Difference between revisions 52805 and 52806 on thwikisource[อธิบายอานาปานสติด้วยสติปัฏฐาน ๔]
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทําให้มากแล้วอย่างไร จึงทําสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ได้
(หมวดกายานุปัสสนา)
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วพร้อม ว่าเราหายใจเข้ายาว ดังนี้
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเราหายใจออกยาว ดังนี้
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วพร้อม ว่าเราหายใจเข้าสั้น ดังนี้
เมื่อเราหายใจออกสั้น ก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเราหายใจออกสั้น ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทํากายสังขารให้รํางับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทํากายสังขารให้รํางับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจํา มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าว ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ว่าเป็นกายอันหนึ่งๆ ในกายทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นกายในกายอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น
(หมวดเวทนานุปัสสนา)
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ จักหายใจออก ดังนี
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข จักหายใจออก ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร จักหายใจออก ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตตสังขารให้รํางับอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตตสังขารให้รํางับอยู่ จักหายใจออก ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสตินําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการทําในใจเป็นอย่างดีต่อลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่าเป็นเวทนาอันหนึ่งๆ ในเวทนาทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสตินําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ในสมัยนั้น
(หมวดจิตตานุปัสสนา)
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต จักหายใจออก ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตให้ปราโมทย์ยิ่งอยู่ จักหายใจออก ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจเข้า ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตให้ตั้งมั่นอยู่ จักหายใจออก ดังนี้
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทําจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็นผู้ทําจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติว่าเป็นสิ่งที่มีได้ แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น
(หมวดธัมมานุปัสสนา)
ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจําหายใจเข้า
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจําหายใจออก
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจําหายใจเข้า
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจํา หายใจออก
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจํา หายใจเข้า
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจํา หายใจออก
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจําหายใจเข้า
ย่อมทําการฝึกหัดศึกษาว่าเราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจํา หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจํามีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้
ทําให้มากแล้วอย่างนี้แล ชื่อว่า ย่อมทําสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ได้
ราหุล เมื่อบุคคลเจริญกระทําให้มาก ซึ่งอานาปานสติอย่างนี้แล้ว
ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก อันจะมีเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อจะดับจิตนั้น
จะเป็นสิ่งที่เขารู้แจ้งแล้วดับไป หาใช่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้แจ้งไม่ ดังนี้
อุปริ. ม. ๑๔/๑๙๕/๒๘๙.
ม. ม. ๑๓/๑๔๒/๖๘๙.All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=52806.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|