาทาน มหาชนซึ่งมาประชุม (ณ ที่นั้น) บรรลุคุณวิเศษใหญ่แล้ว ดังนี้แล. เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล จบ. <div id="245"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 245]] ๕. เรื่องสานุสามเณร [๒๓๖] ข้อความเบื้องต้น พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณร ชื่อ สานุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อิท ปุเร " เป็นต้น. สานุสามเณรประกาศธรรม ได้ยินว่า สามเณรนั้นได้เป็นบุตรน้อยคนเดียวของอุบาสิกาคนหนึ่ง. ครั้งนั้น นางให้เธอบรรพชาในกาลที่เธอเป็นเด็กทีเดียว. ตั้งแต่กาลที่ บรรพชาแล้ว เธอได้เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร. เธอได้กระทำวัตรแก่ อาจารย์ อุปัชฌายะ และพระอาคันตุกะทั้งหลายทีเดียว. ตลอด ๘ วัน ของเดือน เธอลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เข้าไปตั้งน้ำในโรงน้ำ ปัดกวาดโรง ธัมมัสสวนะ ตามประทีป ประกาศธัมมัสสวนะด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ. ภิกษุทั้งหลายทราบเรี่ยวแรงของเธอแล้ว ย่อมเชื้อเชิญว่า " จงกล่าวบท ภาณะเถิด สามเณร." เธอไม่กระทำอิดเอื้อนไร ๆ ว่า " ลมเสียดแทง หทัยของผม, หรือโรคไอเบียดเบียนผม" ขึ้นสู่ธรรมาสน์ กล่าวบทภาณะ เหมือนจะให้น้ำในอากาศตกลง เมื่อจะลง ย่อมกล่าวว่า " ข้าพเจ้าให้ส่วน บุญ ในเพราะการกล่าวนี้แก่มารดาและบิดาของข้าพเจ้า." มนุษย์ทั้งหลาย หาทราบความที่เธอให้ส่วนบุญแก่มารดาและบิดาไม่. ยักษิณีเคยเป็นมารดาของสานุสามเณร ก็มารดาของเธอเกิดเป็นยักษิณีในอัตภาพเป็นลำดับ นางมากับ เทวดาทั้งหลาย ฟังธรรมแล้ว (เมื่อจะอนุโมทนา) ส่วนบุญที่สามเณรให้ ย่อมกล่าวว่า " ฉันขออนุโมทนา พ่อ." ก็ธรรมดาภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ <div id="246"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 246]] ด้วยศีล ย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก; เพราะฉะนั้น พวกเทวดา ที่มีความละอาย มีความเคารพในสามเณร ย่อมสำคัญเธอเหมือนมหา- พรหม และกองเพลิง. และย่อมเห็นนางยักษิณีนั้นเป็นที่น่าเคารพ เพราะ คารวะในสามเณร; ในสมัยทั้งหลาย มีสมัยฟังธรรมและสมัยที่ยักษ์ประชุม กันเป็นต้น อมนุษย์ทั้งหลายย่อมให้อาสนะที่ดี น้ำที่ดี อาหารที่ดี แก่นาง ยักษิณี ด้วยคิดว่า " นางยักษิณีตนนี้ เป็นมารดาของสานุสามเณร" ยักษ์ ทั้งหลายแม้ที่มีศักดิ์ใหญ่ เห็นนางยักษิณีแล้ว ย่อมหลีกทางให้, ย่อมลุก ขึ้นจากอาสนะ. ยักษิณีเข้าสิงกายสามเณร ครั้นสามเณรนั้นถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้า ถูกความไม่ยินดี ยิ่งบีบคั้น ไม่สามารถจะบรรเทาความไม่ยินดียิ่งลงได้ ปล่อยผมและเล็บ ไว้ยาว มีผ้านุ่งและผ้าห่มมอมแมม ไม่แจ้งแก่ใครๆ หยิบบาตรจีวรขึ้น แล้ว ได้ไปเรือนของมารดาลำพังคนเดียว. อุบาสิกาเห็นบุตรแล้วไหว้ กล่าวว่า " พ่อ ครั้งก่อน พ่อมาในที่นี้พร้อมกับอาจารย์และอุปัชฌายะ หรือพร้อมกับภิกษุหนุ่มและสามเณร, เพราะเหตุไร ในวันนี้พ่อจึงมาคน เดียวเล่า ?" เธอแจ้งความที่ตนกระสัน (ให้มารดาทราบ) แล้ว. อุบาสิกา มีศรัทธา แม้แสดงโทษในฆราวาสโดยประการต่าง ๆ ตักเตือนบุตรอยู่ ก็ไม่อาจให้เธอยินยอมได้ (แต่) ก็ไม่เสือกไสไปเสีย ด้วยคิดว่า " ถึง อย่างไร เธอพึงกำหนดได้แม้ตามธรรมดาของตน" กล่าวว่า " พ่อ โปรด รออยู่จนกว่าฉันจะจัดยาคูและภัตเพื่อพ่อเสร็จ, ฉันจักนำผ้าชอบใจมา ถวายแก่พ่อ ผู้ดื่มยาคู กระทำภัตกิจแล้ว" แล้วได้ตกแต่งอาสนะถวาย. สามเณรนั่งลงแล้ว. อุมาสิกาจัดแจงยาคูและของเคี้ยวเสร็จโดยครู่เดียว <div id="247"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 247]] เท่านั้น ได้ถวายแล้ว. ลำดับนั้น อุบาสิกาคิดว่า " เราจักจัดแจงภัต" นั่งลงในที่ไม่ไกล ซาวข้าวอยู่. สมัยนั้น นางยักษิณีนั้นใคร่ครวญอยู่ว่า "สามเณรอยู่ที่ไหนหนอ แล ? เธอได้ภิกษาหาร หรือยังไม่ได้ " ทราบความที่เธอนั่งอยู่แล้ว ด้วยความเป็นผู้ใคร่จะสึก จึงคิดว่า " ก็เธออย่าพึงยังความละอายให้เกิด ขึ้นแก่เราในระหว่างเทวดาทั้งหลายเลย, เราจะไป จักกระทำอันตรายใน การสึกของเธอ " ดังนี้แล้ว จึงมาสิงในสรีระของสามเณรนั้น บิดคอให้ ล้มลงเหนือแผ่นดิน. เธอมีตาทั้งสองเหลือก มีน้ำลายไหล ดิ้นรนอยู่บน แผ่นดิน. อุบาสิกาเห็นอาการแปลกนั้นของบุตร รีบมาช้อนบุตรแล้ว ให้นอนบนตัก. ชาวบ้านทั้งสิ้นมากระทำการเช่นสรวงมีพลีกรรมเป็นต้น. อุบาสิกาคร่ำครวญ ส่วนอุบาสิกาคร่ำครวญ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- " ชนเหล่าใด ย่อมรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วย องค์ ๘ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาริหาริยปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่, ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นด้วยชนเหล่านั้น ข้าพเจ้า ได้สดับคำของพระอรหันต์ทั้งหลายดังนี้:. ในวันนี้ บัดนี้เอง ข้าพเจ้านั้นเห็นอยู่ ยักษ์ทั้งหลาย เล่นกับ สานุสามเณร." นางยักษิณีฟังคำของอุบาสิกาแล้ว จึงกล่าวว่า :- " ยักษิณีทั้งหลาย ย่อมไม่เล่นกับเหล่าชนผู้รักษา อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และ <div id="248"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 248]] ที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาริหาริยปักษ์ ผู้ประพฤติ พรหมจรรย์อยู่, ท่านได้สดับคำของพระอรหันต์ทั้ง- หลายดังนี้ดีแล้ว." ดังนี้แล้ว จึงกล่าว (ต่อไปอีก) ว่า :- " ขอท่านจงบอกคำนี้ของยักษ์ทั้งหลาย กะสานุ- สามเณร ผู้รู้สึกขึ้นแล้วว่า ' ท่านอย่าได้กระทำบาป กรรมในที่แจ้งหรือในที่ลับ; หากว่าท่านจักกระทำบาป กรรมก็ตาม กำลังกระทำอยู่ก็ตาม ท่านถึงจะเหาะ หนีไป ก็หามีการหลุดพ้นจากทุกข์ไม่." นางยักษิณีตนนั้นกล่าวว่า " ความพ้นย่อมไม่มีแก่ท่านผู้แม้กระทำ บาปกรรมอย่างนี้แล้ว เหาะหนีไปอยู่เหมือนนก" ดังนี้แล้ว ก็ปล่อย สามเณร. สามเณรนั้น ลืมตาขึ้นแล้ว เห็นมารดากำลังสยายผมร้องไห้สะอึก สะอื้นอยู่ และชาวบ้านทั้งสิ้นประชุมกันอยู่แล้ว ไม่ทราบความที่ตนถูก ยักษ์สิง จึงนึกสงสัยขึ้นว่า " เมื่อก่อนเรานั่งบนตั่ง, มารดาของเรานั่ง ซาวข้าว