Difference between revisions 87390 and 87452 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน|<<]]


'''วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ ภาคสมาธิ'''



บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา



*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๑๙๕ - ๒๐๐|หน้า ๑๙๕ - ๒๐๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๐๑ - ๒๐๕|หน้า ๒๐๑ - ๒๐๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๐๖ - ๒๑๐|หน้า ๒๐๖ - ๒๑๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๑๑ - ๒๑๕|หน้า ๒๑๑ - ๒๑๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๑๖ - ๒๒๐|หน้า ๒๑๖ - ๒๒๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๒๑ - ๒๒๕|หน้า ๒๒๑ - ๒๒๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๒๖ - ๒๓๐|หน้า ๒๒๖ - ๒๓๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๓๑ - ๒๓๕|หน้า ๒๓๑ - ๒๓๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๓๖ - ๒๔๐|หน้า ๒๓๖ - ๒๔๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๔๑ - ๒๔๕|หน้า ๒๔๑ - ๒๔๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๔๖ - ๒๕๐|หน้า ๒๔๖ - ๒๕๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๕๑ - ๒๕๕|หน้า ๒๕๑ - ๒๕๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๕๖ - ๒๖๐|หน้า ๒๕๖ - ๒๖๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๖๑ - ๒๖๕|หน้า ๒๖๑ - ๒๖๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๖๖ - ๒๗๐|หน้า ๒๖๖ - ๒๗๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๗๑ - ๒๗๕|หน้า ๒๗๑ - ๒๗๕]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๗๖ - ๒๘๐|หน้า ๒๗๖ - ๒๘๐]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)
*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน บทที่ ๔ ปถวีกสิณอรรถกถา หน้า ๒๘๑ - ๒๘๗|หน้า ๒๘๑ - ๒๘๗]] (ยังไม่ได้ตรวจอักษร)== ปถวีกสิณนิเทศ  ปริจเฉทที่  ๔ ==



== วิธีเลือกวัดให้ภาวนาสะดวก ==
:บัดนี้  จะอรรถาธิบายโดยพิสดารในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  พึงออกจากวัดอันไม่สมควรแก่การภาวนาสมาธิ  ไปอยู่  ณ  ที่วัดอันสมควร  ดังต่อไปนี้ –

:อันโยคีบุคคลนั้นพึงอยู่เจริญกัมมัฏฐานให้บริสุทธิ์  ณ  ที่วัดเดียวกันกับพระอาจารย์นั่นแหละ  ตราบเท่าที่ตนมีความผาสุกสบาย  แต่ถ้าไม่มีความผาสุกสบาย  ณ  ที่วัดนั้น  ก็พึงไปอยู่  ณ  ที่วัดอื่นอันเป็นที่สบาย  ในระยะทางห่างจากวัดพระอาจารย์ประมาณร้อยเส้นหรือสองร้อยเส้นหรือประมาณสี่ร้อยเส้นก็ได้  ก็แหละ  ครั้นอยู่ห่างในระยะทางเท่านั้น  เมื่อเกิดความสนเท่ห์สงสัยหรือเกิดความหลงลืม  ในหัวข้อกัมมัฏฐานบางประการ  จักได้ตื่นลุกขึ้นทำกิจวัตรในวัดให้เสร็จแต่เช้า  แล้วออกจากวัดเที่ยวบิณฑบาตไปในระหว่างทาง  พอเวลาฉันเสร็จแล้ว  ก็ให้ถึงที่อยู่ของพระอาจารย์พอดี  สอบถามชำระกัมมัฏฐานให้บริสุทธิ์สิ้นสงสัยในสำนักของพระอาจารย์เสียแต่ในวันนั้น  พอวันที่สองก็นมัสการกราบลาพระอาจารย์  แล้วก็ออกเดินทางกลับแต่เช้า  เที่ยวรับบิณฑบาตไปในระหว่างทาง  ยังไม่ทันจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไร  ก็จักมาถึงที่อยู่ของตนพอดี

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่ได้ที่อยู่อันผาสุกสบาย  แม้ในระยะทางประมาณสี่ร้อยเส้นนั้น  จงตัดข้อขอดที่เข้าใจได้ยากในกัมมัฏฐานให้กระจ่างแจ้งทุกประการ  ชำระกัมมัฏฐานให้บริสุทธิ์ด้วยดีขึ้นอยู่กับใจได้แล้ว  จะพรากออกจากวัดอันไม่สมควรแก่การภาวนาสมาธิ  ไปอยู่  ณ  ที่วัดอันสมควร  แม้ไกล ๆ  กว่านั้นก็ได้



===วัดที่ภาวนาไม่สะดวก ๑๘===

:ในวัดที่สมควรและไม่สมควรนั้น  วัดที่ประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  วัดไม่สมควร  โทษ  ๑๘  ประการ  ในวัดนั้นดังนี้  คือ –





