Difference between revisions 87452 and 87456 on thwikisource

::::::::::::::[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน|<<]]


== ปถวีกสิณนิเทศ  ปริจเฉทที่  ๔ ==



== วิธีเลือกวัดให้ภาวนาสะดวก ==
(contracted; show full)
:๑๕    .    ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงบ้านป่าชายแดน

:๑๖    .    รชฺชสีมสนฺนิสฺสิตตา    วัดที่อิงเขตแดนประเทศ

:๑๗    .    อสปฺปายตา    วัดที่ไม่มีความสบาย และ




:๑๘    .    กลฺยาณมิตฺตานํ  อลาโภ    วัดที่หาอาจารย์ผู้กัลยาณมิตรไม่ได้

:วัดที่ประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้แล  ชื่อว่า  วัดที่ไม่สมควรแก่สมาธิภาวนา  โยคีบุคคลไม่ควรไปอยู่  ณ  วัดเช่นนั้น 



==='''อธิบายด้วยวัดที่ประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการ==='''

:ถาม – เพราะเหตุไรหรือจึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดอันประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการนั้น

:ตอบ – เพราะเหตุดังต่อไปนี้ –





(หน้าที่ 197)




===='''๑.  วัดใหญ่===='''

:ในวัดใหญ่ ๆ ย่อมมีภิกษุและสามเณรที่ต่างจิตต่างใจกันมารวมอยู่เป็นจำนวนมาก  ภิกษุสามเณรเหล่านั้น  ย่อมจะไม่ช่วยกันทำกิจวัตร  เพราะต่างก็เกี่ยงซึ่งกันและกัน  สถานที่ทั้งหลาย  เช่น  ลานพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้น  ก็ไม่ช่วยกันปัดกวาดให้สะอาดเกลี้ยงเกลา น้ำฉันน้ำใช้ก็ไม่ช่วยกันตัก  โยคีบุคคลนี้อยู่  ณ  วัดเช่นนี้แล้ว  ครั้นตระเตรียมว่าจักไปบิณฑบาตในโคจรคาม  ถือบาตรและจีวรเดินออกไป  ถ้าเห็นกิจวัตรยังไม่มีใครทำ  หรือหม้อน้ำดื่มยังเปล่า  เมื่อเป็นเช่นนี้  เธอก็จะต้องหยุดทำกิจวัตร  ตักน้ำดื่มมาเตรียมไว้  เมื่อไม่ทำหรือก็จะต้องอาบัติทุกกฏในเพราะเหตุวัตรเภท  คือทำลายกิจวัตร  เมื่อเธอมัวทำกิจวัตรอยู่เล่าเวลากาลก็จะล่วงเลยสายไป  ครั้นเธอเข้าไปในโคจรคามสายมาก  ภิกษาหารหมดเสียแล้ว  ก็จะไม่ได้ภิกษาหารอะไรแม้แต่น้อย  อนึ่ง  ถึงโยคีบุคคลจะได้หลบไปอยู่  ณ  ที่อันเร้นลับแล้วก็ตาม  ก็จะฟุ้งซ่านด้วยเสียงเจี๊ยวจ้าวของพวกภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย  และด้วยการงานต่าง ๆ  ของสงฆ์

:แต่วัดใหญ่ใดมีภิกษุสามเณรช่วยกันทำกิจวัตรเรียบร้อยหมดทุกอย่าง  และไม่มีความกระทบกระเทือนแม้อย่างอื่น ๆ  แต่ประการใด  ก็ควรอยู่  ณ  วัดใหญ่แม้เห็นปานนั้นได้



===='''๒.  วัดสร้างใหม่===='''

:ในวัดที่สร้างใหม่นั้น  ย่อมจะมีนวกรรมคือการก่อสร้างมากอย่างหลายประการ  เมื่อโยคีบุคคลไม่ช่วยทำ  เขาก็จะติเตียนเอา  แต่ในวัดใดภิกษุทั้งหลายพูดให้โอกาสว่า  “นิมนต์  คุณทำสมณธรรมตามสบายเถิด  นวกรรมการก่อสร้างพวกเราจักช่วยกันกระทำเอง”  ดังนี้  ก็ควรอยู่  ณ  ทีวัดซึ่งสร้างใหม่เห็นปานนี้ได้



===='''๓.  วัดที่ชำรุด===='''

:แหละ  ในวัดที่ชำรุดทรุดโทรมนั้น  ย่อมจะต้องมีสิ่งที่จะพึงปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงมาก  ชั้นที่สุดแม้มาตรว่าเสนาสนะของตนเอง  เมื่อไม่ปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลง  เขาก็จะพากันติเตียนเอา  เมื่อมัวแต่ปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงอยู่  กัมมัฏฐานก็จะเสื่อมไป  แต่ในวัดใดที่มีภิกษุทั้งหลายพูดให้โอกาสว่า  “นิมนต์คุณจงทำสมณธรรมตามสบายเถิด  พวกเราจักช่วยกันปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงเอง”  ดังนี้  ก็ควรอยู่  ณ  ที่วัดซึ่งชำรุดเห็นปานนี้ได้





(หน้าที่ 198)




===='''๔.  วัดที่อิงทางหลวง===='''

:ในวัดที่อิงทางหลวงนั้น  ย่อมจะมีพวกภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายมารวมทั้งกลางคืนและกลางวัน  โยคีบุคคลจะต้องให้เสนาสนะของตนแก่พวกอาคันตุกะที่มาถึงในเวลาวิกาลค่ำมืด  แล้วตนเองจะต้องไปอยู่ที่โคนไม้  หรือพลาญหิน  แม้ในวันรุ่งขึ้นก็จะเป็นเช่นนี้นั่นเทียวดังนั้นโอกาสย่อมจะไม่มีเพื่อกัมมัฏฐาน  แต่ในวัดใดไม่มีการเบียดเบียนของพวกอาคันตุกะในทำนองนี้  โยคีบุคคลก็ควรอยู่  ณ  ที่วัดซึ่งอิงทางหลวงเช่นนั้นได้



===='''๕.  วัดมีสระน้ำ===='''

:วัดมีสระน้ำนั้น  ได้แก่วัดที่มีสระน้ำที่กรุด้วยหินถาวรมั่นคงเป็นหลักฐาน  ในวัดเช่นนั้น  ย่อมจะมีมหาชนพากันมาชุมนุมกันเพื่อต้องการน้ำ  และพวกศิษย์ของพระเถระทั้งหลายผู้อาศัยราชตระกูลซึ่งอยู่ในเมือง  ก็จะพากันมาซักย้อมผ้า  เมื่อพวกลูกศิษย์เหล่านั้นมาถามหาภาชนะและฟืนหรือรางย้อมผ้าเป็นต้น  โยคีบุคคลก็ต้องสาละวนคอยชี้บอกว่า  อยู่ที่โน้น  และ  ที่โน้นแน่   เธอก็จะเป็นผู้กังวลเป็นนิจแม้ตลอดกาลทั้งปวง  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)  



===='''๖.  วัดที่มีใบไม้ใช้เป็นผัก===='''

:ในวัดใดมีใบไม้ที่ใช้รับประทานได้นานาชนิด  ในวัดเช่นนั้น  เมื่อโยคีบุคคลเรียนเอากัมมัฏฐานแล้วไปนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่  ณ  ที่อยู่สำหรับกลางวัน  พวกสตรีที่เก็บผักก็จะพากันร้องเพลงไปพลาง  เลือกเก็บผักไปพลางอยู่  ณ  ที่ใกล้ ๆ  จะทำให้เป็นอันตรายแก่กัมมัฏฐานด้วยความกระทบแห่งเสียงอันเป็นข้าศึก  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



===='''๗.  วัดที่มีไม้ดอก===='''

:แหละ  ในวัดใดมีกอไม้ดอกนานาชนิดแตกบานอยู่อย่างสะพรั่ง  แม้ในวัดเช่นนั้นก็จะเป็นอันตรายแก่กัมมัฏฐานเช่นเดียวกันนั่นเทียว  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)  



===='''๘.  วัดที่มีไม้ผล===='''

:ในวัดใดมีไม้ผลนานาชนิด  เช่นมะม่วง,  ชมพู่  และขนุนเป็นต้น  ในวัดเช่นนั้นคนทั้งหลายที่ต้องการผลไม้จะพากันมาขอ  เมื่อไม่ให้  เขาก็จะโกรธ  หรือมิฉะนั้นก็จะพากัน





(หน้าที่ 199)




:สอยเอาโดยพลการ  ตกเวลาเย็น  โยคีบุคคลมาเดินจงกรมในกลางวัดเห็นคนเหล่านั้นเข้า  ก็จะต่อว่ากับเขาว่า  “อุบาสกทั้งหลาย  ทำไมจึงพากันทำอย่างนั้น”  เขาก็จะพากันด่าเอาตามชอบใจ  เขาจะพยายามแม้เพื่อที่จะไม่ให้เธออยู่ต่อไป  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)


===='''๙.  วัดที่มีคนขึ้นมาก===='''

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้อยู่  ณ  ที่วัดซึ่งมีคนขึ้นมาก  เช่น  วัดทักขิณคิรี  วัดหัตถิกุจฉิ  วัดเจติยคีรี  วัดจิตตลบรรพต    ซึ่งชาวโลกยกย่องว่าเป็นที่เร้นลับ   มนุษย์ทั้งหลายพากันนิยมสรรเสริญว่า  ท่านผู้นี้เป็นพระอรหันต์  แล้วใคร่ที่จะได้กราบไหว้บูชา  จึงพากันหลั่งไหลมาหาโดยรอบทิศ  ด้วยเหตุนั้น  โยคีบุคคลนั้นก็จะไม่มีความผาสุกสบาย  แต่ว่าวัดเช่นนั้นย่อมเป็นที่สบายแก่โยคีบุคคลใด  เวลากลางวันเธอจึงหลบไปอยู่เสีย  ณ  ที่อื่น  ครั้นตกเวลากลางคืนจึงค่อยมาอยู่ 



===='''๑๐.  วัดที่อิงเมือง===='''

:ในวัดที่อิงเมืองนั้น  ย่อมมีอิฏฐารมณ์ทั้งหลายมาผ่านสายตามากมาย  มีกระทั่งแม้พวกกุมภทาสีทั้งหลาย  พากันถือหม้อน้ำเดินเสียดสีไป  ไม่หลีกทางให้  กับทั้งมีพวกมนุษย์ที่เป็นใหญ่พากันไปกางม่านนั่งอยู่ตามกลางวัด  (จึงไม่ควรอยู่ ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



===='''๑๑.  วัดที่อิงป่าไม้===='''

:ก็แหละ  ในวัดที่อิงป่าไม้นั้น  วัดใดมีไม้พืชและไม้ต้นที่ใช้ประกอบเครื่องอุปกรณ์แก่ทัพสัมภาระบ้านเรือนได้  ในวัดเช่นนั้น  พวกคนเก็บฟืนทั้งหลายย่อมจะพากันทำความไม่ผาสุกให้  เหมือนพวกสตรีที่เก็บผักและเก็บดอกไม้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  และไม้ทั้งหลายที่มีอยู่ในวัด  มนุษย์ทั้งหลายชวนกันว่า  เราจักพากันตัดไม้เหล่านั้นมาทำเรือน  แล้วก็พากันมาตัดเอาไม้ไป  ถ้าในเวลาเย็น ๆ  โยคีบุคคลออกจากกุฏิที่ทำความเพียรไปเดินจงกรมอยู่กลางวัด  เห็นเขาแล้วก็จะพูดเตือนเขาว่า  “อุบาสกทั้งหลาย  ทำไมจึงพากันมาทำเช่นนี้”  เขาก็จะพากันด่าเอาตามใจ  และเขาก็จะพยายามเพื่อไม่ให้เธออยู่ต่อไปอีก  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)





(หน้าที่ 200)




===='''๑๒.  วัดที่อิงไร่นา===='''

:แหละ  วัดใดเป็นวัดที่สร้างอิงไร่นา  คือมีไร่นาทั้งหลายล้อมรอบวัด  ในวัดเช่นนั้นจะมีพวกมนุษย์พากันไปทำลานข้าวกลางวัดนั่นเทียว  แล้วนวดข้าว  บ้างก็จะพากันไปนอนตามหน้ามุข  ย่อมจะพากันทำความไม่ผาสุกแม้อย่างอื่น ๆ ให้เป็นอันมาก

:แม้วัดใดมีสมบัติสงฆ์มาก  พวกคนรักษาวัดก็ปล่อยโคทั้งหลายไปกัดกินข้าวของตระกูลทั้งหลาย  บ้างก็จะพากันไปปิดกั้นทางน้ำไหล  มนุษย์ทั้งหลายจะถือเอารวงข้าวมาเป็นพยานแสดงให้สงฆ์ทราบว่า  พระผู้เป็นเจ้าเห็นไหม  กรรมของพวกคนรักษาวัดของพระผู้เป็นเจ้า  ด้วยเหตุนั้น ๆ  ภิกษุทั้งหลายก็จะต้องไปยังประตูพระราชวังหรือประตูบ้านของราชมหาอำมาตย์ทั้งหลาย  แม้วัดที่มีสมบัติสงฆ์มากเช่นนี้  ท่านก็สงเคราะห์เข้ากับวัดที่สร้างอิงไร่นานั่นเทียว  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



===='''๑๓.  วัดที่มีคนไม่ลงรอยกัน===='''

:วัดที่มีคนไม่ลงรอยกันนั้น  ได้แก่วัดที่มีภิกษุทั้งหลายผู้เข้ากันไม่ได้  คือเป็นผู้จองเวรกันและกันอยู่อาศัย  อธิบายว่า  เป็นวัดที่มีพวกภิกษุทำความทะเลาะกัน  ครั้นถูกโยคีบุคคลห้ามปรามว่า  อย่าได้พากันทำอย่างนี้เลยท่าน   ฉะนี้แล้ว  ก็จะเกิดหาเรื่องขึ้นว่า  พวกเราเกิดฉิบหายแล้ว  นับแต่เวลาที่ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นปกติรูปนี้มาถึงทีเดียว  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  วัดเช่นนั้น)



===='''๑๔.  วัดที่อิงท่า===='''

:แม้วัดใดที่สร้างอิงท่าน้ำ  (เช่นท่าเรือ)  หรือที่สร้างอิงท่าบก  (เช่นที่พักเกวียน  หรือที่พักต่าง  หรือท่าอากาศยาน  สถานีจอดรถ)  ในวัดเช่นนั้น  ย่อมจะมีมนุษย์ทั้งหลาย  โดยสารมาด้วยเรือ และด้วยพวกโคต่างเป็นต้น  พากันเบียดเบียนทำความไม่ผาสุกให้อยู่เนือง ๆ ว่า  ขอได้โปรดให้โอกาสที่พักด้วย  ขอได้โปรดให้น้ำดื่มด้วย  ขอได้โปรดให้เกลือด้วย   ดังนี้เป็นต้น  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)

(หน้าที่ 201)



'''๑๕.  วัดที่อิงป่าชายแดน'''

:ในวัดที่สร้างอิงบ้านป่าชายแดนนั้น  ย่อมจะมีแต่พวกมนุษย์ที่ไม่เลื่อมใสศรัทธาในรัตนะทั้งหลาย  มีพระพุทธรัตนะเป็นต้น  ด้วยเหตุนั้น  ความอยู่ผาสุกสบายในวัดนั้น  ย่อมจะไม่มีแก่โยคีบุคคล



'''๑๖.  วัดที่อิงเขตแดนประเทศ'''


:ในวัดที่สร้างอิงเขตระหว่างประเทศนั้น  ย่อมมีราชภัย  จริงอยู่  พระราชาองค์หนึ่ง  ย่อมจะทรงทำการรุกรบกับประเทศนั้น  ด้วยทรงสำคัญว่า  พระราชานี้ไม่ประพฤติเป็นไปในอำนาจของเรา  แม้พระราชาอีกองค์หนึ่งนอกนี้  ก็จะทรงทำการรุกรบกับประเทศนอกนี้  ด้วยทรงสำคัญว่า  พระราชานี้ไม่ประพฤติเป็นไปในอำนาจของเรา  ภิกษุผู้โยคีบุคคลที่อยู่ในวัดเช่นนั้น  บางครั้งก็จะเที่ยวไปในแว่นแคว้นแดนดินของพระราชาพระองค์นี้  บางครั้งก็จะเที่ยวไปในแว่นแคว้นแดนดินของพระราชาพระองค์นั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้  พวกราชบุรุษทั้งหลายก็จะสำคัญผิดไปว่า  ภิกษุนี้เป็นจารบุรุษ  แล้วก็จะทำให้ถึงซึ่งความฉิบหายเสีย  (จึงไม่ควรอยู่  ณ  ที่วัดเช่นนั้น)



'''๑๗.  วัดที่ไม่มีความสบาย'''

:วัดที่ไม่มีความสบายนั้น  ได้แก่วัดไม่เป็นที่สบาย  เพราะเหตุเป็นที่มารอบแห่งอารมณ์ต่าง ๆ  มีรูปอันเป็นข้าศึกคือรูปที่ยั่วเย้าเร้าหลอกเป็นต้น  หรือเป็นวัดที่มีอมนุษย์ยึดครอง  ในวัดที่มีอมนุษย์ยึดครองนั้น  มีเรื่องตัวอย่างดังนี้ –

:มีเรื่องเล่าว่า  พระเถระรูปหนึ่งอยู่ในวัดป่าแห่งหนึ่ง  ครั้งนั้นมียักษิณีตนหนึ่งไปยืนขับร้องอยู่ที่ประตูบรรณศาลาของพระเถระนั้น  พระเถระจึงได้ออกมายืนอยู่ที่ประตู  ยักษิณีเลื่อนไปขับร้องอยู่ตรงศีรษะที่จงกรม  พระเถระได้ตามไปที่ศีรษะที่จงกรมอีก  ยักษิณีได้เลื่อนไปยืนขับร้องอยู่ที่ปากเหวซึ่งลึกร้อยชั่วบุรุษ  ด้วยหมายว่า  จักผลักพระเถระซึ่งตามมา  ณ  ที่นี้ด้วยเสียงเพลงขับ  ให้ตกลงไปในเหวแล้วก็จักกิน  แต่พระเถระได้กลับคืนเสีย  ไม่ตามไป  ในทันใดนั้น  ยักษิณีได้วิ่งมาโดยเร็ว  จับที่ก้านคอพระเถระพลางพูดว่า  จะไปไหน แล้วได้เรียนพระเถระว่า  “ท่านเจ้าขา  บุคคลอย่างพระผู้เจ้านี้  คนเดียวดิฉันจะไม่กิน  สองคนดิฉันก็จะไม่กิน”  ฉะนี้





(หน้าที่ 202)




'''๑๘.  วัดที่หากัลยาณมิตรไม่ได้'''


:วัดที่หากัลยาณมิตรไม่ได้นั้น  อธิบายว่า  ในวัดใดอันโยคีบุคคลไม่อาจที่จะได้ซึ่ง  กัลยาณมิตรคือพระอาจารย์  หรือท่านผู้เสมอกับพระอาจารย์ก็ดี  พระอุปัชฌาย์หรือท่านผู้เสมอกับพระอุปัชฌาย์ก็ดี  การหาไม่ได้ซึ่งกัลยาณมิตรทั้งหลายเช่นนั้นในวัดนั้น  นับเป็นโทษอันใหญ่หลวงทีเดียว

:ด้วยประการฉะนี้  นักศึกษาพึงทราบว่า  วัดที่ประกอบด้วยโทษ  ๑๘  ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้  ชื่อว่าวัดอันไม่สมควรแก่สมาธิภาวนา  ข้อนี้สมด้วยคาถาประพันธ์  อันท่านอรรถกถาจารย์พรรณนาไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย  ดังนี้ –

:มหาวาสํ  นวาวาสํ    ชราวาสญฺจ  ปนฺถนึ

:โสณฺฑึ  ปณฺณญฺจ  ปุปฺผญฺจ    ผลํ  ปตฺถิตเมว  จ

:นครํ  ทารุณา  เขตฺตํ    วิสภาเคน  ปฏฺฏนํ

:ปจฺจนฺตสีมาสปฺปายํ    ยตฺถ  มิตฺโต  น  ลพฺภติ

:อฏฺฐารเสตานิ  ฐานานิ    อิติ  วิญฺญาย  ปณฺฑิโต

:อารกา  ปริวชฺชยฺย    มคฺคํ  สปฺปฏิภยํ  ยถา

:บัณฑิตทราบถึงสถานที่  ๑๘  ประการเหล่านี้  คือ  วัดใหญ่ ๑  วัดสร้างใหม่ ๑  วัดที่ชำรุด ๑  วัดอิงทางหลวง ๑  วัดมีสระน้ำ ๑  วัดมีใบไม้ที่ใช้เป็นผัก ๑  วัดมีไม้ดอก ๑  วัดมีคนไม่ลงรอยกัน ๑  วัดอิงท่า ๑  วัดอิงบ้านป่าชายแดน ๑  วัดอิงเขตแดนประเทศ ๑  วัดไม่เป็นที่สบาย ๑ และวัดที่หากัลยาณมิตรไม่ได้ ๑  ว่าเป็นวัดอันไม่สมควรแก่ภาวนา  ฉะนี้แล้ว  พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล  เหมือนพ่อค้าหลีกเว้นทางอันมีภัยเฉพาะหน้า  ฉะนั้น



===วัดที่ภาวนาสะดวก ๕===

:ก็แหละ  วัดใดประกอบด้วยองคคุณ ๕  ประการ  เช่นไม่ไกลไม่ใกล้นักแต่โคจรคาม  เป็นต้น  วัดเช่นนี้จัดเป็นวัดที่สมควรแก่ภาวนา  สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เสนาสนะที่ประกอบด้วยองคคุณ ๕  ประการ  เป็นอย่างไร ?  อย่างนี้คือ –





(หน้าที่ 203)




:๑.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เสนาสนะในศาสนานี้  ย่อมเป็นสถานที่ไม่ไกลนัก  ไม่ใกล้นัก  แต่โคจรคาม  มีทางไปทางมาสะดวกสบาย  ปลอดภัย

:๒.  กลางวันไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน  กลางคืนเงียบสงัด  ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม

:๓.  ไม่มีเหลือบ,  ยุง  และสัตว์เลื้อยขบกัด  ไม่มีสัมผัสอันเกิดแต่ลมและแดดรบกวน

:๔. แหละ  ผู้ที่อยู่ในเสนาสนะนั้นไม่มีความฝืดเคืองด้วยปัจจัย ๔  คือจีวร,  บิณฑบาต,  เสนาสนะ  และยาแก้ไข้

:๕.  แหละ  ในเสนาสนะนั้น  มีภิกษุชั้นเถระ  ผู้พหูสูต  สำเร็จการศึกษาปริยัติธรรม  ทรงธรรม  ทรงวินัย  และทรงมาติกาคือหัวข้อแห่งธรรมวินัย  ที่เข้าไปเรียนสอบสวนทวนถามตามกาลอันควรว่า  ท่านขอรับ  บทนี้เป็นไฉน  มีอรรถาธิบายอย่างไร  ฉะนี้แล้ว  ท่านเถระเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่เปิดเผย  ย่อมทำให้ตื้นข้อที่ยังไม่ได้ทำให้ตื้น  และช่วยบรรเทาความสงสัยเป็นอเนกประการ

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เสนาสนะย่อมประกอบด้วยองคคุณ  ๕  ประการ  ฉะนี้แล

:อรรถาธิบายพิสดารในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  พึงออกจากวัด

:อันไม่สมควรแก่สมาธิภาวนาไปอยู่  ณ  ที่วัดอันสมควร  ยุติลงเพียงเท่านี้



==ตัดเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ==

:ในหัวข้อสังเขปว่า  พึงทำการตัดเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ เสีย  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า -  อันโยคีบุคคลผู้อยู่ในวัดอันสมควรแก่ภาวนาอย่างนี้แล้ว  เมื่อมีเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ  แม้ชนิดใดอยู่  ก็พึงตัดเครื่องกังวลแม้ชนิดนั้นเสียก่อน

:ทำอย่างไร ?  ทำอย่างนี้คือ  ผม,  เล็บ  และขนที่ยาวพึงโกนหรือตัดเสียให้เรียบร้อย  จีวรที่เก่าชำรุด  ก็พึงทำให้มั่นคงด้วยการปะหรือดามเป็นต้น  หรือพึงชุนหรือถักเสียให้เรียบร้อย  ถ้าที่บาตรเป็นสนิม  ก็พึงระบมบาตรให้มีสี  พึงชำระปัดกวาดเตียงและตั่งให้สะอาด

:อรรถาธิบายพิสดารในหัวข้อสังเขป  พึงทำการตัดเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ  ยุติลงเพียงนี้





(หน้าที่ 204)




==วิธีทำภาวนากัมมัฏฐาน ๔๐==

:บัดนี้  จะอรรถาธิบายโดยพิสดารในหัวข้อสังเขปทีว่า  พึงภาวนา  ไม่ทำภาวนาวิธีทุกอย่างให้บกพร่อง  ฉะนี้  ด้วยอำนาจกัมมัฏฐานหมดทั้ง ๔๐  ประการไปโดยลำดับโดยจะแสดงปถวีกสิณเป็นประการแรก  ดังต่อไปนี้ –



==วิธีภาวนาปถวีกสิณ==

:ก็แหละ  ภิกษุผู้โยคีบุคคลเมื่อตัดเครื่องกังวลเล็ก ๆ น้อย ๆ  ดังนี้แล้ว  เวลาภายหลังอาหาร  กลับจากการบิณฑบาต  บรรเทาความมึนเมาอันมีอาหารเป็นเหตุแล้ว  พึงไปนั่งคู้บังลังก์  ตั้งกายให้ตรง  ณ  โอกาสอันสงัด  แต่นั้นพึงกำหนดเอานิมิตกสิณในดินที่ทำขึ้น  หรือที่เป็นเองตามปกติต่อไป  ข้อนี้สมดังที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า –



=== วิธีทำนิมิตของปถวีกสิณ ===
:โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอาปถวีกสิณโดยอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวงกลมแห่งดินที่สร้างขึ้นหรือที่เป็นเองตามปกติ  ชนิดที่มีกำหนด  ไม่ใช่ไม่มีกำหนด,  ชนิดที่มีที่สุด  ไม่ใช่ไม่มีที่สุด, ชนิดที่มีสันฐานกลม  ไม่ใช่ที่ไม่กลม,  ชนิดที่มีขอบเขต  ไม่ใช่ไม่มีขอบเขต,  โตเท่ากระด้งหรือเท่าปากขันโอ  โยคีบุคคลนั้นย่อมภาวนาทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือเอาดีแล้ว  ย่อมทรงไว้ซึ่งนิมิตนั้นให้เป็นอันทรงไว้ดีแล้ว  และย่อมกำหนดนิมิตนั้นให้เป็นอันกำหนดดีแล้ว  ครั้นเธอภาวนาทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือเอาดีแล้ว  ทำการทรงไว้ให้เป็นอันทรงไว้ดีแล้ว  ทำการกำหนดให้เป็นอันกำหนดดีแล้ว  ก็จะเห็นอานิสงส์  มีความสำคัญเห็นเป็นรัตนะ  นอบน้อม  เคารพ  คารวะ  กระหยิ่มอิ่มใจ  น้อมจิตเข้าไปผูกติดไว้ในอารมณ์ที่ตนถือเอาดีแล้ว  ทรงไว้ดีแล้ว  กำหนดไว้ดีแล้วนั้น  ด้วยความมั่นใจว่า  เราจักรอดพ้นจากชราทุกข์มรณทุกข์  ด้วยปฏิปทาอันนี้อย่างแน่นอน  เธอบรรลุแล้วซึ่งปฐมฌาน  อันมีวิตก  มีวิจาร  มีปีติ  และสุขอันเกิดแก่ความสงัด  เพราะสงัดแน่นอนแล้วจากกามทั้งหลาย  เพราะสงัดแน่นอนแล้วจาก  อกุศลธรรมทั้งหลาย  ฉะนี้แล



====นิมิตกสิณธรรมชาติ====

:ในคำของท่านโบราณาจารย์นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ -  อันโยคีบุคคลใด  เคยบวชในศาสนาหรือเคยบวชเป็นฤาษีแล้ว  ทำฌาน ๔  และฌาน ๕  ในปถวีกสิณให้บังเกิด





(หน้าที่ 205)




:มาแล้วแม้ในภพปางอดีต  โยคีบุคคผู้มีบุญถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยเห็นปานนี้นั้น  อุคคหนิมิต  ย่อมเกิดขึ้นได้ในดินที่เป็นอยู่เองตามปกติ  คือ  ในที่ดินที่เขาไถไว้  หรือในลานข้าว  เหมือนพระมัลลกเถระเป็นตัวอย่าง

:ได้ยินว่า  ท่านพระมัลลกเถระนั้น  ขณะที่ท่านเพ่งดูที่ดินที่เขาไถไว้  อุคคหนิมิตประมาณเท่าที่ซึ่งเขาไถไว้นั้นนั่นเทียวได้เกิดขึ้นแล้ว  ท่านเจริญอุคคหนิมิตจนได้บรรลุฌาน ๕  แล้วเริ่มเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอันมีฌานนั้นเป็นปทัฏฐาน  จนได้บรรลุพระอรหัตแล



====นิมิตกสิณทำเอง====

:ส่วนโยคีบุคคลใดผู้ไม่ได้ทำบุญญาธิการไว้เหมือนอย่างที่กล่าวไว้  เธอต้องสร้างปถวีสิณขึ้นเอง  อย่างที่ไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากกรรมวิธีที่เรียนมาในสำนักของพระอาจารย์  และให้เลี่ยงเสียจากโทษของกสิณ  ๔  ประการ  จริงอยู่  โทษของปถวีกสิณมีอยู่  ๔  ประการ  ด้วยอำนาจทำปะปนกับสีเขียว ๑  สีเหลือง ๑ สีแดง ๑  สีขาว ๑  เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลอย่าได้เอาดินมีสีเขียวเป็นต้นมาทำกสิณ  จงทำด้วยดินที่มีสีเหมือนแสงอรุณ  เช่น  ดินที่แม่น้ำคงคา  ก็แหละ  กสิณนั้นอย่าทำไว้  ณ  ตรงกลางวัด  หรือ  ณ  ที่ภิกษุสามเณรสัญจรไปมา  พึงทำไว้ตรงที่เป็นเพิงหรือบรรณศาลา  ซึ่งเป็นที่ลับอยู่ท้ายวัด  จะเป็นกสิณชนิดที่โยกย้ายได้  หรือชนิดที่ตกอยู่กับที่ก็ได้



=====นิมิตแบบโยกย้ายได้=====

:วิธีทำกสิณ ๒  อย่างนั้น  กสิณที่โยกย้ายได้  พึงเอาผืนผ้าเก่า  หรือผืนหนัง  หรือผืนเสื่อลำแพน  มาผูกขึงติดไม้ ๔  อัน  แล้วเอาดินที่มีสีเหมือนแสงอรุณที่เก็บรากหญ้า  และกรวดทรายออกหมดแล้ว  ขยำได้ที่แล้ว  มาทาเข้าที่ผืนผ้าหรือผืนหนังหรือเสื่อลำแพนนั้น  ทำให้เป็นสันฐานกลมประมาณเท่ากระด้งหรือปากขันโอ  ดังที่กล่าวแล้ว  ในเวลาที่จะทำ  บริกรรมภาวนา  พึงเอาแผ่นกสิณนั้นไปปูลงที่พื้นแล้วเพ่งดูตามภาวนาวิธีต่อไป


(หน้าที่ 206)



=====นิมิตแบบโยกย้ายไม่ได้=====

:กสิณชนิดที่ติดอยู่กับที่นั้น  พึงเอาหลักหลาย ๆ  อันมาตอกลงกับพื้นดินโดยอาการคล้าย ๆ กับฝักบัว  แล้วเอาเครือวัลย์มาถักร้อยตรึงเข้าไว้  ถ้าดินสีเหมือนแสงอรุณนั้นมีน้อยไม่เพียงพอ  ให้เอาดินอื่นมาใส่ลงไว้ตอนล่างเสียก่อน  แล้วจึงเอาดินมีสีเหมือนแสงอรุณซึ่งทำให้สะอาดมาใส่ทับข้างบน  ทำให้มีสัณฐานกลมขนาดกว้าง ๑  คืบ  ๔  นิ้ว

(contracted; show full)

(หน้าที่ 210)





====สัปปายะ ๗====

=====วิธีรักษาปฏิภาคนิมิต (สัปปายะ ๗)ที่เพิ่งได้มา=====

:ต้องเว้นอสัปปายะ ๗  และเสพสัปปายะ  ๗

:ในปฏิภาคนิมิตนั้น  มีวิธีรักษาดังต่อไปนี้ –


:อาวาโส  โคจโร  ภสฺสํ    ปุคฺคโล  ฏภชนํ  อุตุ

:อิริยาปโถติ  สตฺเตเต    อสปฺปาเย  วิวชฺชเย

:สปฺปาเย  สตฺต  เสเวถ    เอวญฺหิ  ปฏิปชฺชโต

:นจิเรเนว  กาเลน    โหติ  กสฺสจิ  อปฺปนา


:โยคีบุคคลใดได้ปฏิภาคนิมิตแล้วนั้น  พึงเว้นซึ่งธรรมอันไม่เป็นที่สบาย ๗  อย่างเหล่านี้  คือ

:๑.    อาวาโส    ได้แก่ที่อยู่อันไม่เป็นที่สบาย

:๒.    โคจโร    ได้แก่หมู่บ้านบิณฑบาตไม่เป็นที่สบาย

:๓.    ภสฺสํ    ได้แก่คำพูดอันไม่เป็นที่สบาย

:๔.    ปุคฺคโล    ได้แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่สบาย

:๕.    โภชนํ    ได้แก่อาหารอันไม่เป็นที่สบาย

:๖.    อุตุ    ได้แก่อากาศอันไม่เป็นที่สบาย  และ

:๗.    อิริยาปโถ    ได้แก่อิริยาบถอันไม่เป็นที่สบาย



:และพึงส้องเสพธรรมอันเป็นที่สบาย ๗  อย่างตรงกันข้าม  เพราะเมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้  ไม่ช้าไม่นานเท่าใดนักเลย  โยคีบุคคลบางท่านก็จะได้สำเร็จอัปปนาฌานต่อไป



'''อธิบาย  อสัปปายะ ๗  และสัปปายะ ๗
'''

๑.  อาวาส – ที่อยู่

:ในที่อยู่ ๒  อย่างนั้น  เมื่อโยคีบุคคลอยู่ในที่อันใด  นิมิตที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น  หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมหายไป  และสติที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น  จิตที่ไม่เป็นสมาธิก็ไม่เป็นสมาธิ  ที่อยู่เช่นนี้  ชื่อว่า  ที่อยู่ไม่เป็นที่สบาย




(หน้าที่ 211)



:เมื่อโยคีบุคคลอยู่  ณ  ที่ใด  นิมิตย่อมเกิดขึ้นด้วย  ย่อมถาวรมั่นคงอยู่ด้วย  สติย่อมตั้งมั่นในนิมิตนั้น  จิตก็เป็นสมาธิ  เหมือนพระปธานิยติสสเถระผู้อยู่  ณ  วัดนาคบรรพตเป็นตัวอย่าง  ที่อยู่เช่นนี้  ชื่อว่า  ที่อยู่เป็นที่สบาย

:เพราะฉะนั้น  ในวัดใดมีที่อยู่หลายแห่งด้วยกัน  ในวัดเช่นนั้น  โยคีบุคคลพึงอยู่  ทดลองดูแห่งละ ๓  วัน ๆ ณ  แห่งใดทำให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้  ก็พึงอยู่  ณ  ที่แห่งนั้นเถิด  จริงอยู่  เพราะเหตุที่ได้ที่อยู่เป็นที่สบาย  ภิกษุ  ๕๐๐  รูป  ซึ่งอยู่  ณ  ถ้ำจูฬนาคะในประเทศลังกา  เรียนเอากัมมัฏฐานแล้วก็ได้บรรลุพระอรหัต  ณ  ถ้ำนั้นนั่นแล  แหละ ณ  ที่อื่น ๆ  พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้น  ได้บรรลุถึงขั้นอริยภูมิแล้วได้บรรลุพระอรหัต  ณ  ที่นั้น ๆ คณนานับไม่ถ้วน  แม้ที่วัดอื่น ๆ เช่น  วัดจิตตลบรรพต  เป็นต้น  ก็เช่นเดียวกันนี้



๒.  โคจรคาม – หมู่บ้านบิณฑบาต

:ก็แหละ  โคจรคามคือหมู่บ้านสำหรับไปบิณฑบาตแห่งใด  มีอยู่ด้านทิศเหนือ  หรือด้านทิศใต้  ๑  มีอยู่ในที่ไม่ห่างไกลมากนัก  คือภายในระยะหนึ่งโกสะครึ่ง  ประมาณพันชั่วคันธนู  หรือ ๒  กิโลเมตร ๑  มีภิกษาหารบริบูรณ์หาได้สะดวก ๑  หมู่บ้านเช่นนั้น  ชื่อว่า  หมู่บ้านบิณฑบาตเป็นที่สบาย  อย่างตรงกันข้าม  ชื่อว่า  หมู่บ้านบิณฑบาตไม่เป็นที่สบาย



๓.  ภัสสะ -  คำพูด

:ถ้อยคำที่นับเนื่องในดิรัจฉานกถา ๑๒  ประการ  มีการพูดถึงเรื่องพระราชาเป็นต้น  ชื่อว่าเป็นถ้อยคำไม่เป็นที่สบาย  เพราะถ้อยคำเช่นนั้น  ย่อมเป็นไปเพื่ออันตรธานเสียแห่งนิมิตของโยคีบุคคลนั้น

:ถ้อยคำที่อาศัยกถาวัตถุ ๑๐  ประการ  มีพูดถึงความมักน้อยเป็นต้น  ชื่อว่า  เป็นถ้อยคำเป็นที่สบาย  แม้ถึงถ้อยคำเป็นที่สบายเช่นนั้น  ก็พึงพูดแต่พอประมาณ





(หน้าที่ 212)




๔.  ปุคคโล – บุคคล

:บุคคลผู้ไม่ชอบพูดเรื่องดิรัจฉานกถา  เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติมีศีลเป็นต้น  ที่โยคีบุคคลอาศัยแล้ว  จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นย่อมตั้งมั่น  หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้วย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น  บุคคลเห็นปานนี้  ชื่อว่า  เป็นบุคคลเป็นที่สบาย

:ส่วนบุคคลที่ชอบประคบประหงมบำรุงตกแต่งร่างกาย  ชอบพูดแต่เรื่องดิรัจฉานกถา  ชื่อว่า  บุคคลไม่เป็นที่สบาย  เพราะบุคคลเช่นนั้นย่อมทำปฏิภาคนิมิตนั้นให้เศร้าหมองได้ทีเดียว  เปรียบเหมือนน้ำขี้ตมทำน้ำที่ใสให้ขุ่นได้ฉะนั้น  ไม่ต้องพูดถึงปฏิภาคนิมิตดอก  แม้แต่สมาบัติของพระหนุ่มผู้อยู่  ณ  เขาโกฏบรรพตรูปหนึ่ง  ก็ยังเสื่อมหายไป เพราะเหตุอาศัยบุคคลไม่เป็นที่สบายเช่นนั้น



๕ - ๖.  โภชนะ – อาหาร  และ  อุตุ -  อากาศ

:ก็แหละ  อาหารที่มีรสหวาน  ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน  ที่มีรสเปรี้ยว  ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน  แม้อากาศเย็นก็เป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน  อากาศร้อนเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน  เพราะฉะนั้น  เมื่อโยคีบุคคลส้องเสพอาหารหรืออากาศชนิดใดจึงมีความผาสุกสบาย  หรือจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นย่อมตั้งมั่น  หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้วย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น  อาหารชนิดนั้นและอากาศชนิดนั้น  ชื่อว่า  เป็นที่สบาย  อาหารและอากาศชนิดอื่นนอกจากนี้  ชื่อว่า  ไม่เป็นที่สบาย



๗.  อิริยาปโถ -  อิริยาบถ

:แม้ในอิริยาบถ ๔  บางคนมีอิริยาบถเดินเป็นที่สบาย  บางคนก็มีอิริยาบถนอน,  อิริยาบถยืน  หรืออิริยาบถนั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่สบาย  เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลพึงทดลอง  อิริยาบถนั้นดูอย่างละ ๓  วัน  เหมือนกับทดลองที่อยู่  ในอิริยาบถใด  จิตที่ยังไม่ได้ตั้งมั่นย่อมตั้งมั่น  หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้วย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น  พึงทราบว่าอิริยาบถนั้นชื่อว่า  เป็นอิริยาบถเป็นที่สบาย  อิริยาบถอื่น ๆ  นอกนี้  ไม่ใช่เป็นอิริยาบถที่สบาย

:ด้วยประการฉะนี้  โยคีบุคคลพึงเว้นธรรมอันไม่เป็นที่สบาย ๗  อย่างนี้  พึงเสพธรรมอันเป็นที่สบาย ๗  อย่างนี้นั้นเถิด  เพราเมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้  และเสพปฏิภาคนิมิตมาก ๆ  ขึ้น  ไม่ช้าไม่นานเท่าไรเลย  โยคีบุคคลบางคนก็จะได้สำเร็จอัปปนาฌานแน่นอน





(หน้าที่ 213)




:ถ้ายังไม่สำเร็จอัปปนาฌาน ต้องบำเพ็ญอัปปนาโกศล  ๑๐  ประการ

:ก็แหละ  โยคีบุคคลใดแม้จะได้ปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว  ก็ยังไม่ได้สำเร็จอัปปนาฌาน โยคีบุคคลนั้นพึงบำเพ็ญอัปปนาโกศล  (คือวิธีที่จะให้มีความฉลาดในอัปปนา)  ให้เกิดขึ้นโดยบริบูรณ์ต่อไป

:ในอัปปนาโกศลนั้น  มีนัยดังนี้ -  อันโยคีบุคคลจำต้องปรารถนาวิธีที่จะให้มีความฉลาดในอัปปนาสมาธิ  โดยประการ  ๑๐  อย่าง  คือ –

:๑.    วตฺถุวิสทกิริยโต    โดยทำวัตถุให้สะอาด

:๒.    อินฺทริยสมตฺตปฏิปาทนโต    โดยทำอินทรีย์ให้ถึงความเสมอกัน

:๓.    นิมิตฺตกุสลโต    โดยฉลาดในนิมิต

:๔.    จิตฺตปคฺคหโต    โดยยกจิตในสมัยที่ควรยก

:๕.    จิตฺตนิคฺคหโต    โดยข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม

:๖.    จิตฺตสมฺปหํสโต    โดยพยุงจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง

:๗.    จิตฺตอชฺฌุเปกฺขโต    โดยเพ่งดูจิตเฉยในสมัยที่ควรเพ่งดูเฉย

:๘.    อสมาหิตปุคฺคลปริวชฺชนโต    โดยเว้นบุคคลผู้ไม่มีสมาธิ

:๙.    สมาหตปุคฺคลเสวนโต    โดยสมาคมกับบุคคลผู้มีสมาธิ  และ

:๑๐.    ตทธิมุตฺตโต    โดยน้อมจิตไปในสมาธินั้น



อธิบาย  อัปปนาโกศล  ๑๐  ประการ


๑.  โดยทำวัตถุให้สะอาด

:ในอัปปนาโกศล  ๑๐  ประการนั้น  การทำวัตถุทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกให้มีความสะอาด  ชื่อว่า  ทำวัตถุให้สะอาด  อธิบายว่า  กาลใด  โยคีบุคคลมีผม,  เล็บ  และ  ขนทั้งหลายขึ้นมา  หรือมีร่างกายถูกเหงื่อไคลจับเปื้อนเปรอะ  กาลนั้น  ชื่อว่า  มีวัตถุภายในไม่สะอาด  ไม่บริสุทธิ์  แหละกาลใด  โยคีบุคคลมีจีวรเก่า  สกปรก  และเหม็นสาบ  หรือมีเสนาสนะรกรุงรัง  กาลนั้น  ชื่อว่า  มีวัตถุภายนอกไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์





(หน้าที่ 214)