ณ ที่ไม่ไกล, แต่บัดนี้ เรา (กลับ) นอนเหนือแผ่นดิน; นี่อะไร กันหนอ ?" นอนอยู่เทียว กล่าวกะมารดาว่า :- " โยม ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายไป แล้ว หรือยังเป็นอยู่ (แต่) ไม่ปรากฏ: โยม โยม เห็นฉันซึ่งเป็นอยู่ ไฉนจึงร้องให้ถึงฉันเล่า ? โยม." ครั้งนั้น มารดาเมื่อจะแสดงโทษในการมาเพื่อจะสึกอีกของบุคคล ผู้ละวัตถุกามและกิเลสกามบวชแล้วแก่เธอ จึงกล่าวว่า :- <div id="249"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 249]] " ลูก (ถูกแล้ว) ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงชนที่ ตายไปแล้ว หรือยังเป็นอยู่ (แต่) ไม่ปรากฏ; ก็ผู้ใด ละกามทั้งหลายได้แล้ว ยังจะเวียนมาในกามนี้อีก, ลูก ชนทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงผู้นั้นบ้าง, เพราะเขา (ถึง) เป็นอยู่ต่อไป ก็เหมือนตายแล้ว." ก็แลครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงโทษในการครอบครอง เรือน ทำการครอบครองเรือนให้เป็นเช่นกับเถ้ารึงเทียว และให้เป็นเช่น กับเหว จึงกล่าวอีกว่า :- " พ่อ พ่อถูกยกขึ้นจากเถ้ารึงแล้ว ยังปรารถนา จะตกลงสู่เถ้ารึง (อีก), พ่อ พ่อถูกยกขึ้นจากเหวแล้ว ยังปรารถนาเพื่อจะตกลงไปสู่เหว (อีก)." ต่อมา เพื่อจะแสดงว่า " ลูก ขอพ่อจงมีความเจริญเถิด, ก็ฉันจะ ปรับทุกข์แก่ใคร จะให้ใครช่วยคิดเนื้อความนี้ว่า ' บุตรน้อยของเรานี้ อัน เรานำออกให้บวชในพระพุทธศาสนา ประหนึ่งภัณฑะที่ถูกนำออกจาก เรือนซึ่งกำลังถูกไฟไหม้แล้ว ยังปรารถนาเพื่อรุ่มร้อนในฆราวาสอีก, ขอ ท่านทั้งหลายจงช่วยวิ่งเต้น จงช่วยต้านทาน แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด" นาง จึงกล่าวคาถานี้กะสานุสามเณรนั้นว่า :- " ขอท่านทั้งหลาย จงช่วยวิ่งเต้น ความเจริญจง มีแก่ท่าน, ข้าพเจ้าจะปรับทุกข์แก่ใครเล่า ท่านเป็น ดุจภัณฑะ ซึ่งถูกนำออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้ว ยังปรารถนาเพื่อจะถูกไหม้อีก." <div id="250"/> [[#*|พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 250]] สานุสามเณรนั้น กำหนดได้ในเมื่อมารดากล่าวอยู่ จึงกล่าวว่า " ฉัน ไม่มีความต้องการด้วยความเป็นคฤหัสถ์." ครั้งนั้น มารดาของเธอกล่าวว่า " สาธุ พ่อ" พอใจแล้ว ให้บริโภคโภชนะอันประณีต ถามว่า " พ่อ พ่อ มีกาลฝนเท่าไร ?" ทราบความที่เธอมีกาลฝนครบแล้ว ก็จัดแจงไตรจีวร ให้. เธอมีบาตรจีวรครบ ได้อุปสมบทแล้ว. ต่อมา พระศาสดาเมื่อจะทรงยิ่งความอุตสาหะในการข่มจิตให้เกิดขึ้น แก่เธอผู้อุปสมบทแล้วไม่นาน จึงตรัสว่า " ธรรมดาว่าจิตนี้เที่ยวจาริกไป (contracted; show full)|} {{fs|90%|[[#เล่ม -|'''เล่ม ๔๓ ''']]}}<br> {{fs|90%|'''พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล'''}}<br> {{fs|90%|[[#เล่ม|***************]]}} <br /> |} [[หมวดหมู่:พระไตรปิฎก]] [[หมวดหมู่:วิกิตำรา]] All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikibooks.org/w/index.php?diff=prev&oldid=42284.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|