(หน้าที่ 196)




:๑    .    มหตฺตํ    วัดใหญ่

:๒    .    นวตฺตํ    วัดสร้างใหม่

:๓    .    ชิณฺณตฺตํ    วัดที่ชำรุด

:๔    .    ปนฺถนิสฺสิตตฺตํ    วัดที่อิงทางหลวง

:๕    .    โสณฺฑี    วัดมีสระน้ำ

:๖    .    ปณฺณํ    วัดมีใบไม้ใช้เป็นผัก

:๗    .    ปุปฺผํ    วัดมีไม้ดอก

:๘    .    ผลํ    วัดมีไม้ผล

:๙    .    ปตฺถนียตา    วัดที่มีคนขึ้นมาก 

:๑๐    .    นครสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงเมือง

:๑๑    .    ทารุสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงป่าไม้

:๑๒    .    เขตฺตสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงไร่นา

:๑๓    .    วิสภาคานํ  ปุคฺคลานํ  อตฺถิตา    วัดที่มีคนไม่ลงรอยกัน

:๑๔    .    ปฏฺฏสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงท่า

:๑๕    .    ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงบ้านป่าชายแดน

:๑๖    .    รชฺชสีมสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงเขตแดนประเทศ

:๑๗    .    อสปฺปายตา    วัดที่ไม่มีความสบาย และ


:๑๘    .    กลฺยาณมิตฺตานํ  อลาโภ    วัดที่หาอาจารย์ผู้กัลยาณมิตรไม่ได้

:วัดที่ประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้แล  ชื่อว่า  วัดที่ไม่สมควรแก่สมาธิภาวนา  โยคีบุคคลไม่ควรไปอยู่  ณ  วัดเช่นนั้น 



===อธิบายด้วยวัดที่ประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการ===

:ถาม – เพราะเหตุไรหรือจึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดอันประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการนั้น

:ตอบ – เพราะเหตุดังต่อไปนี้ –





(หน้าที่ 197)




====๑.  วัดใหญ่====

:ในวัดใหญ่ ๆ ย่อมมีภิกษุและสามเณรที่ต่างจิตต่างใจกันมารวมอยู่เป็นจำนวนมาก  ภิกษุสามเณรเหล่านั้น  ย่อมจะไม่ช่วยกันทำกิจวัตร  เพราะต่างก็เกี่ยงซึ่งกันและกัน  สถานที่ทั้งหลาย  เช่น  ลานพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้น  ก็ไม่ช่วยกันปัดกวาดให้สะอาดเกลี้ยงเกลา น้ำฉันน้ำใช้ก็ไม่ช่วยกันตัก  โยคีบุคคลนี้อยู่  ณ  วัดเช่นนี้แล้ว  ครั้นตระเตรียมว่าจักไปบิณฑบาตในโคจรคาม  ถือบาตรและจีวรเดินออกไป  ถ้าเห็นกิจวัตรยังไม่มีใครทำ  หรือหม้อน้ำดื่มยังเปล่า  เมื่อเป็นเช่นนี้  เธอก็จะต้องหยุดทำกิจวัตร  ตักน้ำดื่มมาเตรียมไว้  เมื่อไม่ทำหรือก็จะต้องอาบัติทุกกฏในเพราะเหตุวัตรเภท  คือทำลายกิจวัตร  เมื่อเธอมัวทำกิจวัตรอยู่เล่าเวลากาลก็จะล่วงเลยสายไป  ครั้นเธอเข้าไปในโคจรคามสายมาก  ภิกษาหารหมดเสียแล้ว  ก็จะไม่ได้ภิกษาหารอะไรแม้แต่น้อย  อนึ่ง  ถึงโยคีบุคคลจะได้หลบไปอยู่  ณ  ที่อันเร้นลับแล้วก็ตาม  ก็จะฟุ้งซ่านด้วยเสียงเจี๊ยวจ้าวของพวกภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย  และด้วยการงานต่าง ๆ  ของสงฆ์

:แต่วัดใหญ่ใดมีภิกษุสามเณรช่วยกันทำกิจวัตรเรียบร้อยหมดทุกอย่าง  และไม่มีความกระทบกระเทือนแม้อย่างอื่น ๆ  แต่ประการใด  ก็ควรอยู่  ณ  วัดใหญ่แม้เห็นปานนั้นได้



====๒.  วัดสร้างใหม่====

:ในวัดที่สร้างใหม่นั้น  ย่อมจะมีนวกรรมคือการก่อสร้างมากอย่างหลายประการ  เมื่อโยคีบุคคลไม่ช่วยทำ  เขาก็จะติเตียนเอา  แต่ในวัดใดภิกษุทั้งหลายพูดให้โอกาสว่า  “นิมนต์  คุณทำสมณธรรมตามสบายเถิด  นวกรรมการก่อสร้างพวกเราจักช่วยกันกระทำเอง”  ดังนี้  ก็ควรอยู่  ณ  ทีวัดซึ่งสร้างใหม่เห็นปานนี้ได้