:เมื่อจิตและเจตสิกทั้งหลายเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นภายในและภายนอกที่ไม่สะอาดเช่นนั้น  แม้ฌานก็พลอยไม่สะอาดไปด้วย  ฉันเดียวกับแสงแห่งตะเกียงอันเกิดเพราะอาศัย  ตะเกียง,  ไส้  และน้ำมันที่ไม่สะอาด  เมื่อโยคีบุคคลพิจารณาสังขารทั้งหลายด้วยฌานอันไม่สะอาด  แม้สังขารย่อมไม่ปรากฏแจ้งชัด  ถึงจะเพียรทำกัมมัฏฐานไป  แม้กัมมัฏฐานก็จะไม่บรรลุถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์อยู่นั่นเอง

:แต่เมื่อจิตและเจตสิกทั้งหลายเกิดขึ้นในวัตถุอันเป็นภายในและภายนอกที่สะอาด  แม้ญาณก็พลอยสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วย  ฉันเดียวกับแสงแห่งตะเกียงที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตะเกียง,  ไส้  และน้ำมันที่สะอาด  และเมื่อโยคีบุคคลพิจารณาสังขารทั้งหลายด้วยญาณอันสะอาด  แม้สังขารทั้งหลายก็ย่อมปรากฏแจ้งชัด  เมื่อเพียรทำกัมมัฏฐานไป  แม้กัมมัฏฐานก็จะบรรลุถึง  ซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์โดยแท้



๒.  โดยทำอินทรีย์ให้ถึงความเสมอกัน

:การทำอินทรีย์ ๕  มีศรัทธาเป็นต้นให้มีความสม่ำเสมอกันโดยหน้าที่  ชื่อว่า  ทำอินทรีย์ให้ถึงความเสมอกัน  อธิบายว่า  ถ้าแหละ  อินทรีย์คือศรัทธาของโยคีบุคคลนั้นมีกำลังมาก  อินทรีย์ ๔  นอกนี้มีกำลังน้อยแล้วไซร้  เพราะเหตุนั้น  อินทรีย์คือวีริยะ  ย่อมไม่สามารถเพื่อทำหน้าที่คือการประคอง  อินทรีย์คือสติ ย่อมไม่สามารถเพื่อทำหน้าที่คือการปรากฏ อินทรีย์คือสมาธิ  ย่อมไม่สามารถเพื่อทำหน้าที่คือความไม่ฟุ้งซ่าน  อินทรีย์คือปัญญาย่อมไม่สามารถทำหน้าที่คือการเห็นแจ้ง  เพราะฉะนั้น  ต้องลดสัทธินทรีย์นั้นลง  ด้วยการพิจารณาถึงสภาวธรรมคือภาวะที่เป็นจริงของสัทธินทรีย์นั้น  หรือด้วยไม่มนสิการถึงโดยวิธีที่มนสิการถึงแล้วสัทธินทรีย์เกิดมีกำลังมากขึ้น  แหละในอธิการนี้  มีเรื่องพระวักกลิเถระ  เป็นตัวอย่าง



เรื่องพระวักกลิเถระ

:ก็แหละ ท่านวักกลิเถระนั้น  เป็นผู้มีบุญญาธิการอันได้สั่งสมไว้ในสัทธาธิมุต  คือ  ความเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า  จึงเป็นผู้ขวนขวายในอันจะได้เห็นพระรูปพระโฉมของพระศาสดาอยู่อย่างไม่รู้สร่าง  แม้พระบรมศาสดาจะได้ทรงโอวาทแล้วทรงประกอบไว้ในกัมมัฏฐาน  โดยนัยมีอาทิว่า  วักกลิ  เธอต้องการอะไรด้วยอันเห็นกายอันเปื่อยเน่านี้เล่า  วักกลิ





(หน้าที่ 215)




:ผู้ใดแลเห็นธรรม  ผู้นั้นจึงชื่อว่าเห็นเรา  ฉะนี้แล้วก็ตาม  เธอก็มิได้สนใจประกอบพระกัมมัฏฐานนั้น  กลับเสียใจ  ได้ขึ้นไปยังทีปากเหวเพื่อทำตนให้ตกลงไป  ทันใดนั้น  พระบรมศาสดาซึ่งเสด็จประทับนั่งอยู่อย่างปกตินั่นเทียว  ได้ทรงเปล่งพระรัศมีไปทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ  ตรัสพระพุทธนิพนธคาถาว่า  “ภิกษุผู้มากไปด้วยความปราโมช  เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามีหวังได้บรรลุสันติบท  คือความสุขอันเป็นที่ระงับดับเสียซึ่งสังขารธรรมทั้งหลาย”  ฉะนี้แล้ว  ได้ทรงเรียกพระวักกลิเถระว่า  “มานี่แน่  วักกลิ”  ท่านวักกลิเถระนั้น  อันพระบรมศาสดาได้ทรงประพรมด้วยน้ำพระพุทธมนต์อมฤตรสนั้นแล้ว  กลับมีความร่าเริงยินดี  จึงได้เริ่มลงมือเจริญวิปัสสนา  แต่ก็ไม่อาจหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถีได้  เพราะเหตุที่ศรัทธามีกำลังมากเกินไป  พระผู้มีพระภาคทรงทราบเช่นนั้น  จึงทรงแก้ไขให้ท่านถึงความเป็นผู้มีอินทรีย์สม่ำเสมอกัน  ทรงสอบชำระพระกัมมัฏฐานประทานให้  แล้วท่านวักกลิเถระปฏิบัติวิปัสสนาให้ก้าวหน้าขึ้นไป  โดยนัยที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้นั้น  ก็ได้บรรลุถึงซึ่งพระอรหัตโดยลำดับแห่งอริยมรรคขึ้นไป  ฉะนี้แล

:แหละถ้าวีริยินทรีย์มีกำลังมาก  แต่นั้น  สัทธินทรีย์ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่คือการตัดสินอารมณ์ได้  อินทรีย์อื่นนอกนี้ก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ที่ต่างกันนอกนี้ได้  เพราะฉะนั้น  ต้องลดวีริยินทรีย์นั้นลง  ด้วยการเจริญสัมโพชฌงค์ ๓  ประการ  คือ  ปัสสัทธิ,  สมาธิ  และอุเบกขา  แม้ในอธิการนี้  ก็ควรแสดงเรื่องพระโสณเถระผู้ละเอียดอ่อนเป็นตัวอย่าง  ดังนี้ –



เรื่องพระโสณเถระ

:ก็แหละ  ท่านโสณเถระนั้น  เรียนเอาพระกัมมัฏฐานในสำนักของพระบรมศาสดาแล้วไปอยู่  ณ  ป่าสีเสียด  ท่านคิดว่า  “ร่างกายเราละเอียดอ่อนมาก  และเราไม่สามารถจะบรรลุถึงสุขได้โดยง่ายเลย  เราจึงควรบำเพ็ญสมณธรรมแม้อย่างที่ทรมานกายให้ลำบาก”  ฉะนี้แล้ว  ได้อธิษฐานเอาอิริยาบถยืนและเดินเพียง ๒  อย่างเท่านั้น  พยายามประกอบความเพียรอยู่แม้ที่ฝ่าเท้าที่ข้อเท้าจะมีเวทนาปรากฏเกิดขึ้น  ก็ไม่เอาใจใส่  พยายามทำความเพียรอย่างมุ่งมั่น

(หน้าที่ 216)



:แต่กระนั้น  ก็ไม่สามารถจะทำคุณวิเศษให้บังเกิดขึ้นได้  เพราะปรารถความเพียรแรงกล้าเกินไป  พระบรมศาสดาจึงได้เสด็จไป ณ  ที่นั้น  ทรงประทานพระพุทธโอวาทด้วยวีโณวาท  คือโอวาทเปรียบด้วยพิณสามสาย  ทรงแสดงวิธีปรับวีริยะให้สม่ำเสมอ  ทรงสอบชำระพระกัมมัฏฐานแล้ว  จึงเสด็จกลับยังภูเขาคิชฌกูฏ  ฝ่ายพระเถระปรับวีริยะให้สม่ำเสมอ  โดยนัยที่ทรงประทานแล้วเจริญวิปัสสนาให้ก้าวหน้าขึ้นไป  ดำรงตนไว้ในพระอรหัตแล้ว  ฉะนี้แล

:การอธิบายความสม่ำเสมอกันแม้ในอินทรีย์ที่เหลือ  คือ  สติ,  สมาธิ  และปัญญา  ก็พึงทราบเหมือนกันนี้  กล่าวคือ  เมื่ออินทรีย์แต่ละประการมีกำลังมาก  ก็จงทราบเถิดว่า  อินทรีย์นอกนี้ไม่สม่ำเสมอกันในหน้าที่ของตน ๆ



ศรัทธากับปัญญาเสมอกัน

:ก็แหละ  ในอินทรีย์ ๕  นี้  เมื่อกล่าวโดยที่แปลกกันแล้ว  ปราชญ์ทั้งหลายย่อมรับรองต้องกันว่า  ศรัทธาเสมอกันกับปัญญา  และสมาธิเสมอกันกับวีริยะ  อธิบายว่า  บุคคลผู้มีศรัทธามาก  แต่มีปัญญาน้อย  ย่อมเป็นคนมีความเลื่อมใสอย่างเซ่อ ๆ  คือไม่เลื่อมใสอย่างแน่วแน่  ย่อมเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่อง  บุคคลผู้มีปัญญามากแต่มีศรัทธาน้อย  ย่อมแหกแนวไปสู่ทางฝ่ายเกเรโอ้อวด  เป็นผู้มีอันใคร ๆ  จะแก้ไขไม่ได้  เหมือนกับโรคที่เกิดขึ้นจากยาเอง  ยากที่จะรักษาให้หายได้  แต่เพราะศรัทธากับปัญญาสม่ำเสมอกัน  บุคคลย่อมเลื่อมใสถูกเรื่องเสมอ



สมาธิกับวีริยะเสมอกัน

:ส่วนบุคคลผู้มีสมาธิมากแต่มีวีริยะน้อย  ความเกียจคร้านย่อมครอบงำ  เพราะสมาธิเป็นฝักฝ่ายของความเกียจคร้าน  บุคคลผู้มีวีริยะมากแต่มีสมาธิน้อย  อุทธัจจะความฟุ้งซ่านย่อมครอบงำ  เพราะวีริยะเป็นฝักฝ่ายของอุทธัจจะ  แต่สมาธิที่ประกอบเข้ากับวีริยะแล้วย่อมไม่ได้เพื่อตกไปในความเกียจคร้าน  วีริยะที่ประกอบเข้ากับสมาธิแล้ว  ก็ไม่ได้เพื่อตกไปในอุทธัจจะ  เพราะฉะนั้น  จึงจำต้องวีริยะกับสมาธิทั้งสองนั้นให้สม่ำเสมอกัน  เพราะจะสำเร็จอัปปนาสมาธิได้  ด้วยวีริยะสมาธิทั้งสองสม่ำเสมอกัน





(หน้าที่ 217)




การปรับอินทรีย์ให้เสมอกันอีกนัยหนึ่ง

:อีกประการหนึ่ง  สำหรับโยคีบุคคลผู้เจริญสมถกัมมัฏฐานนั้น  แม้จะมีศรัทธาชนิดที่มีกำลังมาก  ก็สมควร  เพราะเมื่อศรัทธามีกำลังมากอย่างนี้  โยคีบุคคลเชื่อมั่นอยู่  มุ่งหมายอยู่  ก็จักได้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ

:แหละ  ในสมาธิกับปัญญานั้น  สมาธิมีกำลังมากย่อมสมควรสำหรับผู้ที่เจริญสมถกัมมัฏฐาน  เพราะโยคีบุคคลผู้เจริญสมถกัมมัฏฐานนั้นจะบรรลุอัปปนาสมาธิได้ก็ด้วยสมาธิที่มีกำลังมากอย่างนี้  ปัญญาที่มีกำลังมากย่อมสมควรสำหรับผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เพราะโยคีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนานั้น  ย่อมจะบรรลุถึงซึ่งการแทงตลอดลักษณะของสังขารธรรม  ก็ด้วยปัญญาที่มีกำลังมากนี้  แต่เพราะเหตุที่สมาธิกับปัญญาทั้งสองสมดุลย์กัน  จึงจะสำเร็จอัปปนาสมาธินั่นเทียว



สติจำปรารถนาในอินทรีย์ทั้ง  ๕

:ส่วนสตินั้นมีกำลังมากในอินทรีย์  ๕  ทุกประการยิ่งดี  เพราะสติย่อมรักษา  กุศลจิตให้พ้นจากการตกไปในอุทธัจจะ  ด้วยอำนาจแห่งศรัทธา,  วีริยะ  และปัญญาอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความเกียจคร้าน  เพราะเหตุนั้น  สติจึงจำปรารถนาในอินทรีย์ ๕  ทุกประการ  เหมือนเกลือป่นจำปรารถนาในกับข้าวทุกชนิด  และเหมือนอำมาตย์ผู้ชำนาญในกิจทั้งปวง  จำปรารถนาในราชกิจทุกอย่างฉะนั้น  ด้วยเหตุนั้น  ท่านอรรถกถาจารย์  จึงกล่าวไว้ว่า ก็แหละ  สตินั้น  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  จำปรารถนาในกิจทุกอย่าง  เพราะเหตุไร ?  เพราะจิตมีสติเป็นเครื่องเตือนให้ระลึก  และสติมีการอารักขาเป็นอาการปรากฏ  การยกจิตและการข่มจิต  เว้นจากสติแล้ว  หาเป็นไปได้ไม่  ฉะนี้



๓.  โดยฉลาดในนิมิต

:ความฉลาดในนิมิตนั้น  ได้แก่ความฉลาดในการทำนิมิตของสมาธิ  เช่นปถวีกสิณ  เป็นต้นซึ่งยังไม่ได้ทำขึ้นอย่างหนึ่ง  ได้แก่ความฉลาดในการภาวนาซึ่งนิมิตที่ทำขึ้นแล้วอย่าง





(หน้าที่ 218)




:หนึ่ง  ความฉลาดในนิมิตที่ประสงค์เอาในอัปปนาโกศลกถานี้  ได้แก่ความฉลาดในการรักษาซึ่งนิมิตที่ได้มาแล้วด้วยการภาวนานั้น



๔.  โดยยกจิตในสมัยที่ควรยก

:ถาม -  ข้อว่า  โยคีบุคคลย่อมยกจิตในสมัยที่ควรยกนั้น  คือทำอย่างไร ?

:ตอบ -  กาลใด  โยคีบุคคลนั้นมีจิตหดหู่ด้วยเหตุทั้งหลาย  เช่น  ความมีวีริยะย่อหย่อนมากเป็นต้น  กาลนั้น  อย่าเจริญสัมโพชฌงค์ ๓  ประการ  มีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้น  แต่พึงเจริญสัมโพชฌงค์ ๓  ประการ  มีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นต้น



วิธียกจิตด้วยสัมโพชฌงค์  ๓

:ข้อนี้สมดังที่พระผู้มีพระภาคทรงเทศนาไว้ดังต่อไปนี้ –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนบุรุษผู้ใคร่จะสุมไฟกองเล็ก ๆ  ให้ลุกโพลงขึ้น เขาใส่หญ้าสดเข้าไปด้วย  ใส่มูลโคสดเข้าไปด้วย  มิหนำซ้ำพ่นลมปนน้ำลายใส่ด้วย  โปรยขี้ฝุ่นใส่ด้วย  ในกองไฟนั้น  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษนั้นควรหรือไม่เล่า  เพื่อจะทำไฟกองเล็ก ๆ  นั้นให้ลุกโพลงขึ้นได้ ?  ข้อนั้นไม่ควรจะเป็นไปได้  พระพุทธเจ้าข้า

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ฉันเดียวกันนั่นเทียวแล  สมัยใดจิตหดหู่  สมัยนั้นไม่ใช่กาล  เพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  ไม่ใช่กาลเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  ไม่ใช่กาลเพื่อเจริญ  อุเบกขาสัมโพชฌงค์  ข้อนั้น  เพราะเหตุไร ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะจิตหดหู่อยู่แล้ว  จิตที่หดหู่นั้นย่อมยากที่จะช่วยยกขึ้นได้ด้วยสมโพชฌงคธรรมเหล่านี้

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  แต่สมัยใดจิตหดหู่  สมัยนั้นเป็นการเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  เป็นกาลเพื่อเจริญวีริยสัมโพชฌงค์  เป็นกาลเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ข้อนั้น  เพราะเหตุไร ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุที่จิตหดหู่นั้น  ย่อมง่ายที่จะช่วยยกขึ้นด้วยสัมโพชฌงคธรรมเหล่านี้





(หน้าที่ 219)




:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนบุรุษผู้ใคร่จะสุมไฟกองเล็ก ๆ  ให้ลุกโพลงขึ้นเขาจึงใส่หญ้าแห้งเข้าไปด้วย  ใส่มูลโคแห้งเข้าไปด้วย  ใส่ไม้แห้งเข้าไปด้วย  ช่วยเป่าลมปากใส่ด้วย  แต่ไม่โปรยขี้ฝุ่นลงใส่ในกองไฟนั้น  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษนั้นควรหรือไม่เล่า  เพื่อที่จะทำไฟกองเล็ก ๆ  นั้นให้ลุกโพลงขึ้นได้ ?  ควรที่จะเป็นอย่างนั้นได้  พระพุทธเจ้าข้า



อาหารปัจจัยของธัมมวิจยะเป็นต้น

:แหละในอธิการนี้   นักศึกษาพึงทราบถึงวิธีการเจริญสัมโพชฌงค์  ๓  ประการมี  ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นต้นให้เกิดขึ้น  ด้วยอำนาจอาหารปัจจัยของตน ๆ  ต่อไป  ดังนี้ –



อาหารปัจจัยของธัมมวิจยะ

:ข้อนี้  สมดังที่พระผู้มีพระภาคทรงเทศนาไว้ว่า –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลมีอยู่  ธรรมทั้งหลายที่มีโทษและที่หาโทษมิได้มีอยู่  ธรรมทั้งหลายชั้นทรามและชั้นประณีตมีอยู่  ธรรมทั้งหลายที่มีส่วนเปรียบด้วยของดำและที่มีส่วนเปรียบด้วยของขาวมีอยู่  การหมั่นมนสิการโดยชอบในกุศลธรรมเป็นต้นเหล่านั้น  นี้นับเป็นอาหารปัจจัยที่ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  หรือย่อมเป็นไปด้วยความภิญโญยิ่ง  เพื่อความไพบูลย์  เพื่อความเจริญ  เพื่อความบริบูรณ์  แห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว



อาหารปัจจัยของวีริยะ

:อีกประการหนึ่ง  ทรงเทศนาไว้ว่า –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อารัมภธาตุ,  นิกกมธาตุ  และปรักกมธาตุมีอยู่  การหมั่นมนสิการโดยชอบในอารัมภธาตุเป็นต้นเหล่านั้น  นี้จัดเป็นอาหารปัจจัยที่ย่อมเป็นไปเพื่อทำ  วีริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  หรือย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญยิ่ง  เพื่อความไพบูลย์  เพื่อความเจริญ  เพื่อความบริบูรณ์  แห่งวีริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว





(หน้าที่ 220)




อาหารปัจจัยของปีติ

:อีกประการหนึ่ง  ทรงเทศนาไว้ว่า –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่  การหมั่นมนสิการโดยชอบในธรรมเหล่านั้น  นี้นับเป็นอาหารปัจจัยที่เป็นไปเพื่อปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  หรือย่อมเป็นไปด้วยความภิญโญยิ่ง  เพื่อความไพบูลย์  เพื่อความเจริญ  เพื่อความบริบูรณ์  แห่งปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว



อรรถาธิบายบาลี

:ในบาลีนั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  มนสิการที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการรู้ปรุโปร่งซึ่งลักษณะของสภาวธรรม  และลักษณะที่เสมอกันของสังขารธรรม  ชื่อว่า  มนสิการโดยชอบในกุศลธรรมเป็นต้น

:มนสิการที่เป็นไปด้วยอำนาจที่ทำให้อารัมภธาตุเป็นต้นเกิดขึ้น  ชื่อว่า  มนสิการโดยชอบ  ในอารัมภธาตุเป็นต้น  ในธาตุเหล่านั้น  ความเพียรขั้นแรกเรียกว่า  อารัมภธาตุ  ความเพียรที่มีกำลังกว่าอารัมภธาตุนั้น  เพราะออกพ้นจากความเกียจคร้านแล้ว  เรียกว่า  นิกกมธาตุ  ความเพียรที่มีกำลังมากกว่านิกกมธาตุนั้นขึ้นไปอีก  เพราะก้าวสู่ฐานะยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เรียกว่า  ปรักกมธาตุ

:แหละคำว่า  ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์  นี้  เป็นชื่อของปีตินั่นเอง  มนสิการที่ให้ปีติแม้นั้นเกิดขึ้นนั่นแล  ชื่อว่า  มนสิการโดยชอบ



ธรรม  ๗  ที่เป็นเหตุให้ธัมมวิจยะเกิด

:อีกประการหนึ่ง  ธรรม ๗  ประการ  ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น  คือ –


(หน้าที่ 221)



:๑.    การสอบถาม

:๒.    การทำร่างกายและเครื่องใช้ให้สะอาด

:๓.    การปรับอินทรีย์  ๕  ให้สู่ความสมดุลย์กัน

:๔.    การหลีกเว้นคนมีปัญญาทราม

:๕.    การสมาคมกับคนมีปัญญาดี

:๖.    การพิจารณาธรรมที่ต้องสอดส่องด้วยญานอันลึกซึ้ง  และ

:๗.    การน้อมจิตไปในธัมมวิจยะนั้น



ธรรม  ๑๑  ที่เป็นเหตุให้วีริยะเกิด

:ธรรม ๑๑  ประการ  ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้วีริยะสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น  คือ –

:๑.    การพิจารณาเห็นภัยมีทุกข์ในอบายเป็นต้น

:๒.    การเห็นอานิสงส์ของการบรรลุคุณวิเศษ  ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระอันเนื่องด้วยความเพียร

:๓.    การพิจารณาเห็นวิถีทางดำเนินอย่างนี้ว่า  เราจะต้องดำเนินไปตามทางที่พระพุทธเจ้า,  พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระมหาสาวกทั้งหลายดำเนินไปแล้ว  แหละทางนั้นคนเกียจคร้านไม่สามารถจะดำเนินไปได้

:๔.      การเคารพในข้าวสุก  ด้วยทำให้ทายกผู้บริจาคทั้งหลายเป็นผู้ได้ผลมาก

:๕.      การพิจารณาถึงความยิ่งใหญ่ของพระบรมศาสดาอย่างนี้ว่า  พระบรมศาสดาของเราตรัสสรรเสริญคุณของคนปรารภความเพียร  และพระองค์ทรงมีคำสอนอันใคร ๆจะละเมิดมิได้  พระองค์ทรงมีพระอุปการะมากแก่เรา  ทรงเป็นผู้อันเราบูชาอยู่และจะบูชาต่อไปด้วยปฏิบัติบูชา  มิใช่ด้วยอามิสบูชาประการอื่น

:๖.    การพิจารณาถึงความยิ่งใหญ่แห่งมรดกอย่างนี้ว่า  มรดกอันยิ่งใหญ่  คือพระสัทธรรม  เป็นสิ่งอันเราจะต้องรับไว้  และมรดกอันยิ่งใหญ่นั้น  คนเกียจคร้านไม่สามารถจะรับไว้ได้

:๗.    การบรรเทาถีนะและมิทธะด้วยการมนสิกาถึงอาโลกสัญญา  การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ  และการอยู่ในที่โล่งแจ้ง





(หน้าที่ 222)




:๘.      การหลีกเว้นคนเกียจคร้าน

:๙.       การสมาคมกับคนปรารภความเพียร

:๑๐.      การพิจารณาถึงอานุภาพของความเพียรชอบ  ๔  ประการ   และ

:๑๑.      การน้อมจิตไปในวีริยะนั้น



ธรรม  ๑๑  ที่เป็นเหตุให้ปีติเกิด

:ธรรม  ๑๑  ประการ   ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ปีติสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น   คือ-

:๑.      พุทธานุสสติ    ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

:๒.      ธัมมานุสสติ    ระลึกถึงคุณของพระธรรม

:๓.      สังฆานุสสติ    ระลึกถึงคุณพระอริยสงฆ์

:๔.      สีลานุสสติ    ระลึกถึงศีลที่บริสุทธิ์ของตน

:๕.      จาคานุสสติ    ระลึกถึงการบริจาคทานที่ตนบริจาคแล้ว

:๖.      เทวตานุสสติ    ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา

:๗.      อุปสมานุสสติ    ระลึกถึงพระนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง

:๘.      การหลีกเว้นคนที่มีใจหยาบกระด้าง

:๙.      การสมาคมกับคนที่รักใคร่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นต้น

:๑๐.      การพิจารณาพระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส  และ

:๑๑.      การน้อมจิตไปในปีตินั้น

:เมื่อโยคีบุคคลยังธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นด้วยอาการทั้งหลายเหล่านี้  ชื่อว่า  เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นต้นให้เกิดขึ้น

:โยคีบุคคลย่อมยกจิตในสมัยที่ควรยก  ด้วยประการฉะนี้



๕.  โดยข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม

:ถาม -  ข้อว่า  โยคีบุคคลย่อมข่มจิตในสมัยที่ควรข่มนั้น  คือทำอย่างไร ?

:ตอบ -  กาลใด  โยคีบุคคลนั้น  มีจิตฟุ้งซ่านด้วยเหตุทั้งหลาย  มีการปรารภความเพียรเคร่งเครียดเกินไปเป็นต้น  กาลนั้น  อย่าเจริญสัมโพชฌงค์  ๓  ประการ  มีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นต้น  แต่พึงเจริญสัมโพชฌงค์  ๓  ประการ  มีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้น





(หน้าที่ 223)




วิธีข่มจิตด้วยสัมโพชฌงค์  ๓

:ข้อนี้  สมด้วยพระผู้มีพระภาคทรงเทศนาไว้  ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายมหาวารวรรค  ดังต่อไปนี้ –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนบุรุษผู้ใคร่จะดับไฟกองใหญ่ให้มอด  เขาใส่หญ้าแห้งเข้าไปด้วย  ใส่มูลโคแห้งเข้าไปด้วย  ใส่ไม้แห้งเข้าไปด้วย  ช่วยเป่าลมปากใส่ด้วย  และไม่ได้โปรยขี้ฝุ่นใส่   ในกองไฟนั้น  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษนั้นเขาควรหรือไม่เล่า  เพื่อที่จะทำกองไฟใหญ่นั้นให้ดับมอดลง ?  ข้อนั้น  ไม่ควรที่จะเป็นไปได้  พระพุทธเจ้าข้า

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ฉันเดียวกันนั่นเทียวแล  สมัยใด  จิตฟุ้งซ่าน  สมัยนั้น ไม่ใช่กาลเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  ไม่ใช่กาลเพื่อเจริญวีริยสัมโพชฌงค์  ไม่ใช่กาลเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์  ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?  ภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุที่จิตฟุ้งซ่านอยู่แล้ว  จิตที่ฟุ้งซ่านนั้น  ย่อมยากที่จะข่มให้สงบลงด้วยโพชฌงคธรรมเหล่านี้

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  แต่สมัยใดแล  จิตย่อมฟุ้งซ่าน  สมัยนั้น  เป็นกาลเพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  เป็นกาลเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์  เป็นกาลเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์  ข้อนั้น  เพราะเหตุไร ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุที่จิตฟุ้งซ่าน  จิตที่ฟุ้งซ่านนั้น  ย่อมง่ายที่จะข่มให้สงบลงด้วยโพชฌงคธรรมเหล่านี้

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนบุรุษผู้ใคร่จะดับไฟกองใหญ่ให้มอด  เขาใส่หญ้าสดเข้าไปด้วย  ใส่มูลโคสดเข้าไปด้วย  ใส่ไม้สดเข้าไปด้วย  พ่นลมปนน้ำลายเข้าไปด้วย  และโปรยขี้ฝุ่นเข้าใส่ด้วย  ในกองไฟนั้น  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษนั้นเขาควรหรือไม่เล่า  เพื่อที่จะยังไฟกองใหญ่นั้นให้ดับมอดลง ?  ควรที่จะเป็นอย่างนั้นได้  พระพุทธเจ้าข้า



อาหารปัจจัยของปัสสัทธิเป็นต้น

:แม้ในอธิการนี้  นักศึกษาพึงทราบถึงวิธีการเจริญสัมโพชฌงค์  ๓  ประการ  มีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้นให้เกิดขึ้น  ด้วยอาหารปัจจัยของตน ๆ  ต่อไป  ดังนี้ –



อาหารปัจจัยของปัสสัทธิ

:ข้อนี้  สมด้วยพระผู้มีพระภาคทรงเทศนาไว้  ซึ่งปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกายมหาวารวรรค  ดังนี้ –





(หน้าที่ 224)




:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กายปัสสัทธิ  ความสงบกาย  จิตตปัสสัทธิ  ความสงบจิตมีอยู่  การหมั่นมนสิการโดยชอบในปัสสัทธิทั้งสองนั้น  นี้นับเป็นอาหารปัจจัยที่ย่อมเป็นไปเพื่อ  ทำปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  หรือย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญยิ่ง  เพื่อความไพบูลย์  เพื่อความเจริญ  เพื่อความบริบูรณ์  แห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว



อาหารปัจจัยของสมาธิ

:อีกประการหนึ่ง  ทรงเทศนาอาหารปัจจัยของสมาธิไว้ว่า -

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมถนิมิต  นิมิตคือความสงบ  อัพยัคคนิมิต  นิมิตคือความไม่ฟุ้งซ่าน  มีอยู่  การหมั่นมนสิการโดยชอบในนิมิตทั้งสองนั้น  นี้นับเป็นอาหารปัจจัยที่ย่อมเป็นไปเพื่อทำสมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น  หรือย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญยิ่ง  เพื่อความไพบูลย์  เพื่อความเจริญ  เพื่อความบริบูรณ์  แห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว



อาหารปัจจัยของอุเบกขา

:และอีกประการหนึ่ง  ทรงเทศนาไว้ว่า –

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งของอุเบกขาสัมโพชฌงค์  มีอยู่ การหมั่นมนสิการโดยชอบในธรรมเหล่านั้น  นี้นับเป็นอาหารปัจจัย  ที่ย่อมเป็นไปเพื่อทำอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น  หรือย่อมเป็นไปเพื่อความภิญโญยิ่ง  เพื่อความไพบูลย์  เพื่อความเจริญ  เพื่อความบริบูรณ์  แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว  



อรรถาธิบายบาลี

:ในบาลีนั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ -  ธรรมทั้ง ๓  คือ  ปัสสัทธิ,  สมาธิ  และอุเบกขา  เคยเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลแล้วโดยอาการอย่างใด  มนสิการที่เป็นไปด้วยอำนาจกำหนดเอาอาการนั้นแล้วทำให้ธรรมทั้ง ๓  นั้นเกิดขึ้น  ชื่อว่า  การมนสิการโดยชอบแม้ในบทบาลีทั้ง ๓  พากย์นั้น  

:คำว่า  สมถนิมิต  นี้  เป็นชื่อของสมถะนั่นเอง  และคำว่า  อัพยัคคนิมิต  ก็เป็นชื่อของสมถะนั้นเหมือนกัน  โดยมีความหมายว่า  ไม่ฟุ้งซ่าน  ฉะนี้แล





(หน้าที่ 225)




ธรรม  ๗  ที่เป็นเหตุให้ปัสสัทธิเกิด

:อีกประการหนึ่ง  ธรรม  ๗  ประการ  ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น  คือ –

:๑.      การบริโภคอาหารอันประณีต

:๒.      การได้รับอากาศสบาย 

:๓.      การใช้อิริยาบถที่สบาย

:๔.      การประกอบกิจแต่พอดีอย่างสม่ำเสมอ

:๕.      การหลีกเว้นคนที่มีกายกระวนกระวาย

:๖.      การสมาคมกับคนผู้ที่มีกายสงบ  และ

:๗.      การน้อมจิตไปในปัสสัทธินั้น



ธรรม  ๑๑  ที่เป็นเหตุให้สมาธิเกิด

:ธรรม  ๑๑  ประการ   ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้สมาธิสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น  คือ –

:๑.      ร่างกายและเครื่องใช้สะอาด

:๒.      ความฉลาดในนิมิตกัมมัฏฐาน

:๓.      การปรับอินทรีย์  ๕  ให้สู่ความสมดุลย์

:๔.      การข่มจิตในสมัย

:๕.      การยกจิตในสมัย

:๖.      การพยุงจิตที่เบื่อหน่ายให้ร่าเริงด้วยอำนาจความเชื่อและความสลดใจ

:๗.      การวางเฉยต่อจิตที่เป็นไปโดยชอบแล้ว

:๘.      การหลีกเว้นคนผู้ไม่มีสมาธิ

:๙.      การสมาคมกับคนผู้มีสมาธิ

:๑๐.     การพิจารณาเฉพาะฌานและวิโมกข์ และ

:๑๑.     การน้อมจิตไปในสมาธินั้น


(หน้าที่ 226)



ธรรม  ๕  ที่เป็นเหตุให้อุเบกขาเกิด

:ธรรม  ๕  ประการ  ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้อุเบกขาสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น  คือ –

:๑.      ความเป็นกลาง ๆ ในสัตว์บัญญัติ

:๒.      ความเป็นกลาง ๆ ในสังขารทั้งหลาย

:๓.      การหลีกเว้นคนผู้มีความสาละวนในสัตว์และสังขาร

:๔.      การสมาคมกับคนเป็นกลาง ๆ  ในสัตว์และสังขาร  และ

:๕.      การน้อมจิตไปในอุเบกขานั้น

:โยคีบุคคลเมื่อยังธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอยู่  ด้วยอาการทั้งหลายเหล่านี้  ชื่อว่า  เจริญสัมโพชฌงค์  ๓  ประการมีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้นให้เกิดขึ้น  ฉะนี้

:โยคีบุคคลย่อมข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม  ด้วยประการฉะนี้



๖.  โดยพยุงจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง

:ถาม -  ข้อว่า  โยคีบุคคลย่อมพยุงจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริงนั้น  คือทำอย่างไร ?

:ตอบ -  กาลใด  โยคีบุคคลนั้นมีจิตไม่เบิกบาน  เพราะการขวนขวายในปัญญาย่อหย่อน  หรือเพราะไม่ได้รับความสงบสุข  กาลนั้น  ย่อมพยุงจิตนั้นให้สลดสังเวช  ด้วยการพิจารณาถึงสังเวควัตถุ  ๘  ประการ  สังเวควัตถุ  ๘  ประการนั้น  ได้แก่  ชาติ,  ชรา,  พยาธิ  และมรณะเป็น ๔,  ทุกข์ในอบายที่เป็น  ๕,  ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลรากในอดีตเป็นที่ ๖,  ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลรากในอนาคตเป็นที่ ๗,  ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลรากในปัจจุบันเป็นที่ ๘  และโยคีบุคคลย่อมพยุงจิตนั้นให้เกิดความเลื่อมใส  ด้วยการระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า  คุณพระธรรม  คุณพระสงฆ์  อีกสถานหนึ่งด้วย

:โยคีบุคคลย่อมพยุงจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง  ด้วยประการฉะนี้



๗.  โดยเพ่งดูจิตเฉยในสมัยที่ควรเพ่งดูเฉย

:ถาม -  โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูจิตเฉยในสมัยที่ควรเพ่งดูเฉยนั้น  คือทำอย่างไร ?

:ตอบ -  กาลใด  เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติอยู่อย่างนี้  จิตของเธอย่อมไม่หดหู่  ไม่ฟุ้งซ่าน  ย่อมแช่มชื่นเบิกบาน  เป็นไปโดยสม่ำเสมอในอารมณ์  ดำเนินสู่วิถีแห่งสมถภาวนา





(หน้าที่ 227)




:กาลนั้น  โยคีบุคคลย่อมไม่ขวนขวายในอันที่จะยกและข่มจิตและในอันที่จะพยุงจิตให้ร่าเริงเหมือนนายสารถีขับรถม้า  ไม่ขวนขวายในม้าทั้งหลายที่วิ่งลากรถไปอย่างสม่ำเสมอกัน  ฉะนั้น

:โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูจิตเฉยในสมัยที่ควรเพ่งดูเฉย  ด้วยประการฉะนี้



๘.  โดยหลีกเว้นบุคคลผู้ไม่มีสมาธิ

:การหลีกเว้นเสียอย่างห่างไกล  ซึ่งบุคคลทั้งหลายจำพวกที่ไม่เคยก้าวขึ้นสู่เนกขัมมปฏิปทา  คือไม่เคยปฏิบัติปฏิปทาที่ให้ออกจากกาม  มัวแต่วิ่งวุ่นอยู่ในกิจการเป็นอันมาก  มีใจฟุ้งเฟ้อไปในกิจการนั้น ๆ  ชื่อว่า  หลีกเว้นคนผู้ไม่มีสมาธิ



๙.  โดยสมาคมกับบุคคลผู้มีสมาธิ

:การเข้าไปคบหาสมาคมกับบุคคลทั้งหลาย  จำพวกที่ปฏิบัติเนกขัมมปฏิปทา  ได้สำเร็จสมาธิ  โดยกาลอันควรตลอดกาล  ชื่อว่า  สมาคมกับบุคคลผู้มีสมาธิ



๑๐.  โดยน้อมจิตไปในสมาธินั้น

:ความน้อมจิตไปในอันที่จะทำสมาธิให้บังเกิดขึ้น  คือความหนักในสมาธิ  ความน้อมไปในสมาธิ  ความโน้มไปในสมาธิ  ความทุ่มเทไปในสมาธิ  ชื่อว่า  น้อมจิตไปในสมาธินั้น

:อันโยคีบุคคลพึงทำอัปปนาโกศลให้เกิดขึ้นโดยบริบูรณ์  ด้วยประการฉะนี้



อย่าทอดทิ้งความเพียร

:ก็แหละ  เมื่อโยคีบุคคลทำอัปปนาโกศลนี้ให้บริบูรณ์ในปฏิภาคนิมิตที่ได้แล้ว  โดยอาการอย่างนี้  อัปปนาสมาธิก็จะบังเกิดขึ้นแน่นอน  แต่เมื่อได้ปฏิบัติอย่างนี้  ถ้าอัปปนาสมาธินั้นยังไม่บังเกิดขึ้น  แม้ถึงเช่นนั้น  โยคีบุคคลผู้บัณฑิตก็อย่าได้ทอดทิ้งความเพียรเสีย  จงพยายามให้หนักยิ่งขึ้น  เพราะเมื่อลูกผู้ชายทอดทิ้งความเพียรชอบเสียแล้ว  จะพึงได้บรรลุคุณวิเศษแม้แต่นิดหน่อยนั้น  ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้เลย



ประคองจิตให้จดจ่อในปฏิภาคนิมิต

:เพราะฉะนั้น  โยคีบุคคลผู้บัณฑิต  พึงคอยใคร่ครวญพิจารณาซึ่งพฤติการณ์ที่เป็นไปของจิต  พยายามปรับปรุงวีริยะกับสมาธิให้มีหน้าที่สมดุลย์กันอยู่เสมอ ๆ พึงคอยยกจิต





(หน้าที่ 228)




:ที่ตกไปสู่ความหดหู่แม้เพียงเล็กน้อยขึ้นไว้  ป้องกันจิตที่เคร่งเครียดเกินไป  ประคองจิตให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอสมดุลย์กันให้จงได้

:พฤติการณ์ที่เป็นไปในละอองดอกไม้,  ในใบบัว,  ในใยแมลงมุม,  ในเรือ  และในขวดน้ำมัน  ของสัตว์ทั้งหลายมีแมลงผึ้งเป็นต้น  ซึ่งท่านพรรณนาไว้ด้วยดีแล้วในอรรถกถาฉันใด  โยคีบุคคลพึงพยายามปลดเปลื้องภาวนาจิตจากภาวะที่หดหู่และภาวะที่ฟุ้งซ่านโดยสิ้นเชิง  แล้วประคองภาวนาจิตให้บ่ายหน้าจดจ่ออยู่ในปฏิภาคนิมิต  ฉันนั้น



เปรียบด้วยพฤติการณ์แมลงผึ้งกับละอองดอกไม้

:ในคำอุปมาอุปไมยนั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:เปรียบเหมือนแมลงผึ้งตัวไม่ฉลาด  ครั้นรู้ว่าต้นไม้โน้นมีดอกบานแล้ว  ก็รีบบินไปด้วยความเร็วอย่างมาก  จึงบินเลยต้นไม้นั้นไปเสีย  เมื่อบินวกกลับมาอีก  กว่าจะมาถึงก็ต่อเมื่อละอองดอกไม้ร่วงโรยไปเสียแล้ว  แมลงผึ้งที่ไม่ฉลาดอีกตัวหนึ่ง  บินไปด้วยความเร็วน้อยมาก  เมื่อละอองดอกไม้ร่วงโรยแล้วจึงบินไปถึง  ส่วนแมลงผึ้งตัวที่ฉลาด บินไปด้วยความเร็วอย่างพอดี  จึงบินไปถึงป่าดอกไม้อย่างสบาย  พาเอาละอองดอกไม้พอแก่ความต้องการมาปรุงให้เป็นน้ำหวาน  แล้วย่อมได้เสวยรสแห่งน้ำหวาน  ฉันใด



เปรียบด้วยพฤติการณ์ศิษย์แพทย์ผ่าตัดกับใบบัว

:อีกอย่างหนึ่ง  เปรียบเหมือนศิษย์ของแพทย์ผ่าตัดทั้งหลาย  ที่กำลังศึกษาการผ่าตัดที่ใบบัวซึ่งอยู่ในถาดน้ำ  ศิษย์คนหนึ่งซึ่งไม่ฉลาด  จรดมีดลงโดยแรงย่อมจะตัดใบบัวขาดเป็นสองเสี่ยง  หรือทะลุลงไปในน้ำเสีย  อีกคนหนึ่งซึ่งไม่ฉลาดเหมือนกัน  ไม่สามารถแม้เพื่อจะจรดมีดลงใบบัว  เพราะเกรงใบบัวจะขาดและเกรงมีดจะทะลุลงไปในน้ำ  ส่วนศิษย์ผู้ฉลาดแสดงการจรดมีดลงที่ใบบัวนั้นได้  ด้วยประโยชน์อันพอดี  นับว่าเป็นผู้มีศิลปะอันขาวสะอาด  ครั้นไปประกอบการงานในสถานที่เห็นปานนั้น  ก็จะได้ลาภร่ำรวยต่อไป  ฉันใด



เปรียบด้วยพฤติการณ์ของบุรุษกับใยแมงมุม

:อีกประการหนึ่ง  เปรียบเหมือนพระราชาทรงมีพระราชโองการสั่งว่า  ผู้ใดสามารถเอาใยแมงมุมมาให้ได้ประมาณสัก  ๔  วา  เขาจะได้รับรางวัล  ๔  พันกหาปณะ  ฉะนี้  บุรุษผู้ไม่ฉลาดคนหนึ่ง  รีบสาวเอาใยแมงมุมมาโดยเร็ว  เลยทำให้ใยแมลงมุมขาดกระท่อน





(หน้าที่ 229)




:กระแท่นไปหมด  อีกคนหนึ่งซึ่งไม่ฉลาดเหมือนกัน  ไม่กล้าแม้ที่จะจับต้องใยแมงมุมด้วยมือเพราะเกรงมันจะขาด  ส่วนบุรุษคนที่ฉลาด  ค่อย ๆ เอาใยแมงมุมพันเข้าที่ท่อนไม้ด้วยประโยคอันสม่ำเสมอตั้งแต่ปลายสุดแล้วนำมาถวายได้  เขาย่อมได้รับพระราชทานรางวัล  ฉันใด