====๓.  วัดที่ชำรุด====

:แหละ  ในวัดที่ชำรุดทรุดโทรมนั้น  ย่อมจะต้องมีสิ่งที่จะพึงปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงมาก  ชั้นที่สุดแม้มาตรว่าเสนาสนะของตนเอง  เมื่อไม่ปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลง  เขาก็จะพากันติเตียนเอา  เมื่อมัวแต่ปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงอยู่  กัมมัฏฐานก็จะเสื่อมไป  แต่ในวัดใดที่มีภิกษุทั้งหลายพูดให้โอกาสว่า  “นิมนต์คุณจงทำสมณธรรมตามสบายเถิด  พวกเราจักช่วยกันปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงเอง”  ดังนี้  ก็ควรอยู่  ณ  ที่วัดซึ่งชำรุดเห็นปานนี้ได้





(หน้าที่ 198)




====๔.  วัดที่อิงทางหลวง====

:ในวัดที่อิงทางหลวงนั้น  ย่อมจะมีพวกภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายมารวมทั้งกลางคืนและกลางวัน  โยคีบุคคลจะต้องให้เสนาสนะของตนแก่พวกอาคันตุกะที่มาถึงในเวลาวิกาลค่ำมืด  แล้วตนเองจะต้องไปอยู่ที่โคนไม้  หรือพลาญหิน  แม้ในวันรุ่งขึ้นก็จะเป็นเช่นนี้นั่นเทียวดังนั้นโอกาสย่อมจะไม่มีเพื่อกัมมัฏฐาน  แต่ในวัดใดไม่มีการเบียดเบียนของพวกอาคันตุกะในทำนองนี้  โยคีบุคคลก็ควรอยู่  ณ  ที่วัดซึ่งอิงทางหลวงเช่นนั้นได้



====๕.  วัดมีสระน้ำ====

:วัดมีสระน้ำนั้น  ได้แก่วัดที่มีสระน้ำที่กรุด้วยหินถาวรมั่นคงเป็นหลักฐาน  ในวัดเช่นนั้น  ย่อมจะมีมหาชนพากันมาชุมนุมกันเพื่อต้องการน้ำ  และพวกศิษย์ของพระเถระทั้งหลายผู้อาศัยราชตระกูลซึ่งอยู่ในเมือง  ก็จะพากันมาซักย้อมผ้า  เมื่อพวกลูกศิษย์เหล่านั้นมาถามหาภาชนะและฟืนหรือรางย้อมผ้าเป็นต้น  โยคีบุคคลก็ต้องสาละวนคอยชี้บอกว่า  อยู่ที่โน้น  และ  ที่โน้นแน่   เธอก็จะเป็นผู้กังวลเป็นนิจแม้ตลอดกาลทั้งปวง  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)  



====๖.  วัดที่มีใบไม้ใช้เป็นผัก====

:ในวัดใดมีใบไม้ที่ใช้รับประทานได้นานาชนิด  ในวัดเช่นนั้น  เมื่อโยคีบุคคลเรียนเอากัมมัฏฐานแล้วไปนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่  ณ  ที่อยู่สำหรับกลางวัน  พวกสตรีที่เก็บผักก็จะพากันร้องเพลงไปพลาง  เลือกเก็บผักไปพลางอยู่  ณ  ที่ใกล้ ๆ  จะทำให้เป็นอันตรายแก่กัมมัฏฐานด้วยความกระทบแห่งเสียงอันเป็นข้าศึก  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



====๗.  วัดที่มีไม้ดอก====

:แหละ  ในวัดใดมีกอไม้ดอกนานาชนิดแตกบานอยู่อย่างสะพรั่ง  แม้ในวัดเช่นนั้นก็จะเป็นอันตรายแก่กัมมัฏฐานเช่นเดียวกันนั่นเทียว  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)  



====๘.  วัดที่มีไม้ผล====

:ในวัดใดมีไม้ผลนานาชนิด  เช่นมะม่วง,  ชมพู่  และขนุนเป็นต้น  ในวัดเช่นนั้นคนทั้งหลายที่ต้องการผลไม้จะพากันมาขอ  เมื่อไม่ให้  เขาก็จะโกรธ  หรือมิฉะนั้นก็จะพากัน





(หน้าที่ 199)




:สอยเอาโดยพลการ  ตกเวลาเย็น  โยคีบุคคลมาเดินจงกรมในกลางวัดเห็นคนเหล่านั้นเข้า  ก็จะต่อว่ากับเขาว่า  “อุบาสกทั้งหลาย  ทำไมจึงพากันทำอย่างนั้น”  เขาก็จะพากันด่าเอาตามชอบใจ  เขาจะพยายามแม้เพื่อที่จะไม่ให้เธออยู่ต่อไป  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)