เปรียบด้วยพฤติการณ์ของนายท้ายเรือกับเรือ

:อีกประการหนึ่ง  เปรียบเหมือนนายท้ายเรือผู้ไม่ฉลาด  ในเวลาลมแรงจัด  กางใบเสียจนเต็ม  เขาย่อมพาเรือแล่นไปผิดที่หมาย  นายท้ายเรืออีกคนหนึ่ง  ซึ่งไม่ฉลาดเหมือนกัน  ในเวลาลมอ่อน  ลดใบลงเสีย  เขาย่อมทำเรือให้หยุดอยู่  ณ  ที่ตรงนั้นเอง  ส่วนนายท้ายเรือผู้ฉลาด  ในเวลาลมอ่อน  ก็กางใบให้เต็มใบ  ในเวลาลมแรง  ก็กางเพียงครึ่งใบ  เขาย่อมไปถึงสถานที่ซึ่งตนปรารถนาโดยความสวัสดี  ฉันใด



เปรียบด้วยพฤติการณ์ของศิษย์กับขวดน้ำมัน

:อีกประการณ์หนึ่ง  เปรียบเหมือนเมื่ออาจารย์ของศิษย์ทั้งหลายประกาศว่า  ผู้ใดสามารถกรอกน้ำมันให้เต็มขวดได้โดยไม่ให้หกทิ้งแล้ว  จะได้รับรางวัล  ฉะนี้  ศิษย์คนหนึ่งซึ่งไม่ฉลาดแต่โลภอยากได้รางวัล  จึงรีบกรอกน้ำมันโดยเร็ว  เลยทำให้น้ำมันหกทิ้งไป  อีกคนหนึ่งซึ่งไม่ฉลาดเหมือนกัน  ย่อมไม่กล้าแม้เพื่อจะกรอกน้ำมันใส่ขวด  เพราะเกรงน้ำมันจะหกทิ้งเสีย  ส่วนศิษย์ผู้ฉลาด  ค่อย ๆ  กรอกน้ำมันใส่ขวดด้วยประโยคอันสม่ำเสมอ  โดยไม่หกเลย  เขาย่อมได้รับรางวัล  ฉันใด



พฤติการณ์ของภิกษุผู้เป็นอุปไมย

:ฉันเดียวกันนั่นแหละ  ภิกษุรูปหนึ่ง  เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว  ทำความเพียรอย่างเคร่งเครียดทีเดียว  ด้วยหมายใจว่า  เราจักบรรลุถึงซึ่งอัปปมาสมาธิโดยเร็วนั่นเทียว  จิตของเธอย่อมจะตกไปในความฟุ้งซ่านเสีย  เพราะเหตุที่ปรารภความเพียรเคร่งเครียดเกินไป  เธอไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิได้  อีกรูปหนึ่ง  มองเห็นโทษในความเป็นผู้มีความเพียรเคร่งเครียดเกินไป  จึงได้ทอดทิ้งความเพียรเสียด้วยทอดธุระว่า  บัดนี้เราจะธุระอะไรกับอัปปนาสมาธิ  แต่นั้น  จิตของเธอก็จะตกไปในความเกียจคร้านเสีย  เพราะเหตุที่มีความเพียรย่อหย่อน  แม้ภิกษุนั้นก็ไม่สามารถเพื่อจะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิเช่นกัน  ส่วนภิกษุใดพยายาม





(หน้าที่ 230)




:ปลดเปลื้องภาวนาจิตที่หดหู่แม้เพียงเล็กน้อยออกจากภาวะที่หดหู่  ปลดเปลื้องภาวนาจิตที่ฟุ้งซ่านจากภาวะที่ฟุ้งซ่าน  แล้วประคองให้ภาวนาจิตเป็นไปเฉพาะต่อปฏิภาคนิมิต  ด้วยประโยคอันสม่ำเสมอ  (คือไม่ให้เคร่งเครียดเกินไปและไม่ให้หย่อนยานเกินไป)  ภิกษุนั้นย่อมจะได้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิอย่างแน่นอน  อันโยคีบุคคลพึงปฏิบัติให้เป็นเช่นนั้นนั่นเทียว

:ข้าพเจ้าหมายเอาอรรถาธิบายนี้   จึงกล่าวประพันธคาถาไว้  ซึ่งมีใจความว่า –

:พฤติการณ์ที่เป็นไป  ในละอองดอกไม้,  ในใบบัว,  ในใยแมงมุม,  ในเรือ และในขวดน้ำมัน  ของบุคคลทั้งหลาย  มีแมลงผึ้งเป็นต้น  ซึ่งท่านพรรณนาไว้ด้วยดีแล้วในอรรถกถา  ฉันใด  โยคีบุคคลพึงภาวนาปลดเปลื้องภาวนาจิตจากภาวะที่หดหู่  และภาวะที่ฟุ้งซ่าน  โดยสิ้นเชิง  แล้วประคองภาวนาจิตให้บ่ายหน้าเฉพาะจดจ่ออยู่ในปฏิภาคนิมิต  ฉันนั้น  ฉะนี้แล



อธิบายการบรรลุปฐมฌาน

:ก็แหละเมื่อโยคีบุคคลประคองภาวนาจิตให้บ่ายหน้าเฉพาะจดจ่อในปฏิภาคนิมิตอยู่ด้วยอาการอย่างนี้นั้น  มโนทวาราวัชชนจิต  ทำปถวีกสิณอันปรากฏอยู่ด้วยอำนาจภาวนาว่า  ปถวี – ปถวี  นั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นตัดภวังคจิต  เหมือนจะเตือนให้รู้ว่า  อัปปนาสมาธิจักสำเร็จเดี๋ยวนี้แล้ว  ถัดจากนั้น  ชวนจิตเล่นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ  ๔  ขณะบ้าง  ๕ ขณะบ้าง  ในชวนจิต ๔  หรือ  ๕  ขณะนั้น  ดวงหนึ่งในขณะสุดท้ายจัดเป็น  รูปาวจรกุศลจิต  (อัปปนาจิต)  อีก ๓  หรือ ๔  ดวงที่เหลือข้างต้นคงเป็น  กามาวจรกุศลจิต



อัปปนาชวนวิถีจิต

:จิตเหล่าใดซึ่งมี  วิตก,  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  เอกัคคตา  (จิตเตกัคคตา)  มีกำลังมากกว่าจิตปกติ  จิตเหล่านั้นเรียกว่า  บริกรรม  บ้าง  เพราะเหตุปรุงแต่งอัปปนา  เรียกว่า  อุปจาระ  บ้าง  เพราะเหตุอยู่ใกล้หรือเฉียดไปใกล้อัปปนา  เหมือนกับสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านและใกล้นครเป็นต้น  เขาเรียกกันว่า  อุปจาระแห่งบ้านและอุปจาระแห่งนคร  ฉะนั้น  และเรียกว่า  อนุโลม  บ้าง  เพราะเหตุสมควรแก่อัปปนา  ตั้งแต่ในตอนก่อนแต่นี้และตอนหลังแห่งบริกรรมทั้งหลายมา  แหละในกามวจรชวนจิตนั้น  ดวงใดที่เกิดภายหลังเขาทั้งหมด


(หน้าที่ 231)



กามวจรชวนจิตดวงนั้น  (ดวงที่ ๓ หรือที่ ๔)  เรียกว่า  โคตรภู  บ้าง  เพราะเหตุทำลายกามโคตร  และทำให้มหัคคตโคตรเกิดขึ้น

:แต่เมื่อว่าโดยศัพท์ที่ท่านมิได้กำหนดเอาไว้แล้ว  ในอัปปนาชวนวิถีจิต ๕  ดวงนั้น  ดวงที่ ๑  เรียกว่า  บริกรรม  ดวงที่ ๒  เรียกว่า  อุปจาระ  ดวงที่ ๓  เรียกว่า  อนุโลม ดวงที่ ๔  เรียกว่า  โคตรภู  อีกนัยหนึ่ง  ดวงที่ ๑  เรียกว่า  อุปจาระ  ดวงที่ ๒  เรียกว่า  อนุโลม  ดวงที่ ๓  เรียกว่า  โคตรภู  ดวงที่ ๔  หรือ ๕   เรียกว่า  อัปปนา

:จริงอยู่  ชวนจิตดวงที่ ๔  หรือดวงที่ ๕  เท่านั้น  ย่อมสำเร็จ  เป็น  อัปปนาจิต  แหละชวนจิตดวงที่ ๔  หรือที่ ๕  นั้นเล่า  ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งโยคีบุคคลผู้มีปัญญาไวและมีปัญญาช้า  (คนมีปัญญาไว  ชวนจิตมีเพียง ๔ ขณะ  ส่วนคนมีปัญญาช้ามีถึง ๕  ขณะ)  หลังจากชวนจิตดวงที่ ๔  หรือที่ ๕  นั้นไป  ชวนจิตก็ตกภวังค์  จึงเป็นวาระของภวังค์จิตต่อไป



ท่านโคทัตตเถระค้าน

:ก็แหละ  ท่านโคทัตตเถระผู้ชำนาญอภิธรรมกล่าวแย้งไว้ว่า  ธรรมที่เกิดขึ้นหลัง ๆ  ย่อมมีกำลังมาก  เพราะเหตุได้อาเสวนปัจจัย  เพราะฉะนั้น  อัปปนาจิตจึงมีได้ในชวนะดวงที่  ๖  บ้าง  ดวงที่ ๗  บ้าง  เพราะท่านอ้างสูตรนี้ว่า  ปุริมา  ปุริมา  กุสลา  ธมฺมา  ปจฺฉิมานํ  ปจฺฉิมานํ  กุสลานํ  ธมฺมานํ  อาเสวนปจฺจเยน  ปจฺจโย  ความว่า  ธรรมทั้งหลาย  ที่เป็นกุศลซึ่งเกิดขึ้นตอนก่อน ๆ  ย่อมเป็นปัจจัยอุดหนุนแก่ธรรมทั้งหลาย  ที่เป็นกุศลเกิดขึ้นตอนหลัง ๆ  ด้วยอาเสวนปัจจัย



ท่านอรรถกถาจารย์รับรอง

:คำคัดค้านของท่านโคทัตตเถระนั้น  ท่านอรรถกถาจารย์ปฏิเสธว่า  นั้นเป็นเพียงสักว่าอัตโนมติ  แล้วได้แสดงรับรองว่า  ก็อัปปนาจิตนั้นย่อมมี่ได้ในขณะชวนจิตที่ ๔  หรือที่ ๕  นั้นถูกแล้ว  ภายหลังจากนั้น  ชวนจิตนับว่าตกภวังค์ไปแล้ว  เพราะอยู่ใกล้ต่อภวังค์มาก  

:คำของท่านอรรถกถาจารย์นั้น  อันใคร ๆ ไม่กล้าที่จะคัดค้านได้เลย  เพราะท่านได้แสดงไว้อย่างรอบคอบแล้ว  เปรียบเหมือนบุรุษผู้วิ่งตรงไปยังเหวอันชันโดยเร็ว  แม้





(หน้าที่ 232)




:ประสงค์จะยั้งตัวไว้  ก็ไม่สามารถเพื่อจะยันเท้าที่ขอบเหวยั้งตัวไว้ได้  ย่อมจะตกไปในเหวเลยทีเดียว  ฉันใด  ชวนจิตก็ไม่อาจที่จะเป็นอัปปนาได้  ในชวนจิตดวงที่ ๖  หรือดวงที่  ๗  เพราะเหตุที่อยู่ใกล้ภวังค์  ฉันนั้นเหมือนกัน  เพราะฉะนั้น    นักศึกษาพึงเข้าใจเถิดว่า  อัปปนาจิตย่อมมีในชวนจิตดวงที่ ๔  หรือดวงที่ ๕  นั้นถูกต้องแล้ว



อัปปนาเกิดชั่วขณะจิตเดียว

:ก็แหละ  อัปปนานั้นเกิดขึ้นชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น  อธิบายว่า  ใน ๗  ฐานะ  ย่อมไม่มีขีดขั้นกาลเวลา  คือ  ขณะอัปปนาจิตเกิดทีแรก ๑  ขณะโลกิยอภิญญาทั้งหลาย ๑  ขณะมรรคทั้งสี่ ๑  ขณะผลเกิดต่อจากมรรค ๑  ขณะภวังคฌานในรูปภพและอรูปภพ ๑  ขณะเนวสัญญายตนฌานเป็นปัจจัยแก่นิโรธสมาบัติ ๑  ขณะผลสมาบัติของท่านผู้ออกจากนิโรธ ๑

:ในฐานะทั้ง ๗  นั้น  ขณะผลเกิดต่อจากมรรค  ย่อมไม่มีเกินกว่า  ๓  ขณะจิต  ขณะเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นปัจจัยแก่นิโรธสมาบัติ  ย่อมไม่มีเกิน ๒  ขณะจิต  ปริมาณมากน้อยของภวังคฌานในรูปภพและอรูปภพไม่มี  ในฐานะที่เหลือ ๔  ฐานะ  มีเพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น

:ฉะนี้  อัปปนาจึงเกิดขึ้นชั่วขณะจิตเท่านั้น  แต่นั้นก็ตกภวังค์  ครั้นแล้วอาวัชชนจิตตัดภวังค์เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาฌาน  แต่นั้นชวนจิตก็ทำหน้าที่พิจารณาฌานต่อไป



บรรลุปฐมฌาน

:ก็แหละ  ด้วยลำดับแห่งภาวนาวิธีมีประมาณเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลนั้นบรรลุแล้วซึ่ง  ปฐมฌาน  อันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัด  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

:ปฐมฌานอันมีปถวีกสิณเป็นอารมณ์  ซึ่งละองค์ ๕  ประกอบด้วยองค์ ๕  มีความงาม ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ  ๑๐  ย่อมเป็นโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ด้วยประการฉะนี้



อธิบายองค์สำหรับละของปฐมฌาน

:ในคำบาลีอันแสดงถึงองค์สำหรับละของฌานนั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –





(หน้าที่ 233)




:อธิบายเพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย

:คำว่า  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  ได้แก่  เพราะพรากแล้ว เว้นแล้ว  หลีกออกแล้ว  จากกามทั้งหลาย  ส่วน  เอว  อักษรในบทว่า  วิวิจฺเจว  นี้นั้น มีความหมายว่าเป็นการแน่นอน  และเพราะเหตุที่  เอว  อักษรมีความหมายว่าเป็นการแน่นอน  ฉะนั้น  เอว  อักษรจึงประกาศถึงภาวะที่ปฐมฌานนั้นเป็นปฏิปักษ์แก่กามทั้งหลาย  แม้ที่ไม่มีปรากฏอยู่  ในขณะที่เข้าอยู่ในปฐมฌานนั้นด้วย  และประกาศถึงการได้บรรลุถึงปฐมฌานนั้น  ด้วยการสละกามได้อย่างแน่นอนด้วย


:ถาม -  ข้อนี้มีอรรถาธิบายอย่างไร ?

:ตอบ -  อธิบายว่า  เมื่อ  เอว  อักษรทำความแน่นอนให้ในคำว่า  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  อย่างนี้  ปฐมฌานย่อมปรากฏชัด  จริงทีเดียว  กามทั้งหลายย่อมเป็นปฏิปักษ์แก่ฌาน  เมื่อกามเหล่าใดมีอยู่  ฌานนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้  เหมือนเมื่อความมืดมีอยู่แสงสว่างแห่งตะเกียงก็ชื่อว่ายังไม่เกิดขึ้น  และการบรรลุถึงฌานนั้นจะมีได้  ก็ด้วยการละเสียได้ซึ่งกามเหล่านั้นอย่างแน่นอน  เปรียบเหมือนการไปถึงฝั่งโน้นได้ด้วยการละซึ่งฝั่งนี้เสีย  เพราะฉะนั้น  เอว  อักษรจึงชื่อว่า  ทำความแน่นอนให้  ฉะนี้



เอว  อักษรประกอบในสองบท

:จะพึงมีคำถามขึ้นในเรื่อง     เอว  อักษรนั้นว่า -  ก็แหละ  ทำไม  เอว  อักษรนี้  ท่านจึงแสดงไว้แต่ในบทต้นบทเดียว  ไม่แสดงไว้ในบทหลัง  หรือว่า  โยคีบุคคลนั้นแม้ไม่สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  ก็จะพึงบรรลุฌานได้อยู่ ?

:ขอวิสัชนาว่า -  ก็แหละ  การที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง  เอว  อักษรไว้ในบทต้นนั้น  ท่านเข้าใจอย่างนั้นหาถูกไม่  เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดง  เอว  อักษรไว้ในบทต้นนั้นก็โดยที่ฌานเป็นเครื่องสลัดทิ้งซึ่งกามนั้นต่างหาก

:จริงอยู่  ฌานนี้เป็นเครื่องสลัดทิ้งซึ่งกามทั้งหลายแน่นอน  เพราะเป็นปฏิปทาเครื่องก้าวล่วงซึ่งกามธาตุด้วย  เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกามราคะด้วย  สมกับที่ทรงแสดงไว้ว่า  เนกขัมมะ  คือฌานนี้นั้น  เป็นเครื่องสลัดทิ้งซึ่งกามทั้งหลาย





(หน้าที่ 234)




:แต่อย่างไรก็ตาม  แม้ในบทหลังก็ต้องยกเอา  เอว  อักษรมาแสดงประกอบไว้ด้วยเหมือนอย่างที่ท่านยกมาแสดงประกอบไว้ในคำนี้ว่า  อิเธว  ภิกฺขเว  ปฐโม  สมโณ,  อิธทุติโย  สมโณ  ความว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สมณะที่ ๑  มีในศาสนานี้เท่านั้น  สมณะที่ ๒  ก็มีในศาสนานี้เท่านั้น  ทั้งนี้  เพราะว่าใคร ๆ  ก็ตาม  ที่ยังไม่สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  กล่าวคือนิวรณ์แม้ข้ออื่น ๆ  จากกามฉันทะแล้ว  ก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุถึงซึ่งฌานได้เลย  เพราะเหตุนั้น  เอว  อักษรนี้  นักศึกษาพึงทราบว่าประกอบไว้ในบททั้งสองว่า  วิวิจฺเจว  กาเมหิ  วิวิจฺเจว  อกุสเลหิ  ธมฺเมหิ  ฉะนี้



อธิบาย  วิวิจฺจ -  สงัดแล้ว

:อนึ่ง  ด้วยคำว่า  วิวิจฺจ  ที่แปลว่าสงัดนี้แล้ว  อันเป็นคำร่วมกันในทั้งสองบท  ย่อมสงเคราะห์เอาวิเวกคือความสงัดแม้หมดทุกอย่าง  คือ  วิเวก ๕  มีตทังควิเวกเป็นต้น  และวิเวก ๓  มีกายวิเวกเป็นต้น  ก็จริง  แต่กระนั้น  ณ  ที่นี้นักศึกษาพึงเข้าใจว่า  หมายเอาเพียงวิเวก  ๓  อย่าง  คือ  กายวิเวก  ความสงัดกาย ๑  จิตตวิเวก  ความสงัดใจ ๑  วิกขัมภนวิเวก  ความสงัดเพราะข่มกิเลสไว้ ๑



กาม  หมายเอาวัตถุกามและกิเลสกาม

:ก็แหละด้วยบทว่า  กาเมหิ  ที่แปลว่า  จากกามทั้งหลายนี้  วัตถุกามเหล่าใดที่  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในคัมภีร์มหานิเทศโดยนัยมีอาทิว่า  วัตถุกามทั้งหลายเป็นไฉน ?  วัตถุกามทั้งหลาย  คือ  รูปทั้งหลายอันเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ……….  และกิเลสกามเหล่าใดที่ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์มหานิเทศนั่นแหละ  และในคัมภีร์ฌานวิภังค์โดยนัยอย่างนี้ว่า  ฉันทะความพอใจ  ชื่อว่ากาม  ราคะ  ความกำหนัด  ชื่อว่ากาม  ฉันทราคะ  ความกำหนัดด้วยความพอใจ  ชื่อว่ากาม  สังกัปปะ  ความดำริ  ชื่อว่ากาม  ราคะ  ความกำหนัด  ชื่อว่ากามสังกัปปราคะ  ความกำหนัดด้วยความดำริ  ชื่อว่ากาม  อกุศลธรรมเหล่านี้  เรียกว่ากาม

:นักศึกษาพึงเข้าใจว่า  ท่านสงเคราะห์เอาวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นแม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้





(หน้าที่ 235)




วิเวก  ๒  อย่าง

:แหละเมื่อสงเคราะห์เอากามทั้ง  ๒  อย่างเช่นนี้  คำว่า   สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  ก็เป็นอันหมายความว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากวัตถุกามทั้งหลายแต่อย่างเดียวหาได้หมายเอาว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกิเลสกามทั้งหลายไม่  และด้วยความสงัดจากวัตถุกามนั้น  เป็นอันท่านแสดงถึง  กายวิเวก  คือความสงัดกาย  คำว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  ก็เป็นอันหมายความว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกิเลสทั้งหลาย  หรือจากอกุศลธรรมทั้งปวง  และด้วยความสงัดจากกิเลสกามนั้น  เป็นอันท่านแสดงถึง  จิตตวิเวก คือความสงัดจิต



อธิบายวิเวก  ๒  อย่าง

:ก็แหละ  ในวิเวกทั้ง  ๒  นั้น  ด้วยบทที่  ๑  เป็นอันท่านประกาศถึงความสละซึ่ง  กามสุข  เพราะคำว่าสงัดจากวัตถุกามทั้งหลายนั้นเอง  ด้วยบทที่ ๒  เป็นอันท่านประกาศถึงการถือเอาซึ่ง  เนกขัมมสุข  สุขเพราะออกจากกาม  เพราะคำว่าสงัดจากกิเลสกามทั้งหลายนั่นเอง  อนึ่ง  ในบททั้ง  ๒  นั้น  ด้วยบทที่ ๑  ท่านประกาศถึงการประหานซึ่งวัตถุแห่งสังกิเลส  ด้วยบทที่ ๒  ท่านประกาศถึงการประหานซึ่งตัวสังกิเลสมีตัณหาเป็นต้น  เพราะคำว่าสงัดจากวัตถุกามและกิเลสกามนั่นเอง  อนึ่ง  ด้วยบทที่ ๑  ท่านประกาศถึงการสละซึ่งเหตุแห่งการโลเล  ด้วยบทที่ ๒  ท่านประกาศถึงการสละซึ่งเหตุแห่งความเป็นพาล  อนึ่ง  ด้วยบทที่ ๑  ท่านประกาศถึงความบริสุทธิ์แห่งประโยคคือการกระทำ  ด้วยบทที่ ๒  ท่านประกาศถึงการชำระอัชฌาสัยให้บริสุทธิ์  นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายดังแสดงมา   ด้วยประการฉะนี้



อธิบายกิเลสกาม

:ส่วนในฝ่ายกิเลสกามนั้น  กามฉันทะซึ่งมีประเภทเป็นอันมาก  เช่น  ฉันทะ  และ  ราคะ  เป็นต้นนั่นเทียว   ท่านประสงค์เอาว่า  กาม  แหละกามนั้น  แม้ถึงจะนับเนื่องอยู่ในอกุศลธรรมแล้วก็ตาม  แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแยกไว้ต่างหากโดยความเป็นปฏิปักษ์แก่ฌาน  ดังในคัมภีร์ฌานวิภังค์โดยนัยมีอาทิว่า  ในบรรดาอกุศลธรรมเหล่านั้น  กามเป็นไฉน ?  ฉันทะชื่อว่ากาม


(หน้าที่ 236)



:อีกประการหนึ่ง  ในบทต้น  ท่านแสดงกามไว้โดยความเป็นกิเลสกาม  ในบทที่ ๒  ท่านแสดงไว้ด้วยเป็นสภาพที่นับเนื่องอยู่ในอกุศลธรรม  แหละเพราะกามนั้นมีประเภทเป็นอันมาก  ท่านจึงไม่แสดงเป็นเอกพจน์ว่า  กามโต  จากกาม  แต่แสดงเป็นพหูพจน์ว่า  กาเมหิ  จากกามทั้งหลาย  ด้วยประการฉะนี้



องค์ฌาน  ๕  เป็นปฏิปักษ์แก่นิวรณ์  ๕

:แหละถึงแม้ว่าธรรมทั้งหลายอื่น ๆ  เช่นทิฏฐิมานะเป็นต้น  มีภาวะเป็นอกุศลมีอยู่แต่ในคัมภีร์ฌานวิภังค์  พระผู้มีพระภาคตรัสเอาเฉพาะนิวรณ์ทั้งหลายเท่านั้น  โดยที่ทรงแสดงถึงภาวะที่เป็นปฏิปักษ์แก่องค์ฌานทั้งหลายต่อ ๆ ไป  โดยนัยมีอาทิว่า  ในบรรดาธรรมเหล่านั้น  อกุศลธรรมเป็นไฉน ?  อกุศลธรรมได้แก่กามฉันทะ…..