====๙.  วัดที่มีคนขึ้นมาก====

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้อยู่  ณ  ที่วัดซึ่งมีคนขึ้นมาก  เช่น  วัดทักขิณคิรี  วัดหัตถิกุจฉิ  วัดเจติยคีรี  วัดจิตตลบรรพต    ซึ่งชาวโลกยกย่องว่าเป็นที่เร้นลับ   มนุษย์ทั้งหลายพากันนิยมสรรเสริญว่า  ท่านผู้นี้เป็นพระอรหันต์  แล้วใคร่ที่จะได้กราบไหว้บูชา  จึงพากันหลั่งไหลมาหาโดยรอบทิศ  ด้วยเหตุนั้น  โยคีบุคคลนั้นก็จะไม่มีความผาสุกสบาย  แต่ว่าวัดเช่นนั้นย่อมเป็นที่สบายแก่โยคีบุคคลใด  เวลากลางวันเธอจึงหลบไปอยู่เสีย  ณ  ที่อื่น  ครั้นตกเวลากลางคืนจึงค่อยมาอยู่ 



====๑๐.  วัดที่อิงเมือง====

:ในวัดที่อิงเมืองนั้น  ย่อมมีอิฏฐารมณ์ทั้งหลายมาผ่านสายตามากมาย  มีกระทั่งแม้พวกกุมภทาสีทั้งหลาย  พากันถือหม้อน้ำเดินเสียดสีไป  ไม่หลีกทางให้  กับทั้งมีพวกมนุษย์ที่เป็นใหญ่พากันไปกางม่านนั่งอยู่ตามกลางวัด  (จึงไม่ควรอยู่ ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



====๑๑.  วัดที่อิงป่าไม้====

:ก็แหละ  ในวัดที่อิงป่าไม้นั้น  วัดใดมีไม้พืชและไม้ต้นที่ใช้ประกอบเครื่องอุปกรณ์แก่ทัพสัมภาระบ้านเรือนได้  ในวัดเช่นนั้น  พวกคนเก็บฟืนทั้งหลายย่อมจะพากันทำความไม่ผาสุกให้  เหมือนพวกสตรีที่เก็บผักและเก็บดอกไม้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  และไม้ทั้งหลายที่มีอยู่ในวัด  มนุษย์ทั้งหลายชวนกันว่า  เราจักพากันตัดไม้เหล่านั้นมาทำเรือน  แล้วก็พากันมาตัดเอาไม้ไป  ถ้าในเวลาเย็น ๆ  โยคีบุคคลออกจากกุฏิที่ทำความเพียรไปเดินจงกรมอยู่กลางวัด  เห็นเขาแล้วก็จะพูดเตือนเขาว่า  “อุบาสกทั้งหลาย  ทำไมจึงพากันมาทำเช่นนี้”  เขาก็จะพากันด่าเอาตามใจ  และเขาก็จะพยายามเพื่อไม่ให้เธออยู่ต่อไปอีก  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)





(หน้าที่ 200)




====๑๒.  วัดที่อิงไร่นา====

:แหละ  วัดใดเป็นวัดที่สร้างอิงไร่นา  คือมีไร่นาทั้งหลายล้อมรอบวัด  ในวัดเช่นนั้นจะมีพวกมนุษย์พากันไปทำลานข้าวกลางวัดนั่นเทียว  แล้วนวดข้าว  บ้างก็จะพากันไปนอนตามหน้ามุข  ย่อมจะพากันทำความไม่ผาสุกแม้อย่างอื่น ๆ ให้เป็นอันมาก

:แม้วัดใดมีสมบัติสงฆ์มาก  พวกคนรักษาวัดก็ปล่อยโคทั้งหลายไปกัดกินข้าวของตระกูลทั้งหลาย  บ้างก็จะพากันไปปิดกั้นทางน้ำไหล  มนุษย์ทั้งหลายจะถือเอารวงข้าวมาเป็นพยานแสดงให้สงฆ์ทราบว่า  พระผู้เป็นเจ้าเห็นไหม  กรรมของพวกคนรักษาวัดของพระผู้เป็นเจ้า  ด้วยเหตุนั้น ๆ  ภิกษุทั้งหลายก็จะต้องไปยังประตูพระราชวังหรือประตูบ้านของราชมหาอำมาตย์ทั้งหลาย  แม้วัดที่มีสมบัติสงฆ์มากเช่นนี้  ท่านก็สงเคราะห์เข้ากับวัดที่สร้างอิงไร่นานั่นเทียว  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



====๑๓.  วัดที่มีคนไม่ลงรอยกัน====

:วัดที่มีคนไม่ลงรอยกันนั้น  ได้แก่วัดที่มีภิกษุทั้งหลายผู้เข้ากันไม่ได้  คือเป็นผู้จองเวรกันและกันอยู่อาศัย  อธิบายว่า  เป็นวัดที่มีพวกภิกษุทำความทะเลาะกัน  ครั้นถูกโยคีบุคคลห้ามปรามว่า  อย่าได้พากันทำอย่างนี้เลยท่าน   ฉะนี้แล้ว  ก็จะเกิดหาเรื่องขึ้นว่า  พวกเราเกิดฉิบหายแล้ว  นับแต่เวลาที่ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นปกติรูปนี้มาถึงทีเดียว  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  วัดเช่นนั้น)



====๑๔.  วัดที่อิงท่า====

:แม้วัดใดที่สร้างอิงท่าน้ำ  (เช่นท่าเรือ)  หรือที่สร้างอิงท่าบก  (เช่นที่พักเกวียน  หรือที่พักต่าง  หรือท่าอากาศยาน  สถานีจอดรถ)  ในวัดเช่นนั้น  ย่อมจะมีมนุษย์ทั้งหลาย  โดยสารมาด้วยเรือ และด้วยพวกโคต่างเป็นต้น  พากันเบียดเบียนทำความไม่ผาสุกให้อยู่เนือง ๆ ว่า  ขอได้โปรดให้โอกาสที่พักด้วย  ขอได้โปรดให้น้ำดื่มด้วย  ขอได้โปรดให้เกลือด้วย   ดังนี้เป็นต้น  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)

(หน้าที่ 206)



=====นิมิตแบบโยกย้ายไม่ได้=====

:กสิณชนิดที่ติดอยู่กับที่นั้น  พึงเอาหลักหลาย ๆ  อันมาตอกลงกับพื้นดินโดยอาการคล้าย ๆ กับฝักบัว  แล้วเอาเครือวัลย์มาถักร้อยตรึงเข้าไว้  ถ้าดินสีเหมือนแสงอรุณนั้นมีน้อยไม่เพียงพอ  ให้เอาดินอื่นมาใส่ลงไว้ตอนล่างเสียก่อน  แล้วจึงเอาดินมีสีเหมือนแสงอรุณซึ่งทำให้สะอาดมาใส่ทับข้างบน  ทำให้มีสัณฐานกลมขนาดกว้าง ๑  คืบ  ๔  นิ้ว

:แหละ  ที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวว่า  ประมาณเท่ากระด้งหรือประมาณเท่ากับปากขันโอนั้น  ท่านหมายเอาประมาณคือ ๑ คืบ ๔  นิ้วนี้แล  ส่วนคำมีอาทิว่า  ชนิดที่มีกำหนด  ไม่ใช่ไม่มีกำหนด  นั้น  ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า  ปถวีกสิณนั้นเป็นสิ่งที่มีกำหนดขอบเขต



===วิธีนั่งเพ่งปถวีกสิณ===

:เพราะเหตุที่ท่านแนะให้ทำกสิณอย่างมีกำหนดนั้น  ครั้นกะกำหนดประมาณเท่าที่กล่าวคือ ๑  คืบ ๔  นิ้วอย่างนั้นแล้ว  จึงทำสีที่ไม่กลืนกับสีดินอรุณให้ปรากฏขึ้นเป็นขอบเขตไว้ด้วยเกรียงไม้  แต่นั้นจงอย่าใช้เกรียงไม้นั้น  พึงใช้เกรียงหินขัดทำให้เรียบเสมอเหมือนหน้ากลอง  ครั้นแล้วจงปัดกวาดสถานที่นั้นให้สะอาด  ไปสรงน้ำชำระกายแล้วจึงกลับมา  นั่งบนตั่งที่ตรึงอย่างมั่นคง  มีเท้าสูง ๑  คืบ ๔  นิ้ว  ซึ่งเตรียมตั้งไว้  ณ  สถานที่ภายในระยะห่าง ๒  ศอก ๑  คืบแต่ดวงกสิณ

:จริงอยู่เมื่อนั่งไกลกว่านั้นกสิณก็จะไม่ปรากฏชัด  เมื่อนั่งใกล้กว่านั้นโทษแห่งกสิณทั้งหลายเช่นรอยฝ่ามือเป็นต้นก็จะปรากฏให้เห็น  เมื่อนั่งสูงกว่านั้นย่อมจะต้องน้อมคอลง  คือก้มหน้าลงดู  เมื่อนั่งต่ำกว่านั้นก็จะปวดเข่า