:จริงอยู่  นิวรณ์ทั้งหลายเป็นข้าศึกแห่งองค์ฌาน  องค์ฌานทั้งหลายนั้นเล่าก็เป็น  ปฏิปักษ์แก่นิวรณ์เหล่านั้น  คือเป็นเครื่องกำจัด  เป็นเครื่องทำลายนิวรณ์เหล่านั้น

:เป็นความจริงเช่นนั้น  ท่านพระมหากัจจายนะแสดงไว้ในคัมภีร์เปฏกะ  ว่า –

:๑.      สมาธิ    เป็นปฏิปักษ์แก่    กามฉันทะ

:๒.      ปีติ    เป็นปฏิปักษ์แก่    พยาปาทะ

:๓.      วิตก    เป็นปฏิปักษ์แก่    ถีนมิทธะ

:๔.      สุข    เป็นปฏิปักษ์แก่    อุทธัจจะกุกกุจจะ  และ

:๕.      วิจาร    เป็นปฏิปักษ์แก่    วิจิกิจฉา



บททั้ง  ๒  เป็นเครื่องข่มกิเลสต่างกัน

:ด้วยประการฉะนี้  ในบททั้ง ๒  นั้น  ด้วยบทว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  นี้  พระพุทธองค์ทรงประสงค์เอาความสงัดเพราะข่มซึ่งกามฉันทนิวรณ์  ด้วยบทว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  นี้  ทรงประสงค์เอาความสงัดเพราะข่มนิวรณ์ทั้ง  ๕  ประการ





(หน้าที่ 237)




:แต่เมื่อว่าโดยศัพท์ที่ท่านมิได้กำหนดไว้แล้ว  นักศึกษาพึงเข้าใจความหมายดังนี้-  

:ด้วยบทที่  ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มกามฉันทนิวรณ์  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มนิวรณ์ทั้งหลายที่เหลือ

:ในอกุศลมูล  ๓  ก็เหมือนกันคือ  ด้วยบทที่  ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มโลภะอันมีกามคุณ  ๕  ต่างชนิดเป็นอารมณ์  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มโทสะและโมหะอันมีอาฆาตวัตถุต่างชนิดเป็นต้นเป็นอารมณ์

:อีกประการหนึ่ง  ในบรรดาอกุศลธรรมทั้งหลายมีโอฆะเป็นต้น  ด้วยบทที่ ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มกามโอฆะ,  กามโยคะ,  กามาสวะ,  กามุปาทานะ, อภิชฌากายคันถะ  และกามราคสังโยชน์  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มโอฆะ,  โยคะ,  อาสวะ,  อุปาทานะ,  คันถะ,  และสังโยชน์ข้อที่เหลือ

:อีกอย่างหนึ่ง  ด้วยบทที่  ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มตัณหาและธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับตัณหานั้น  ด้วยบทที่  ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มอวิชชา  และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับอวิชชานั้น

:อีกประการหนึ่ง  ด้วยบทที่ ๑  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มอกุศลจิตตุปบาท  ๘  ดวง  ซึ่งประกอบด้วยโลภะ  (โลภมูลจิต ๘  ดวง)  ด้วยบทที่ ๒  ทรงหมายเอาความสงัดเพราะข่มอกุศลจิตตุปบาท ๔ ดวงที่เหลือ  (คือโทสมูลจิต ๒  โมหมูลจิต ๒)

:อรรถาธิบายความในคำว่า  สงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  สงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  นี้  ยุติเพียงเท่านี้



อธิบายองค์ประกอบของปฐมฌาน

:ก็แหละ  ครั้นข้าพเจ้าได้แสดงองค์สำหรับละของปฐมฌาน  ด้วยอรรถาธิบายเพียงเท่านี้แล้ว  บัดนี้เพื่อจะแสดงองค์ที่ประกอบของปฐมฌานนั้น  ข้าพเจ้าจะอรรถาธิบายคำว่า  มีวิตกมีวิจาร  เป็นต้นต่อไป –



อธิบายวิตก

:ในวิตกและวิจาร ๒  อย่างนั้น  ความนึกถึงอารมณ์  ชื่อว่า  วิตก  ได้แก่ความกำหนดเอาอารมณ์  วิตกนี้นั้น  มีอันยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์เป็นลักษณะ  มีอันตะล่อมอารมณ์





(หน้าที่ 238)




:ไว้ตะล่อมอารมณ์ไว้โดยรอบเป็นกิจ  จริงอย่างนั้น  เพราะวิตกนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า  โยคาวจรบุคคลย่อมทำอารมณ์กัมมัฏฐานให้เป็นอันวิตกตะล่อมไว้แล้วให้เป็นอันวิตกตะล่อมไว้โดยรอบแล้วฉะนี้ แหละวิตกนั้นมีอันรั้งจิตเข้าไว้ในอารมณ์เป็นอาการปรากฏ



อธิบายวิจาร

:การพิจารณาอารมณ์  เรียกว่า  วิจาร  ได้แก่การไตร่ตรองดูอารมณ์  วิจารนี้นั้น  มีอันพิจารณาอารมณ์เป็นลักษณะ  มีอันประกอบสหชาตธรรมไว้ในอารมณ์นั้นเป็นกิจ  มีอันตามผูกพันจิตไว้ในอารมณ์เป็นอาการปรากฏ



วิตกหยาบและเกิดก่อนวิจาร

:ถึงแม้ว่า  ในจิตบางดวงคือในปฐมฌานจิตและกามาวจรจิตตุปบาท  วิตก  และ  วิจาร  นั้นจะไม่มีการแยกกันก็ตาม  แต่กระนั้น  วิตกก็ทำหน้าที่ยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์ก่อน  ด้วยความหมายว่าเป็นสิ่งที่หยาบกว่าวิจาร  และเกิดก่อนวิจาร  เปรียบเหมือนเสียงเคาะระฆัง  ซึ่งหยาบกว่าเสียงครางแห่งระฆัง  และเกิดก่อนเสียงครางนั้น



เปรียบวิตกวิจารเหมือนอาการบินของนกและแมลงภู่

:อนึ่ง  ในวิตกและวิจารนั้น  วิตก  ยังมีความไหวอยู่  คือทำให้จิตไหว ๆ  ในเวลาเกิดขึ้นครั้งแรก  เปรียบเหมือนการโบกปีกของนกขนาดใหญ่ที่เตรียมจะบินไปในอากาศ  และเหมือนการบินมุ่งหน้าไปหาดอกปทุมของแมลงภู่  ซึ่งมีจิตติดพันในกลิ่นดอกไม้  ส่วน  วิจาร  มีพฤติการณ์สงบ  คือมีภาวะไม่ทำจิตให้ไหวมาก  เปรียบเหมือนการกางปีกของนกที่บินขึ้นไปอยู่บนอากาศแล้ว  และเหมือนการเคล้าคลึงอยู่ที่ดอกปทุมของแมลงภู่ที่บินไปถึงดอกปทุมแล้ว  

:ส่วนในอรรถกถาทุกนิบาตอังคุตตรนิกาย  ท่านแสดงไว้ว่า  วิตก  เป็นไปโดยภาวะที่ยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์  เปรียบเหมือนนกชนิดใหญ่  เมื่อบินอยู่บนอากาศมันกวักปีกทั้งสองเอาลม  แล้วกางปีกไว้เฉยบินไป  วิจาร  เป็นไปตามภาวะที่ตามพิจารณาอารมณ์  เหมือนการบินของนกที่กระดิกปีกทั้งสองเพื่อให้กินลม  ฉะนี้  คำของท่านอรรถกถาจารย์นั้นถูกต้อง  ในขณะที่วิตกวิจารเป็นไปโดยต่อเนื่องกันในอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ  ส่วนวามต่างกันของวิตกและวิจารนั้น  ย่อมปรากฏชัดในปฐมฌานและทุติยฌานในปัญจกนัยแล้ว





(หน้าที่ 239)




เปรียบวิตกวิจารเหมือนคนขัดภาชนะ

:อีกประการหนึ่ง  เมื่อบุคคลจะขัดภาชนะสัมฤทธิ์ที่สนิมจับ  เอามือข้างหนึ่งจับภาชนะไว้อย่างแน่น  แล้วเอามืออีกข้างหนึ่งขัดด้วยแปรงขนสัตว์ที่ชุบด้วยน้ำมันปนผง  วิตก  เปรียบเหมือนมือที่จับภาชนะไว้อย่างแน่น  วิจาร  เปรียบเหมือนมือที่ขัดภาชนะ



เปรียบวิตกวิจารเหมือนช่างตีหม้อ

:อีกประการหนึ่ง  เมื่อช่างหม้อทำหม้อ  ใช้เครื่องจักช่วยหมุนไม้ตีหม้อ  วิตก  เปรียบเหมือนมือที่กุมบีบก้อนดินไว้  วิจาร  เปรียบเหมือนมือที่คอยลูบคลำข้างโน้นข้างนี้  



เปรียบวิตกวิจารเหมือนเหล็กวงเวียน

:อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อบุคคลทำลายวงกลมที่ภาชนะสัมฤทธิ์เป็นต้น  วิตก  ซึ่งยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์  เปรียบเหมือนเหล็กแหลมที่ใช้ปักติดไว้ตรงใจกลาง  วิจาร  ซึ่งตามพิจารณาอารมณ์  เปรียบเหมือนเหล็กแหลมที่หมุนไปรอบ ๆ ข้างนอก



ปฐมฌานมีวิตกวิจาร

:ฌานย่อมเกิดร่วมกับวิตกนี้ด้วย  เกิดร่วมกับวิจารนี้ด้วย  เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดพร้อมกับดอกและผล  ดังนั้น  ท่านจึงเรียกฌานนี้ว่า  มีวิตกมีวิจาร  ด้วยประการฉะนี้

:ส่วนในคัมภีร์วิภังค์  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นปุคคลาธิษฐานโดยนัยมีอาทิว่า  ฌานลาภีบุคคล  เป็นผู้เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้ว  ด้วยวิตกนี้  และด้วยวิจารนี้   ฉะนี้  แต่อรรถาธิบายแม้ในวิภังค์นั้น   นักศึกษาก็พึงทราบอย่างที่อธิบายมาแล้วนี้นั่นแล    



อธิบาย  เกิดแต่ความสงัด

:ในคำว่า  เกิดแต่ความสงัด  นี้  มีอรรถาธิบายว่า -  ความสงบเงียบชื่อว่า  ความสงัด  หมายความว่า  การปราศจากนิวรณ์  อีกอย่างหนึ่ง  สภาวธรรมที่สงบ  ชื่อว่า  ธรรมอันสงัด  หมายเอากองธรรมที่ประกอบกับฌานซึ่งสงบจากนิวรณ์  เพราะฉะนั้น  ปีติและสุขที่เกิดแต่ความสงัดนั้น  หรือที่เกิดในธรรมอันสงัดนั้น  ชื่อว่า  วิเวกชํ  แปลว่า  เกิดแต่ความสงัด  หรือเกิดในธรรมอันสงัด  ก็ได้





(หน้าที่ 240)




อธิบายปีติ

:ในคำว่า  ปีติและสุข  นี้  มีอรรถาธิบายว่า -  ธรรมชาติใดที่ทำให้เอิบอิ่ม  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  ปีติ  ปีตินั้นมีความเอิบอิ่มเป็นลักษณะ  มีอันทำกายและใจให้เอิบอิ่มเป็นกิจ  หรือมีอันแผ่ซ่านไปในกายและกายเป็นกิจก็ได้  มีอันทำกายและใจให้ฟูขึ้นเป็นอาการปรากฏ



ปีติ  ๕  อย่าง

:ก็แหละ  ปีตินี้นั้น  มี  ๕  อย่าง  คือ

:๑.      ขุททกาปีติ    ปีติทำให้ขนชูชันเล็กน้อย

:๒.      ขณิกาปีติ    ปีติที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ๆ เหมือนฟ้าแลบ

:๓.      โอกกันติกาปีติ    ปีติที่กระทบกาย  เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

:๔.      อุพเพงคาปีติ    ปีติโลดโผน  ทำให้ตัวลอยขึ้นได้

:๕.      ผรณาปีติ    ปีติที่ซาบซ่าน  แผ่ไปทั่วร่างกาย



อธิบายปีติ  ๕  อย่าง

:ในปีติ  ๕  อย่างนั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้ –

:๑.  ขุททกาปีติ    เพียงแต่ทำให้ขนในกายลุกชูชันเบา ๆ แล้วก็หายไปไม่เกิดขึ้นอีก

:๒.  ขณิกาปีติ    ย่อมเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ๆ หลาย ๆครั้ง  เปรียบเหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบ

:๓.  โอกกันติกาปีติ    เกิดขึ้นกระทบกายแล้วหายไป  กระทบกายแล้วก็หาย  ไปเหมือนลูกคลื่นกระทบฝั่งมหาสมุทร

:๔.  อุพเพงคาปีติ    มีกำลังมาก  ทำกายให้ลอยขึ้นได้  ถึงขนาดทำให้ลอยไปบนอากาศก็ได้



เรื่องท่านมหาติสสเถระ

:เป็นความจริงอย่างนั้น  ท่านมหาติสสเถระที่อยู่  ณ  วัดปุณณวัลลิกวิหาร  เวลาเย็นแห่งวันเพ็ญวันหนึ่ง  ท่านได้ไปยังลานพระเจดีย์  เห็นแสงเดือน  จึงหันหน้าสู่พระมหาเจดีย์


(หน้าที่ 241)



:พลางคิดว่า  “เออหนอ  ป่านนี้พวกพุทธบริษัททั้ง ๔  คงกำลังพากันไหว้พระมหาเจดีย์อยู่”  ดังนี้แล้วได้ทำอุพเพงคาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น  ด้วยอำนาจอารมณ์ที่ตนได้เห็นมาตามปกติ  ท่านได้ลอยขึ้นบนอากาศไปตกลงที่ลานพระมหาเจดีย์นั่นแล  มีอาการเหมือนลูกฟุตบอลอันวิจิตรงดงามตกลงที่พื้นปูนขาว  ฉะนั้น



เรื่องกุลธิดาคนหนึ่ง

:แม้กุลธิดาคนหนึ่ง  อยู่ที่บ้านวัตตกาลกคาม  ใกล้ ๆ กับวัดคิริกัณฑกวิหาร  ก็ได้ลอยไปบนอากาศด้วยอุพเพงคาปีติอันมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อย่างแรงเหมือนกัน

:ได้ยินว่า  มารดาบิดาของนางกุลธิดานั้น  เมื่อจะไปฟังธรรมที่วัดในเวลาเย็นวันหนึ่ง  ได้สั่งเธอว่า  “หนู ! เจ้ามีภาระธุระมากจึงไม่อาจที่จะไปในเวลาที่มิใช่กาล  แม่และพ่อจักฟังธรรม  แบ่งส่วนบุญให้แก่หนูด้วย”  ครั้นแล้วก็ได้ออกเดินทางไป

:ฝ่ายนางกุลธิดาแม้ถึงปรารถนาจะไปแทบใจจะขาด  แต่ก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งของ      มารดาบิดา  จึงค้างแขวนอยู่ที่บ้าน  เธอไปยืนอยู่ที่เนินบ้าน  มองเห็นองค์พระเจดีย์ซึ่งสร้างไว้ที่กลางแจ้ง  ณ  วัดคิริกัณฑกวิหารด้วยแสงเดือน  ได้เห็นแสงไฟบูชาพระเจดีย์และหมู่พุทธบริษัททั้ง ๔  กำลังเดินปทักษิณทำการบูชาพระเจดีย์ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น  และได้ยินเสียงสวดสาธยายของหมู่พระภิกษุสงฆ์

:ขณะนั้น  นางจึงรำพึงอยู่ว่า  “ชนเหล่าใด  มีโอกาสได้ไปวัดแล้วเดินเวียนไปบนลานพระเจดีย์เห็นปานนี้  และได้ฟังธรรมกถาอันไพเราะเห็นปานนี้  ชนเหล่านั้น  ช่างมีบุญจริงหนอ”  ฉะนี้แล้ว  อุพเพงคาปีติได้เกิดขึ้นแก่นาง  ขณะที่นางเห็นองค์พระเจดีย์เหมือนดังกองแก้วมุกดานั่นแล  เธอได้ลอยขึ้นไปบนอากาศ  ไปลงจากอากาศที่ลานพระเจดีย์ก่อนกว่ามารดาบิดาเสียอีก  ไหว้พระเจดีย์แล้วได้ยืนฟังธรรมอยู่  ภายหลังมารดาบิดามาถึงแล้วจึงถามนางว่า  “แม่หนู  เจ้ามาทางไหน ?”  นางตอบว่า  “หนูมาโดยทางอากาศ  มิได้มาโดยทางเท้าค่ะ”  เมื่อมารดาบิดาติงว่า  “แม่หนู  พระอรหันตขีณาสพต่างหาก  จึงจะสัญจรไปโดยทางอากาศได้นี่หนูมาได้อย่างไร  ?”  เธอจึงตอบชี้แจงว่า  “ขณะที่หนูยืนแลดูพระเจดีย์ด้วยแสงเดือนหงายอยู่นั้น  ปีติอันมีกำลังแรงซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ได้เกิดแก่หนู  เมื่อเป็นเช่นนี้  หนูก็มิได้





(หน้าที่ 242)




:ทราบถึงภาวะที่ตนยืนอยู่  มิได้ทราบถึงภาวะที่ตนนั่งอยู่  แต่แล้วได้ลอยขึ้นไปบนอากาศมาตกลงที่ลานพระเจดีย์นี้  ด้วยนิมิตที่หนูยึดเอานั่นเอง  ฉะนี้แล”

:อุพเพงคาปีติ  ย่อมมีกำลังมาก  ขนาดที่ทำให้ลอยไปบนอากาศได้  ด้วยประการฉะนี้


:๕.  ส่วนผรณาปีติ  เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายสิ้นเชิง  มีลักษณะ

:เหมือนกระเพาะน้ำเบาที่เต็ม  และท้องภูเขาที่กระแสน้ำใหญ่ไหลเข้าไปจนเต็ม  ฉะนั้น

:ปีติที่ประสงค์เอา  ณ  ที่นี้

:ก็แหละ  ปีติ ๕  ประการนี้นั้น  เมื่อถือเอาห้อง  ถึงความแก่เต็มที่แล้ว  ย่อมทำ  ปัสสัทธิ ๒  ประการให้บริบุรณ์  คือ  กายปัสสัทธิ  ความสงบกาย ๑  จิตตปัสสัทธิ  ความสงบจิต ๑  เมื่อปัสสัทธิถือเอาห้องถึงความแก่ได้ที่แล้ว  ย่อมทำสุขทั้ง ๒  ประการให้บริบูรณ์  คือ  กายิกสุข  สุขกาย ๑  เจตสิกสุข  สุขใจ ๑  เมื่อสุขถือเอาห้องถึงความแก่ได้ที่แล้วย่อมทำสมาธิ ๓  ประการให้บริบูรณ์  คือ  ขณิกสมาธิ ๑  อุปจารสมาธิ ๑  อัปปนาสมาธิ ๑

:ในบรรดาปีติ ๕  ประการนั้น  ผรณาปีติ  อันใดที่เจริญแก่กล้าขึ้นพอจะเป็นมูลฐานแก่อัปปนาสมาธิ  ถึงซึ่งอันประกอบเข้ากับสมาธิได้  ปีตินี้ประสงค์เอาในอรรถาธิบายนี้



อธิบาย  สุข

:ก็แหละ  ความสบายอื่นจากปีติ  ชื่อว่า  สุข  อีกนัยหนึ่ง  ธรรมขาติใดย่อมกินเสียซึ่งความไม่สบายกายความไม่สบายใจ  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  สุข  อีกนัยหนึ่ง  ธรรมชาติใดย่อมขุดออกซึ่งความไม่สบายกายไม่สบายใจ  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  สุข  สุขนั้น  มีความดีใจ  เป็นลักษณะ  มีอันเพิ่มพูนสัมปยุตธรรมให้เจริญเป็นกิจ  มีอันอนุเคราะห์เป็นอาการปรากฏ