:เพราะฉะนั้น  พึงนั่งโดยทำนองที่กล่าวไว้นั่นแล  แล้วจงพิจารณาถึงโทษในกามทั้งหลาย  โดยนัยมีอาทิว่า  กามทั้งหลายมีความยินดีนิดหน่อย  แต่มีทุกข์มาก พึงเป็นผู้มีความพอใจในเนกขัมมะมีฌานเป็นต้น  อันเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกาม  อันเป็นอุบายล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง  พึงทำปีติและปราโมชให้บังเกิดขึ้น  ด้วยการระลึกถึงพระพุทธคุณพระธรรมคุณและพระสังฆคุณ  พึงเป็นผู้มีความเคารพอย่างแม่นมั่นอยู่ในข้อปฏิบัติว่า  เนกขัมมปฏิปทานี้นั้น  เป็นข้อปฏิบัติอันพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระอริยสาวกทั้งหลายทุก ๆ





(หน้าที่ 207)




:พระองค์ได้ปฏิบัติมาแล้ว  และพึงทำความอุตสาหะให้เกิดว่า  เราจักเป็นผู้มีส่วนได้ดื่มรสความสุขอันเกิดแต่ความสงัด  ด้วยข้อปฏิบัติอันนี้อย่างแน่นอน  แล้วพึงภาวนา  ลืมตาแต่พอดี  จับเอานิมิตในปถวีกสิณนั้น  โดยอาการอันสม่ำเสมอเรื่อย ๆ ไป 

:จริงอยู่  เมื่อลืมตากว้างมากไปก็จะเมื่อยตา  และดวงกสิณก็จะปรากฏชัดเกินไป  ด้วยเหตุนั้นอุคคหนิมิตก็จะไม่เกิดขึ้นได้  เมื่อลืมตาแคบไป  ดวงกสิณก็จะไม่ปรากฏชัด  และจิตก็จะห่อเหี่ยว  แม้ด้วยเหตุนี้อุคคหนิมิตก็จะไม่เกิดขึ้นได้  เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงภาวนาลืมตาแต่พอดี  จับเอานิมิตในปถวีกสิณนั้น  โดยอาการอันสม่ำเสมอ  เหมือนดูเงาหน้าในบานกระจก  ฉะนั้น  และอย่าพิจารณาถึงสีของดิน  อย่าเอาใจใส่ถึงลักษณะของดินเช่นความแข็งของดินเป็นต้น  แต่ก็มิใช่จะปฏิเสธสีเสียทีเดียว  พึงตั้งจิตไว้ในคำบัญญัติว่าดิน  ด้วยอำนาจธาตุดิน  เป็นสิ่งที่มากกว่าธาตุอื่น  แล้วพิจารณาดินพร้อมกับสีที่อาศัยพร้อม ๆ กันไป

:แหละ  ในบรรดาชื่อของดินทั้งหลายในคำบาลี  เช่น  ปถวี,  มหี,  เมทนี,  ภูมิ,  วสุธา  และ  วสุนธรา  เป็นต้น  โยคีบุคคลปรารถนาชื่อใด  และชื่อใดสำเร็จเป็นเครื่องเกื้อหนุน  แก่ความจำของเธอ  เธอก็พึงระบุเอาชื่อนั้น หรือพระอาจารย์พึงบอกชื่อนั้นแก่เธอ

:อีกประการหนึ่ง  ที่ชื่อว่า  ปถวี  นี้นั่นเทียว  ปรากฏเป็นที่รู้จักกันมากกว่าชื่ออื่น  ฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงภาวนาด้วยคำบาลีว่า  ปถวี –ปถวี  หรือด้วยคำไทยว่า  ดิน–ดิน  ดังนี้  ด้วยอำนาจเป็นชื่อที่ปรากฏนั่นเทียว  และบางครั้งพึงลืมตาดูนิมิต  บางครั้งพึงหลับตาเสียแล้วนึกทางใจ  อุคคหนิมิตยังไม่เกิดข้นตราบใด  ตราบนั้นจงภาวนาเรื่อย ๆ  ไปโดยนัยนี้แหละ  จนถึงร้อยครั้งพันครั้ง  หรือ  แม้จะมากครั้งกว่านั้นขึ้นไปก็ตาม



====ได้อุคคหนิมิต====

:เมื่อโยคีบุคคลภาวนาอยู่อย่างนั้น  กาลใด  หลับตานึกทางใจ  นิมิตในปถวีกสิณนั้น  มาสู่คลองจักษุ  คือเข้าถึงความเป็นอารมณ์ของมโนทวาริกชวนจิต  กาลนั้น  ย่อมได้ชื่อว่า  อุคคหนิมิต  เกิดแล้ว  นับแต่เวลาอุคคหนิมิตเกิดแล้วไป  โยคีบุคคลไม่ต้องนั่งภาวนาอยู่  ณ  ที่ดวงกสิณนั้นอีก  พึงกลับเข้าสู่ที่อยู่ของตนแล้วนั่งภาวนาอยู่  ณ  ที่นั้นเถิด





(หน้าที่ 208)




:อนึ่ง  เพื่อจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ชักช้าเสียเวลาในเพราะอันที่จะต้องล้างเท้า  โยคีบุคคลจำต้องมีรองเท้าชนิดชั้นเดียวกับไม้เท้าด้วย  เพื่อว่าถ้าสมาธิที่ยังอ่อนจะเสื่อมหายไปด้วย  เหตุอันไม่เป็นที่สบายบางอย่างแล้ว  โยคีบุคคลจะได้สวมรองเท้าถือไม้เท้าไปยังที่เดิมนั้น  นั่งเพ่งกสิณจนได้อุคคหนิมิตอีก  จึงกลับมาที่อยู่ของตน  นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรงภาวนาเรื่อย ๆ ไป



====ได้ปฏิภาคนิมิต====

:อันโยคีบุคคลนั้นพึงพยายามนึกถึงอุคคหนิมิตนั้นให้บ่อย ๆ  ทำกัมมัฏฐานให้เป็นอันความนึกตะล่อมมาไว้ในจิตแล้ว  อันความนึกชอบตะล่อมมาไว้ในจิตแล้ว  เมื่อโยคีบุคคลทำกัมมัฏฐานให้เป็นความนึกตะล่อมมาไว้ในจิตแล้ว  อันความนึกชอบตะล่อมมาไว้ในจิตแล้วอย่างนี้  นิวรณ์ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้นก็จะสงบลง  และกิเลสทั้งหลายอันตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันกับนิวรณ์นั้น  ก็จะระงับหายไปโดยลำดับแห่งภาวนา  จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ  ปฏิภาคนิมิต  ย่อมเกิดขึ้น  ด้วยประการฉะนี้



=====ความแตกต่างของนิมิตทั้ง ๒=====

:ในนิมิตทั้ง ๒  นั้น  ความแปลกกันแห่งอุคคหนิมิตอันก่อนกับปฏิภาคนิมิตนี้  ดังนี้ คือ  ในขั้นอุคคหนิมิตยังมีโทษแห่งกสิณปรากฏให้เห็นอยู่ได้  ส่วนปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าอุคคหนิมิตนั้นตั้งร้อยเท่าพันเท่า  เป็นดุจชำแรกอุคคหนิมิตออกมาคล้ายกับดวงแว่นที่ถอดออกจากถุง  คล้ายถาดสังข์ที่ขัดดีแล้ว  คล้ายดวงจันทร์ที่ออกจากกลีบเมฆ  และคล้ายหมู่นกยางอยู่ที่หน้าเมฆ

:ก็แหละ  ปฏิภาคนิมิตนั้นไม่มีสีไม่มีสัณฐาน  เพราะไม่ใช่สภาวปรมัตถ์  จริงอยู่  ถ้าปฏิภาคนิมิตนั้นจะพึงเป็นสิ่งที่มีสีและสัณฐานเช่นนี้แล้ว  ก็จะพึงเป็นรูปหยาบที่รู้ได้ด้วยตาเนื้อ  เข้าถึงสัมมสนญาณได้  ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ได้  แต่นี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่  มันเป็นสักว่าอาการที่ปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิซึ่งเกิดจากสัญญาภาวนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น



====ได้อุปจารสมาธิ====

:ก็แหละ  นับจำเดิมแต่เวลาปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว  นิวรณ์ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น    ย่อมสงบไปเองนั่นเทียว    กิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันกับนิวรณ์ก็ระงับไปเองด้วย   จิตก็เป็นอันตั้งมั่นแล้วด้วย   อุปจารสมาธิ   นั่นแล





(หน้าที่ 209)




=====สมาธิ  ๒  อย่าง=====

:แหละสมาธินั้นมี   ๒   อย่าง  คือ   อุปจารสมาธิ  ๑   อัปปนาสมาธิ  ๑   จิตในอุปจารภูมิ  หรือในปฎิลาภภูมิ   ( ภูมที่ได้อัปปนาฌาน )   ย่อมตั้งมั่นด้วยเหตุ  ๒  ประการ  คือ  ใน  ๒  ภูมินั้น   จิตในอุปจารภูมิย่อมตั้งมั่น   เพราะการประหานเสียได้ซึ่งนิวรณ์   จิตในปฎิลาภภูมิย่อมตั้งมั่นเพราะความบังเกิดขึ้นแห่งองค์ฌาน