(หน้าที่ 243)




ความต่างกันระหว่างปีติกับสุข

:แหละถึงแม้ในจิตบางดวง  เช่น  ปฐมฌานจิตเป็นต้น  จะไม่มีการแยกกันระหว่างปีติกับสุขก็ตาม  แต่ความยินดีที่เกิดขึ้นเพราะได้อิฏฐารมณ์  จัดเป็น  ปีติ  การเสวยรสแห่งอารมณ์ที่ได้มานั้น  จัดเป็น  สุข  ปีติมีในจิตใด  ในจิตนั้นก็มีสุขด้วย  แต่สุขมีในจิตใด ในจิตนั้นไม่มีปีติเสมอไป  ปีติสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์  สุขสงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์  เปรียบเหมือนเมื่อคนสิ้นเสบียงในทางทุรกันดาร  ในขณะที่ได้เห็นหรือได้ข่าวซึ่งป่าไม้หรือน้ำ  ปีติย่อมเกิด  ในขณะที่เข้าไปถึงร่มเงาป่าไม้หรือรับประทานน้ำแล้ว  สุขย่อมเกิด  นักศึกษาพึงเข้าใจว่า  ปีติและสุขนี้ท่านกล่าวหมายเอาโดยเป็นสิ่งที่ปรากฏในสมัยนั้นๆ



อธิบายมีปีติและสุข

:ปีตินี้ด้วย  สุขนี้ด้วย  ย่อมมีแก่ฌานนั้น  หรือย่อมมีในฌานนั้น  ดังนั้น  ฌานนั้นท่านจึงเรียกว่า  มีปีติและสุข  ด้วยประการฉะนี้

:อีกประการหนึ่ง  ปีติด้วย  สุขด้วย  ชื่อว่า  ปีติและสุข  เช่นคำว่า  ธรรมและวินัย  เป็นต้น  ปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัดมีอยู่แก่ฌานนั้น  หรือมีอยู่ในฌานนั้น  ดังนั้น  ฌานนั้นชื่อว่า  มีปีติและสุขเกิดแต่ความสงัด  แม้ด้วยประการฉะนี้  เหมือนอย่างว่า  ฌานย่อมเกิดแต่ความสงัด  ฉันใด  ปีติและสุขในที่นี้ก็ย่อมเกิดแต่ความสงัดเหมือนกัน  ฉันนั้น  อนึ่ง  ปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัดนั้น  ย่อมมีแก่ฌานนั้น  เพราะฉะนั้น  การที่จะกล่าวบวกเข้าเป็นบทเดียวกันว่า  วิเวกชมฺปีติสุขํ  ซึ่งแปลว่า  มีปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัดดังนี้  ก็ใช้ได้

:แต่ในคัมภีร์วิภังค์  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยนัยมีอาทิว่า  สุขนี้ประกอบด้วยปีตินี้  ฉะนี้  แม้ในคัมภีร์วิภังค์นั้น  นักศึกษาก็พึงทราบอรรถาธิบายอย่างเดียวกันนี้เหมือนกัน



อธิบายบรรลุแล้วซึ่งปฐมฌาน

:คำว่า  ปฐมฌาน  จักอธิบายให้แจ่มแจ้งข้างหน้า  คำว่า  บรรลุแล้ว  ได้แก่เข้าไปถึงแล้ว  คือประสบแล้ว  อีกนัยหนึ่ง  คำว่า  บรรลุแล้ว  ได้แก่ทำให้ถึงพร้อมแล้ว  คือให้สำเร็จแล้ว





(หน้าที่ 244)




:แต่ในคัมภีร์วิภังค์ทรงแสดงไว้ว่า  การได้,  การได้เฉพาะ,  การถึง,  ถึงพร้อม,  การถูกต้อง,  การทำให้แจ้ง,  การเข้าถึงพร้อมซึ่งปฐมฌาน  ชื่อว่า  บรรลุแล้ว  แม้พระพุทธพจน์นั้นอันศึกษาพึงทราบอรรถาธิบายอย่างเดียวกันนี้เหมือนกัน



อธิบาย  วิหรติ  ที่แปลว่าอยู่

:คำว่า  วิหรติ  ที่แปลว่า  อยู่  นั้น  อธิบายว่า  โยคีบุคลผู้พรั่งพร้อมด้วยฌานมีประการดังกล่าวฉะนี้  ย่อมยังการกระทำของอัตภาพร่างกาย  คือการประพฤติ,  การเลี้ยง,  การเป็นไป,  การให้เป็นไป,  การเที่ยวไป  และการผัดผ่อนแห่งอัตภาพร่างกาย  ให้สำเร็จโดยการอยู่ด้วยอิริยาบทชนิดที่สมควรแก่อัตภาพนั้น  ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่ทรงแสดงไว้ในคัมภีร์วิภังค์ว่า  คำว่า  ย่อมอยู่  นั้น  คือ  ย่อมกระทำ  ย่อมประพฤติ  ย่อมเลี้ยง  ย่อมเป็นไป  ย่อมให้เป็นไป  ย่อมเที่ยวไป  ย่อมเดินไป   เพราะเหตุนั้น  จึงเรียกว่า  วิหรติ  ย่อมอยู่  ฉะนี้



อธิบาย  ละองค์ ๕  ประกอบด้วยองค์ ๕

:ก็แหละ  ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  ละองค์  ๕  ประกอบด้วยองค์  ๕  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –



องค์สำหรับละมี ๕

:นักศึกษาพึงทราบถึงภาวะที่ปฐมฌาน  ละองค์  ๕  ด้วยอำนาจที่ประหานนิวรณ์ ๕  เหล่านี้  คือ



นิวรณ์ ๕

:๑.  กามฉันทะ        ความพอใจในกาม

:๒.  พยาปาทะ    ความไม่ชอบใจ

:๓.  ถีนมิทธะ    ความง่วงเหงาและความเซื่องซึม

:๔.  อุทธัจจกุกกุจจะ    ความฟุ้งซ่านและความรำคาญใจ  และ

:๕.  วิจิกิจฉา    ความสงสัยตัดสินใจไม่ได้        

:ก็เมื่อโยคีบุคคลยังละนิวรณ์ ๕  เหล่านี้ไม่ได้  ฌานก็เกิดขึ้นไม่ได้เป็นธรรมดาด้วยเหตุนั้น  นิวรณ์ ๕ เหล่านี้  จึงเรียกว่าเป็นองค์สำหรับละของฌานนั้น  ถึงแม้ว่า  ในขณะ





(หน้าที่ 245)




:ฌานเกิดนั้น  แม้อกุศลธรรมอย่างอื่น ๆ  อันฌานลาภีบุคคลย่อมละได้ด้วยก็จริง  แต่กระนั้นนิวรณ์ ๕  เหล่านี้เท่านั้นที่ทำอันตรายแก่ฌานโดยพิเศษ

:เป็นความจริง  จิตที่ถูก  กามฉันทนิวรณ์  รบเร้าไว้ในอารมณ์ต่าง ๆ แล้ว  ย่อมไม่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นเอกภาพคือมีอารมณ์อย่างเดียว  หรือจิตที่ถูกกามฉันทนิวรณ์ครอบงำแล้วนั้น  ย่อมไม่ดำเนินไปสู่ปฏิปทาเพื่อประหานเสียซึ่งกามธาตุ  (คือกามโลก)  และจิตที่ถูกพยาปาทนิวรณ์  กดดันไว้ในอารมณ์  ย่อมเป็นไปอย่างกระพร่องกระแพร่งไม่บริบูรณ์  จิตที่ถูก  ถีนมิทธนิวรณ์  ครอบงำแล้ว  ย่อมไม่ควรแก่ที่จะประกอบการภาวนา  จิตที่ถูก  อุจธัจจกุกกุจจนิวรณ์  ครอบงำแล้ว  ย่อมหมุนคว้างไปไม่สงบอยู่ได้เลย  จิตที่ถูก  วิจิกิจฉานิวรณ์   เข้าแทรกแซงแล้ว  ย่อมไม่หยั่งลงสู่ปฏิปทาอันจะให้สำเร็จการบรรลุถึงซึ่งฌานได้

:ด้วยประการฉะนี้  เฉพาะนิวรณ์ ๕ นี้  ท่านจึงเรียกว่า  เป็นองค์สำหรับละ  เพราะเป็นข้าศึกที่ทำอันตรายแก่ฌานโดยพิเศษ



องค์แห่งปฐมฌาน ๕

:แหละ  เพราะเหตุที่  วิตก  ย่อมยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์  วิจารณ์  ตามผูกพันจิตไว้ในอารมณ์  ปีติ  อันเป็นที่เกิดแห่งประโยคสมบัติของจิตซึ่งมีประโยคอันวิตกและวิจารให้ถึงพร้อมแล้วด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน  ย่อมทำให้จิตเอิบอิ่ม  สุข  ย่อมทำสัมปยุตธรรมให้เจริญและถัดมาเอกัคคตา  อันความยกขึ้น,  ความตามผูกพัน,  ความเอิบอิ่มและความเจริญเหล่านี้  อนุเคราะห์แล้วย่อมตั้งจิตนั้นพร้อมทั้งสัมปยุตธรรมที่เหลือไว้ในอารมณ์อันเป็นเอกภาพ  อย่างสม่ำเสมอ  โดยถูกต้อง

:ฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบถึงภาวะที่ปฐมฌานประกอบด้วยองค์ ๕  ด้วยอำนาจความบังเกิดขึ้นแห่งองค์ ๕  เหล่านี้  คือ

:๑.  วิตก        ธรรมชาติที่ยกจิตสู่อารมณ์

:๒.  วิจาร        ธรรมชาติที่พิจารณาอารมณ์

:๓.  ปีติ        ธรรมชาติที่ทำจิตใจให้เอิบอิ่ม


(หน้าที่ 246)



:๔.  สุข        ธรรมชาติที่ทำจิตให้ยินดี  และ

:๕.  จิตเตกัคคตา    ความมีอารมณ์อย่างเดียวของจิต

:ก็เมื่อองค์ ๕  เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมเป็นอันชื่อว่า  ฌานเกิดขึ้นแล้ว  ด้วยเหตุนั้น  องค์ ๕ เหล่านี้  จึงเรียกว่าองค์ที่ประกอบของฌานนั้น  นักศึกษาพึงยึดหลักไว้เถิดว่าขึ้นชื่อว่า  ฌาน  อื่นจากที่ประกอบด้วยองค์  ๕  เหล่านี้หามีไม่

:ก็แหละ  เหมือนอย่างชาวโลกเรียกขานกันว่า  เสนามีองค์ ๔  ดนตรีมีองค์ ๕  มรรคมีองค์ ๘  ทั้งนี้  ด้วยอำนาจสักว่าองค์เท่านั้น    ฉันใด  แม้ฌานนี้นักศึกษาก็พึงเข้าใจว่าที่ท่านเรียกว่า  มีองค์ ๕  หรือประกอบด้วยองค์ ๕  นั้น  ด้วยอำนาจสักว่าองค์เท่านั้นเช่นเดียวกัน



องค์ฌาน ๕  มีกำลังมากกว่าจิตปกติ

:แหละ  แม้ว่าองค์ฌานทั้ง ๕ เหล่านี้  จะได้มีในขณะอุปจารสมาธิเกิด  และในขณะอุปจารสมาธินั้นจะมีกำลังมากกว่าจิตปกติก็ตาม  ส่วนในปฐมฌานนี้  องค์ฌานทั้ง ๕  มีกำลังมากกว่าอุปจารสมาธิขึ้นไปอีก  เพราะบรรลุถึงลักษณะที่เป็นรูปาวจรกุศลจิตแล้ว

:จริงอยู่ในปฐมฌานนี้  วิตก  ย่อมเกิดยกจิตขึ้นไว้ในอารมณ์โดยอาการอันบริสุทธิ์ที่สุด  วิจาร  ย่อมเกิดขึ้นตามพิจารณาอารมณ์อย่างดีที่สุด  ปีติและสุข  ย่อมเกิดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงทรงเทศนาไว้ว่า  ณ  ที่ตรงไหนทั่วสรรพางค์กายของฌานลาภีบุคคลนั้น  ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่ความสงัดจะไม่ถูกต้องนั้นเป็นอันไม่มี  ฝ่าย  จิตเตกัคคตา  คือภาวะที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียวนั้น  ย่อมเกิดขึ้นถูกต้องทั่วอารมณ์ทั้งหลาย  มีอาการเหมือนฝาสมุกอันบนสวมลงตัวสมุกอันล่างโดยทั่วสิ้นฉะนั้น

:อรรถาธิบายนี้เป็นความต่างกันระหว่างปีติและสุขกับองค์ฌานอื่น ๆ  แม้นอกนี้



จิตเตกัคคตาเป็นองค์ฌานอันหนึ่ง

:ในบรรดาองค์ฌานทั้ง ๕  นั้น  ถึงแม้ว่าจิตเตกัคคตาจะมิได้ทรงแสดงไว้ในบาลีที่ว่า  สวิตกฺกํ  สวิจารํ  เป็นต้นนั้นก็ตาม  แม้กระนั้น  จิตเตกัคคตาก็จัดเข้าเป็นองค์ฌาน





(หน้าที่ 247)




:องค์หนึ่งเหมือนกัน  เพราะเหตุที่ทรงเทศนาไว้ในคัมภีร์ภวังค์ว่า  วิตก,  วิจาร,  ปีติ,  สุข,  และ  จิตเตกัคคตา  ชื่อว่า  ฌาน  ดังนี้  อธิบายว่า  การที่พระผู้มีพระภาคทรงเทศนาพระบาลีไว้โดยนัยมีอาทิว่า  สวิตกฺกํ  สวิจารํ  ด้วยข้อพระพุทธาธิบายอย่างใด  ก็เป็นอันว่าข้อพระพุทธาธิบายนั้น  พระองค์ทรงประกาศแสดงไขไว้แล้วว่า  จิตเตกัคคตา  นั้น  ท่านไม่ได้ทรงถือเอาในพระบาลีที่แสดงถึงฌานนั้น  ด้วยประการฉะนี้



อธิบายมีความงาม ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐

:ก็แหละ  ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวสังเขปไว้ว่า  มีความงาม  ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ  ๑๐  นั้น  มีอรรถาธิบายโดยพิศดารดังต่อไปนี้ –

:นักศึกษาพึงทราบความงาม ๓  อย่างของปฐมฌาน  ด้วยอำนาจความงามในเบื้องต้น ๑  ความงามในท่ามกลาง ๑  และความงามในที่สุด ๑  และพึงทราบความสมบูรณ์ด้วยลักษณะ  ๑๐  ประการของปฐมฌาน  ด้วยอำนาจลักษณะของความงามในเบื้องต้น  ความงามในท่ามกลาง  และความงามในที่สุดเหล่านั้นนั่นแล

:ในการแสดงถึงความงามและลักษณะแห่งความงามของปฐมฌานนั้น  มีคำบาลีรับรองไว้ดังนี้ –



ความงาม ๓  ประการ

:ความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทา  เป็นความงามในเบื้องต้นของปฐมฌาน  ความเจริญได้ที่แห่งอุเบกขา  เป็นความงามในท่ามกลางของปฐมฌาน  และความร่าเริงใจ  เป็นความงามที่สุดของปฐมฌาน



ลักษณะแห่งความงามเบื้องต้น  ๓  ประการ

:ถาม -  ข้อว่า  ความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทา  เป็นความงามเบื้องต้นของปฐมฌานนั้น  ความงามในเบื้องต้นของปฐมฌาน  มีลักษณะเท่าไร ?





(หน้าที่ 248)




:ตอบ -  ความงามในเบื้องต้นของปฐมฌาน  มีลักษณะ  ๓  ประการ  คือ  จิตย่อมบริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นข้าศึก ๑  เพราะเหตุที่จิตบริสุทธิ์  จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นกลาง ๑  เพราะเหตุที่จิตดำเนินไป  จิตจึงแล่นตรงไป  ในสมถนิมิตอันเป็นกลางนั้น ๑

:อาการที่จิตบริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นข้าศึก  อาการที่จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นกลางด้วยเหตุที่บริสุทธิ์  และอาการที่จิตแล่นตรงไปในสมถนิมิตอันเป็นกลาง  ด้วยเหตุที่ดำเนินไปแล้วเหล่านี้เป็นลักษณะ ๓  ประการ  แห่งความงามในเบื้องต้นของปฐมฌาน  ซึ่งมีความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทาเป็นความงามในเบื้องต้น  ด้วยเหตุนั้น  จึงเรียกว่า  ปฐมฌานมีความงามในเบื้องต้น  และสมบูรณ์ในลักษณะ ๓  ด้วยประการฉะนี้



ลักษณะแห่งความงามท่ามกลาง  ๓  ประการ

:ถาม -  ข้อว่า  ความเจริญได้ที่แห่งอุเบกขาเป็นความงามในท่ามกลางของปฐมฌานนั้น  ความงามในท่ามกลางของปฐมฌานมีลักษณะเท่าไร ?

:ตอบ -  ความงามในท่ามกลางของปฐมฌานมีลักษณะ ๓  ประการ  คือ โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตบริสุทธิ์แล้ว ๑  ย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ปรากฏเป็นเอกภาพ  แล้ว ๑

:อาการที่เพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่บริสุทธิ์แล้ว  อาการที่เพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถนิมิตแล้ว  และอาการที่เพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ปรากฏเป็นเอกภาพแล้วเหล่านี้เป็นลักษณะ  ๓  ประการ  แห่งความงามในท่ามกลางของปฐมฌาน  ซึ่งมีความเจริญได้ที่แห่งอุเบกขาเป็นความงามในท่ามกลาง  ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า  ปฐมฌานมีความงามในท่ามกลางและสมบูรณ์ด้วยลักษณะ  ๓  ด้วยประการฉะนี้





(หน้าที่ 249)




ลักษณะแห่งความงามในที่สุด ๔  ประการ

:ถาม -  ข้อว่า  ความร่าเริงใจ เป็นความงามในที่สุดของปฐมฌานนั้น  ความงามในที่สุดของปฐมฌาน  มีลักษณะเท่าไร ?

:ตอบ -  ความงามในที่สุดของปฐมฌานมีลักษณะ ๔  ประการ  คือ  ความร่าเริงใจเพราะผลที่ธรรมทั้งหลายซึ่งเกิดในฌานจิตนั้นไม่ล่วงล้ำก้ำเกินกัน ๑  ความร่าเริงใจเพราะผลที่อินทรีย์ทั้งหลายมีรสเป็นอันเดียวกัน ๑  ความร่าเริงใจเพราะผลที่ทำให้วีริยะอันสมควรแก่อินทรีย์ทั้งหลายบังเกิดขึ้น ๑ ความร่าเริงใจเพราะผลที่ได้อาเสวนปัจจัย ๑

:อาการเหล่านี้เป็นลักษณะ ๔  ประการแห่งความงามในที่สุดของปฐมฌาน ซึ่งมีความร่าเริงใจเป็นความงามในที่สุด  ด้วยเหตุนั้น  จึงเรียกว่า  ปฐมฌาน  มีความงามในที่สุดและสมบูรณ์ในลักษณะ ๔  ด้วยประการฉะนี้แล



มติวัดอภัยคีรีวิหาร

:ในความงาม ๓  อย่างนั้น  อุปจารสมาธิพร้อมทั้งธรรมเครื่องปรุงแต่ง  คือบริกรรมในอาวัชนะต่าง ๆ  ชื่อว่า  ปฏิปทาวิสุทธิ  ความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทา  อัปปนาสมาธิ  ชื่อว่า  ความเจริญได้ที่แห่งอุเบกขา  ปัจจเวกขณะ  คือการพิจารณาฌานที่ได้บรรลุแล้ว  ชื่อว่า  ความร่าเริงใจ  อธิบายนี้ท่านอาจารย์ทั้งหลายชาววัดอภัยคีรีวิหารพรรณาไว้



มติในปฏิสัมภิทามัคค์

:แต่เพราะเหตุที่ในบาลีแห่งปฏิสัมภิทามัคค์  ท่านแสดงไว้  จิตที่ถึงเอกภาพแล้ว  จึงจะเป็นอันแล่นไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทา,  จึงจะเป็นอันเจริญได้ที่แล้วด้วยอุเบกขา  และจึงจะเป็นอันร่าเริงแล้วด้วยญาณ  ดังนี้  ฉะนั้น  นักศึกษาพึงเข้าใจว่า ความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทาจะมีได้ก็ด้วยอำนาจที่มาถึงภายในอัปปนาสมาธิเท่านั้น  ความเจริญได้ที่แห่งอุเบกขาจะมีได้ด้วยการทำกิจของตัตรมัชฌัตตุเบกขา  และความร่าเริงใจจะมีได้ด้วย





(หน้าที่ 250)




:อำนาจความสำเร็จแห่งการทำกิจของญาณอันทำให้ผ่องใส  โดยยังภาวะที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงล้ำกันเป็นต้นให้สำเร็จ  (หมายความว่าอรรถาธิบายของพวกอาจารย์วัดอภัยคีรีวิหารผิดจากบาลีปฏิสัมภิทามัคค์) 

:ถาม -  ข้อนี้  มีอรรถาธิบายอย่างไร ?