:ก็แหละ   สมาธิ   ๒   อย่างมีเหตุต่างกันดังนี้   องค์ฌานทั้งหลายในอุปจารสมาธิยังไม่มีกำลัง   เพราะองค์ฌานทั้งหลายยังไม่เกิดกำลัง   คือยังไม่บรรลุซึ่งกำลัง   คือยังไม่บรรลุซึ่งกำลังแห่งภาวนา   เปรียบเหมือนเด็กเล็ก ๆ   ที่พยุงให้ลุกขึ้นยืนแล้วก็ล้มลงไปที่พื้นบ่อย ๆ  ฉันใด   เมื่ออุปจารสมาธิเกิดขึ้นนั้น   บางทีจิตก็ทำนิมิตให้เป็นอารมณ์   บางทีก็ตกสู่ภวังค์   ฉันนั้น   ส่วนในอัปปสมาธิ   องค์ฌานทั้งหลายมีกำลัง    เพราะองค์ฌานเหล่านั้นเกิดมีกำลังแล้ว   เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลัง   ลุกจากที่นั่งแล้วพึงยืนอยู่ได้แม้ตลอดทั้งวัน   ฉันใด   แม้เมื่ออัปปนาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว   ฌานจิตตัดวาระแห่งภวังค์ครั้งเดียว   แล้วก็ดำรงอยู่ตลอดคืนตลอดวันแม้ทั้งสิ้น   ย่อมเป็นไปอยู่ด้วยอำนาจลำดับแห่งกุศลชวนะจิตอย่างเดียวเท่านั้น



'''รักษาปฏิภาคนิมิตเหมือนพระครรภ์จักรพรรดิ'''

:ในนิมิต   ๒  อย่างนั้น   ปฏิภาคนิมิตซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับอุปจารสมาธินั้นใด   การที่จะทำให้ปฏิภาคนิมิตนั้นเกิดขึ้น   เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง   เพราะฉะนั้น   ถ้าโยคีบุคคลสามารถที่จะเจริญปฎิภาคนิมิตนั้นไป  จนบรรลุซึ่งอัปปนาสมาธิเสียได้ด้วยบัลลังก์นั้นทีเดียว  ข้อนั้นนับเป็นโชคดี  แต่ถ้าไม่สามารถจะปฏิบัติได้เช่นนั้น  แต่นั้น  โยคีบุคคลนั้นอย่าได้ประมาท  พึงรักษาปฏิภาคนิมิตนั้นไว้เหมือนกับพระครรภ์ที่ทรงไว้ซึ่งทารกผู้จะเป็นพระเจ้าจักพรรดิ  ฉะนั้น  เพราะเมื่อรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ได้เช่นนี้  อุปจารฌานที่ได้แล้วก็จะไม่มีการเสื่อมหายไป  แต่เมื่อไม่มีการรักษาแม้อุปจารฌานที่ได้แล้วนั้นก็จะเสื่อมหายไปเสีย





(หน้าที่ 210)




====วิธีรักษาปฏิภาคนิมิต (สัปปายะ ๗)====

:ต้องเว้นอสัปปายะ ๗  และเสพสัปปายะ  ๗

:ในปฏิภาคนิมิตนั้น  มีวิธีรักษาดังต่อไปนี้ –


:อาวาโส  โคจโร  ภสฺสํ    ปุคฺคโล  ฏภชนํ  อุตุ

:อิริยาปโถติ  สตฺเตเต    อสปฺปาเย  วิวชฺชเย

:สปฺปาเย  สตฺต  เสเวถ    เอวญฺหิ  ปฏิปชฺชโต

:นจิเรเนว  กาเลน    โหติ  กสฺสจิ  อปฺปนา


:โยคีบุคคลใดได้ปฏิภาคนิมิตแล้วนั้น  พึงเว้นซึ่งธรรมอันไม่เป็นที่สบาย ๗  อย่างเหล่านี้  คือ

:๑.    อาวาโส    ได้แก่ที่อยู่อันไม่เป็นที่สบาย

:๒.    โคจโร    ได้แก่หมู่บ้านบิณฑบาตไม่เป็นที่สบาย

:๓.    ภสฺสํ    ได้แก่คำพูดอันไม่เป็นที่สบาย

:๔.    ปุคฺคโล    ได้แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่สบาย

:๕.    โภชนํ    ได้แก่อาหารอันไม่เป็นที่สบาย

:๖.    อุตุ    ได้แก่อากาศอันไม่เป็นที่สบาย  และ

:๗.    อิริยาปโถ    ได้แก่อิริยาบถอันไม่เป็นที่สบาย



:และพึงส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย ๗  อย่างตรงกันข้าม  เพราะเมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้  ไม่ช้าไม่นานเท่าใดนักเลย  โยคีบุคคลบางท่านก็จะได้สำเร็จอัปปนาฌานต่อไป



'''อธิบาย  อสัปปายะ ๗  และสัปปายะ ๗
'''

๑.  อาวาส – ที่อยู่

:ในที่อยู่ ๒  อย่างนั้น  เมื่อโยคีบุคคลอยู่ในที่อันใด  นิมิตที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น  หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมหายไป  และสติที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น  จิตที่ไม่เป็นสมาธิก็ไม่เป็นสมาธิ  ที่อยู่เช่นนี้  ชื่อว่า  ที่อยู่ไม่เป็นที่สบาย




== ดูเพิ่ม ==

*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)
*[[วิสุทธิมรรค]] ฉบับแปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ) และคณะ
[[หมวดหมู่:วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]]