:ตอบ -  มีอรรถาธิบายว่า  ในวาระที่อัปนาสมาธิเกิดขึ้น  จิตจึงจะบริสุทธิ์จากกลุ่มกิเลสคือนิวรณ์อันเป็นข้าศึกของฌานนั้น  เพราะจิตเป็นสภาพที่บริสุทธิ์แล้ว  จึงจะหลีกเว้นจากนิวรณ์เครื่องกั้น  ดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นกลาง  สมถนิมิตอันเป็นกลาง  นั้นได้แก่อัปนาสมาธิที่เป็นไปโดยสม่ำเสมอนั่นเอง



อธิบายความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทา

:ก็แหละ  จิตดวงก่อน  ซึ่งเป็นอนันตรปัจจัยแก่อัปนาจิตนั้นได้แก่  โคตรภูจิต  กำลังเข้าไปสู่ภาวะที่แท้  ชื่อว่า  ดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นกลาง  ด้วยนัยที่แปรไปแห่งสันตติเพียงอันเดียว  เพราะจิตดำเนินไปด้วยอาการอย่างนี้  ชื่อว่า  แล่นไปในสมถนิมิตนั้น  ด้วยการดำเนินไปสู่ภาวะที่แท้  นักศึกษาพึงเข้าใจถึงความบริสุทธิ์แห่งปฏิปทาอันให้สำเร็จอาการที่บริสุทธิ์จากอันตรายเป็นต้นซึ่งมีอยู่ในจิตดวงก่อนแห่งอัปนาจิต  ด้วยอำนาจที่มาถึงในอุปปาทขณะแห่งปฐมฌาน  ด้วยประการฉะนี้ก่อน



อธิบาย  ความเจริญได้ที่อุเบกขา

:แหละเมื่อจิตนั้นบริสุทธิ์แล้วอย่างนี้  โยคีบุคคลก็ไม่ทำความขวนขวายในอันที่จะทำจิตให้บริสุทธิ์อีก  เพราะไม่มีสิ่งที่จะต้องทำให้บริสุทธิ์  ชื่อว่า  ย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตอันบริสุทธิ์แล้ว  เมื่อจิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตด้วยการเข้าสู่ภาวะที่สงบ  โยคีบุคคลก็ไม่ทำการขวนขวายในอันที่จะทำให้จิตตั้งมั่นอีก  ชื่อว่า  ย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถนิมิตแล้ว  และเมื่อฌานจิตนั้น  ละความคลุกคลีด้วยกิเลสเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นเอกภาพ  โดยภาวะที่ดำเนิน


(หน้าที่ 251)



:ไปสู่สมถนิมิตแล้วนั่นแล  โยคีบุคคลก็ไม่ทำความขวนขวายในอันที่จะทำให้จิตปรากฏเป็นเอกภาพอีก  ชื่อว่า  ย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ปรากฏเป็นเอกภาพแล้ว

:นักศึกษาพึงเข้าใจความเจริญได้ที่ของอุเบกขา  ด้วยอำนาจการทำกิจของตัตรมัชฌัตตุเบกขา  ด้วยประการฉะนี้



อธิบายความร่าเริงใจ

:แหละอาการทั้งหลาย  คือ  เมื่อฌานจิตเจริญได้ที่แล้วด้วยอุเบกขาอย่างนี้  ธรรมที่เนื่องเป็นคู่กันคือสมาธิกับปัญญาซึ่งเกิดแล้วในฌานจิตนั้น  เป็นไปไม่ก้ำเกินซึ่งกันและกัน ๑  อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น  เป็นไปมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส  เพราะหลุดพ้นจากกิเลสนานาชนิด ๑  โยคีบุคคลนั้นทำวีริยะอันควรแก่ธรรมเหล่านั้นคือสมควรแก่ภาวะที่ธรรมเหล่านั้นไม่ก้ำเกินกันและมีรสเป็นอันเดียวกันให้เป็นไปอยู่ ๑  การเสพอารมณ์ของฌานจิตนั้นเป็นไปในขณะนั้น  (ภังคขณะ) ๑  โดยเหตุที่อาการทั้งหมดนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เพราะโยคีบุคคลเห็นโทษและอานิสงส์นั้น ๆ  ในความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วของภาวนาด้วยญาณ  จึงได้ร่าเริงใจแล้ว  ทำให้จิตบริสุทธิ์ผ่องใสแล้ว  ด้วยประการนั้น ๆ ฉะนั้น  ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า  นักศึกษาพึงเข้าใจว่า………ความร่าเริงใจจะมีได้ก็ด้วยอำนาจความสำเร็จแห่งการทำกิจของญาณให้ผ่องใส  โดยยังภาวะที่ธรรมทั้งหลายไม่ก้ำเกินกันเป็นต้นให้สำเร็จ



ญาณปรากฏชัดด้วยอุเบกขา

:เพราะในภาวนาจิตนั้น  ญาณย่อมปรากฏด้วยอำนาจอุเบกขาเหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า  โยคีบุคคลย่อมเพ่งดูเฉยซึ่งจิตที่ตนประคองไว้อย่างนั้นเป็นอย่างดี  ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง  ด้วยอำนาจอุเบกขา  ด้วยอำนาจปัญญา  จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสอันมีสภาวะต่าง ๆ  ด้วยอำนาจอุเบกขา  ปัญญินทรีย์ย่อมมีประมาณยิ่ง





(หน้าที่ 252)




:ด้วยอำนาจความหลุดพ้น  คือ  ศรัทธากับปัญญาและวีริยะกับสมาธิ  ย่อมมีรสเป็นอันเดียวกัน  คือ  ทำกิจเท่านั้น  เพราะผลที่มีรสเป็นอันเดียวกัน  จึงชื่อว่า  ภาวนา

:ฉะนั้น  ความร่าเริงใจอันเป็นกิจแห่งญาณ  ท่านจึงกล่าวว่า  เป็นความงามในที่สุดฉะนี้



อธิบายปฐมฌานปถวีกสิณ

:บัดนี้  จะอรรถาธิบายในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้  ปฐมฌานปถวีกสิณ…..ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ต่อไป

:ที่ชื่อว่า  ปฐม   ซึ่งแปลว่า  ที่หนึ่ง  เพราะเป็นลำดับแห่งการคำนวณ  ที่ชื่อว่า  ปฐม  เพราะว่า  เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก  ดังนี้ก็ได้

:ที่ชื่อว่า  ฌาน  เพราะเพ่งอารมณ์  อีกอย่างหนึ่ง  ที่ชื่อว่า  ฌาน  เพราะเผาธรรมอันเป็นข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น

:แหละมณฑลแห่งดินคือวงกลมแห่งดิน  เรียกว่า  ปถวีกสิณ  ด้วยความหมายว่า  ดินทั้งสิ้น  นิมิต   ที่ได้เพราะอาศัยปถวีกสิณนั้นก็ชื่อว่า  ปถวีกสิณ  ฌานที่ได้นิมิตปถวีกสิณก็เรียกว่า  ปถวีกสิณ  ใน ๒  อย่างนั้น  นักศึกษาพึงทราบว่า  ฌานปถวีกสิณ  ประสงค์เอาในอรรถาธิบายนี้  (มิใช่นิมิตปถวีกสิณ)  ข้าพเจ้าหมายเอาปถวีกสิณนั้น  จึงได้กล่าวไว้ว่า  ปฐมฌานปถวีกสิณ….ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ด้วยประการฉะนี้



ต้องจำอาการที่บรรลุฌาณไว้ให้แม่นยำ

:ก็แหละ  เมื่อได้บรรลุปฐมฌานอย่างนี้แล้ว  อันโยคีบุคคลนั้นพึงกำหนดสังเกตอาการทั้งหลายขณะที่ได้บรรลุไว้ให้แม่นยำ  เหมือนนายขมังธนูผู้ยิงขนทราย  และเหมือนดังพ่อครัว  



เปรียบเหมือนนายขมังธนูยิงขนทราย

:อธิบายว่า  เหมือนนายขมังธนูผู้ชาญฉลาด ประกอบกรรมในการยิงขนทราย  เมื่อยิงถูกขนทรายในวาระใด  เขาจะพึงกำหนดสังเกตุอาการที่ยันเท้า  อาการแห่งคันธนู  อาการ





(หน้าที่ 253)




:แห่งสายธนู  และอาการแห่งลูกธนู  ในวาระนั้นไว้อย่างแม่นยำว่า  เรายืนท่านี้  จับคันธนูท่านี้  ขึ้นสายธนูอย่างนี้  แล้วจึงยิงขนทราย  จำเดิมแต่นั้น  เขายังอาการเหล่านั้นให้ถึงพร้อมอยู่ด้วยประการนั้นนั่นแหละ  ย่อมยิงถูกขนทรายอย่างไม่ผิดพลาดเลยฉันใด  แม้อันโยคีบุคคลนี้  ก็ฉันเดียวกันนั่นแล  คือเธอพึงกำหนดสังเกตกิริยาอาการทั้งหลายมีอาการเป็นอันที่สบายเป็นต้นเหล่านี้ว่า  เราบริโภคอาหารชนิดนี้  คบหาสมาคมบุคคลเห็นปานนี้  จึงได้บรรลุปฐมฌานนี้  ในเสนาสนะชนิดนี้  ด้วยอิริยาบทอย่างนี้  ในเวลาเช่นนี้

:ครั้นสังเกตจดจำอาการไว้ได้อย่างนี้แล้ว  แม้เมื่อสมาธิขั้นอ่อน ๆ  นั้นเสื่อมหายไป  โยคีบุคคลนั้น  จักสามารถเพื่อที่จะทำอาการเหล่านั้นให้ถึงพร้อมแล้ว  ทำสมาธินั้นให้กลับเกิดขึ้นอีกได้  หรือจักสามารถเพื่อที่จะทำสมาธิที่ยังไม่คล่องแคล่วให้คล่องแคล่วกลับเป็นอัปนาสมาธิบ่อย ๆ โดยไม่ลำบากเลย



เปรียบเหมือนพ่อครัว

:อีกประการหนึ่ง  เปรียบเหมือนพ่อครัวทำการเลี้ยงอาหารเจ้านาย  คอยสังเกตอาการนั้น ๆ ที่เจ้านายชอบบริโภคไว้เป็นอย่างดี  แต่นั้น  ก็พยายามเตรียมจัดเฉพาะแต่สิ่งที่เจ้านายชอบใจเท่านั้นเข้าไปให้  เขาย่อมจะเป็นผู้มีส่วนได้รับรางวัล  ฉันใด  แม้โยคีบุคคลนี้ก็ฉันเดียวกันนั่นเทียว  คอยกำหนดจับเอาอาการทั้งหลายมีอาการอันเป็นที่สบายเป็นต้นในขณะที่บรรลุปฐมฌาน  แล้วยังอาการเหล่านั้นให้ถึงพร้อมอยู่เสมอ  ไม่ให้เลอะเลือน  เมื่อสมาธินั้นเสื่อมหายไป  ก็ย่อมจะได้อัปปนาสมาธิกลับคืนมาเสมอ ๆ

:เพราะฉะนั้น  อันโยคีบุคคลนั้น  จึงจำต้องคอยสังเกตจดจำอาการทั้งหลาย  ในขณะที่ได้บรรลุปฐมฌานไว้  เหมือนดังนายขมังธนูผู้ยิงขนทรายและเหมือนดังพ่อครัว  ข้อนี้สมจริงดังพุทธวจนะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรค  ซึ่งมีความว่า –



พระบาลีรับสมอ้างข้ออุปมา

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหมือนอย่างว่า  พ่อครัวผู้ชำนาญในการทำครัว  มีปรีชาญาณชาญฉลาด  ทำการต้อนรับพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยอาหารทั้งหลายนานาชนิด  คืออาหารที่มีรสเปรี้ยวบ้าง  มีรสขมบ้าง





(หน้าที่ 254)




:มีรสเผ็ดบ้าง  มีรสหวานบ้าง  มีรสกร่อยบ้าง  มีรสเค็มบ้าง  มีรสจืดบ้าง

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พ่อครัวผู้ชำนาญในการทำครัว  มีปรีชาญาณอันชาญฉลาดนั้นแล  เขาย่อมคอยจับดูอาการของเจ้านายของตนว่า  วันนี้เจ้านายของเราชอบอาหารชนิดนี้  หรือเจ้านายของเราเอื้อมมือเอาอาหารอย่างนี้  หรือเจ้านายของเราหยิบเอาอาหารชนิดนี้มาก  หรือเจ้านายของเราพูดชมคุณอาหารอย่างนี้  หรือว่าวันนี้เจ้านายของเราชอบอาหารมีรสเปรี้ยว  หรือเอื้อมมือเอาแต่อาหารรสเปรี้ยวเป็นส่วนมาก  หรือพูดชมคุณอาหารที่มีรสเปรี้ยว ….หรือว่า….พูดชมคุณอาหารที่มีรสจืด

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พ่อครัวผู้ชำนาญในการทำครัวมีปรีชาญาณชาญฉลาดนั้นแล  เขาย่อมจะได้เครื่องนุ่งห่มด้วย  ได้เครื่องบำเหน็จรางวัลด้วย  ได้เครื่องบรรณาการด้วย  ข้อนั้น  เพราะมีอะไรเป็นเหตุ ?

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะว่า  พ่อครัวผู้ชำนาญในการทำครัว  มีปรีชาญาณชาญฉลาดนั้น  เขาคอยจับตาดูเจ้านายของเขาด้วยประการดังกล่าวแล้ว  ฉันใด

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ชำนาญมีปรีชาญาณชาญฉลาดบางรูปในศาสนานี้  ก็ฉันเดียวกันนั่นแล  คือย่อมพิจารณาเห็นกายที่กายอยู่  พิจารณาเห็นเวทนาที่เวทนาอยู่  พิจารณาเห็นจิตที่จิตอยู่  พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่  เป็นผ้มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  นำอภิชฌา  ความดีใจ  และโทมนัสความเสียใจในโลกออกเสียได้  เมื่อเธอพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่  จิตย่อมเป็นสมาธิ  อุปกิเลสทั้งหลายย่อมหายไป  เขาย่อมจ้องจับเอานิมิตนั้นได้

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ชำนาญ  มีปรีชาญาณชาญฉลาดนั้นแล  ย่อมได้การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน  ย่อมได้สติและสัมปชัญญะ  ข้อนั้นเพราะมีอะไรเป็นเหตุเล่า ?





(หน้าที่ 255)




:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะภิกษุผู้ชำนาญมีปรีชาญาณชาญฉลาดนั้น  คอยจ้องจับเอานิมิตแห่งจิตของตนได้เป็นเหตุโดยแท้



พึงรักษาฌานให้ดำรงอยู่ได้นาน ๆ

:แหละเมื่อโยคีบุคคล  ทำอาการทั้งหลายให้ถึงพร้อมอยู่ด้วยการคอยจ้องจับเอานิมิตนั้น  อัปปนาสมาธิเพียงสำเร็จคืนมาได้อีกเท่านั้น  หาได้สำเร็จเป็นการให้ดำรงอยู่ได้นาน ๆ ไม่  ส่วนที่จะให้อัปปนาสมาธิดำรงอยู่ได้นาน ๆ นั้น  ย่อมสำเร็จได้ด้วยการชำระล้างธรรมทั้งหลายที่เป็นข้าศึกแก่สมาธิให้สะอาดด้วยดี



เหตุที่อยู่ในสมาบัติไม่ได้นาน

:จริงอยู่  ภิกษุใดไม่ได้ข่มกามฉันทนิวรณ์ไว้เป็นอย่างดีด้วยอุบายวิธีมีการพิจารณาเห็นโทษของกามเป็นต้น  ไม่ได้ทำความกระวนกระวายทางกายให้สงบลงด้วยดี  ด้วยอำนาจทำกายให้สงบ  ไม่ได้บรรเทาถีนมิทธนิวรณ์ด้วยดี  ด้วยอำนาจมนสิการถึงอารัมภธาตุ  คือการปรารถความเพียรเป็นต้น  ไม่ได้ถอดถอนออกด้วยดีซึ่งอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์  ด้วยอำนาจมนสิการถึงสมถนิมิตเป็นต้น  แม้ธรรมทั้งหลายอันเป็นข้าศึกแก่สมาธิอย่างอื่น ๆ  ก็ไม่ได้ชำระล้างให้สะอาดด้วยดีแล้วเข้าสู่ฌานสมาบัติ ภิกษุนั้นย่อมจะออกจากฌานสมาบัติเสียโดยเร็วพลันนั่นเทียว  เหมือนแมลงภู่ที่เข้าไปยังโพรงที่อยู่อาศัย ซึ่งมิได้ชำระให้สะอาด  และเหมือนพระราชาที่เสด็จเข้าไปสู่พระราชอุทยานที่สกปรก  ย่อมไม่สามารถทรงทนอยู่ได้นาน



เหตุที่ให้อยู่ในสมาบัติได้นาน

:ส่วนภิกษุใด  ชำระธรรมทั้งหลายอันเป็นข้าศึกแก่สมาธิให้สะอาดด้วยดีเสียก่อนแล้วจึงสู่ฌานสมาบัติ  ภิกษุนั้นย่อมจะอยู่ได้ภายในแห่งสมาบัตินั่นแล  แม้ตลอดกาลอันเป็นส่วนแห่งวันทั้งสิ้นทีเดียว  เหมือนแมลงภู่ที่เข้าไปยังโพรงที่อยู่อาศัยซึ่งได้ชำระให้สะอาดแล้วเป็นอย่างดี  และเหมือนพระราชาเสด็จเข้าไปสู่พระราชอุทยานที่สะอาดเป็นอย่างดี  ฉะนั้น

:ด้วยเหตุนั้น  ท่านโบราณาจารย์จึงได้ประพันธ์สุภาษิตไว้  ซึ่งมีความว่า-


(หน้าที่ 256)



:โยคีบุคคล  พึงกำจัดปัดเป่าเสียซึ่งความพอใจในกามทั้งหลาย ๑  ความเคียดแค้น ๑  ความฟุ้งซ่าน ๑  ความเซื่องซึม ๑  และความสงสัยเป็นที่ ๕  แล้วพึงมีใจปราโมชซึ่งเกิดแต่ความสงัด  จากนิวรณ์กิเลสอภิรมย์ชมชื่นอยู่ในฌานนั้น  เหมือนพระราชาที่เสด็จเข้าไปสู่พระราชอุทยานที่สะอาดตลอดสุดบริเวณ  ย่อมทรงอภิรมย์ชมชื่นอยู่ในพระราชอุทยานนั้น  ฉะนั้น

:เพราะเหตุฉะนั้น  อันโยคีบุคคลผู้ใคร่จะให้ฌานนั้นดำรงอยู่ได้นาน ๆ  ก็จงชำระธรรมทั้งหลายอันเป็นข้าศึกแก่สมาธิมีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้นให้สะอาด  แล้วจึงเข้าสู่ฌานสมาบัตินั้นเถิด


การขยายปฏิภาคนิมิต

:อีกประการหนึ่ง  โยคีบุคคลผู้ฌานลาภีนั้น  พึงขยายปฏิภาคนิมิตตามที่ได้มาแล้วทั้งนี้  เพื่อความเจริญไพบูลย์แห่งสมาธิภาวนา  ภูมิที่จะขยายปฏิภาคนิมิตนั้นมี ๒ ภูมิ  ได้แก่  อุปจารภูมิ  หรือ  อัปปนาภูมิ  กล่าวคือ  โยคีบุคคลบรรลุถึงอุปจารภูมิแล้วขยายปฏิภาคนิมิตนั้นก็ได้  บรรลุถึงอัปปนาภูมิแล้วขยายปฏิภาคนิมิตนั้นก็ได้  แต่ที่จริงแล้ว  จะพึงขยายได้ในฐานะอันเดียว  ด้วยเหตุนั้น  ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า  พึงขยายปฏิภาคนิมิตตามที่ได้มาแล้ว  ฉะนี้


วิธีขยายปฏิภาคนิมิต

:แนวทางแห่งการขยายปฏิภาคนิมิตนั้น  ดังต่อไปนี้-  อันโยคีบุคคลอย่าได้ขยายปฏิภาคนิมิตนั้น  ด้วยวิธีที่ขยายของบาตร  วิธีขยายของขนม  วิธีขยายของข้าวสุก  วิธีขยายของเถาวัลย์  และวิธีขยายของผ้า  พึงกะกำหนดประมาณแห่งนิมิตตามที่ได้มานั้นด้วยใจไว้ก่อนว่า  ประมาณ ๑ นิ้ว  ๒ นิ้ว  ๓ นิ้ว  ๔ นิ้ว  โดยลำดับ  แล้วจึงขยายไปเท่าที่กะกำหนดไว้  เหมือนอย่างชาวนากะกำหนดสถานที่ซึ่งจะไถด้วยไถไว้ก่อน  แล้วจึงไถเนื้อที่ภายในที่กำหนดไว้  แหละอีกประการหนึ่ง  เหมือนภิกษุสงฆ์จะผูกสีมา  กำหนดนิมิตทั้งหลายไว้ก่อนแล้วจึง





(หน้าที่ 257)




:ผูกภายหลังฉะนั้น  เมื่อไม่ได้กะกำหนดเสียก่อนแล้วอย่าเพิ่งขยาย  ครั้นกะกำหนดขยายไปได้ขนาด ๔ นิ้วแล้ว  แต่นั้นพึงขยายออกไปด้วยกำหนดเอาชั่วคืบหนึ่ง  ศอกหนึ่ง  ชั่วหน้ามุขหนึ่ง  บริเวณหนึ่ง  ชั่ววัดหนึ่ง  หรือชั่วเขตหมู่บ้านหนึ่ง  ชั่วตำบลหนึ่ง  ชั่วอำเภอหนึ่ง  ชั่วจังหวัดหนึ่ง  ชั่วประเทศหนึ่ง  และชั่วมหาสมุทรหนึ่ง  หรือพึงกำหนดขยายเขตออกไปชั่วจักรวาลหนึ่ง  หรือแม้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็ได้


เปรียบเหมือนลูกนกหงส์

:เหมือนอย่างลูกนกหงส์ประเภทที่มีกำลังเร็ว  นับแต่เวลาที่ขนปีกทั้งหลายงอกขึ้นเต็มที่แล้ว  มันฝึกบินโฉบขึ้นไปคราวละเล็กละน้อยก่อน  ครั้นฝึกให้ชำนิชำนาญแล้วย่อมบินไปถึงที่ใกล้โลกพระจันทร์โลกพระอาทิตย์ก็ได้ตามลำดับ  ฉันใด  ภิกษุผู้ฌานลาภีก็ฉันเดียวกันนั่นเทียว  คือ  เมื่อกำหนดขยายนิมิตออกไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว  ย่อมขยายออกไปจนถึงจักรวาลหนึ่งเป็นกำหนด  หรือแม้ขยายให้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้  ปฏิภาคนิมิตนั้นย่อมจะปรากฏแก่เธอในที่จะขยายไปแล้วขยายไปแล้วนั้นๆ  เหมือนดั่งโคตัวผู้ที่ถูกเกี่ยวไว้ด้วยขอตั้งร้อยอัน  ณ  ตรงที่ดอนที่ลุ่มแห่งแผ่นดิน  ตรงที่คดโค้งแห่งแม่น้ำ  และตรงที่ลดหลั่นแห่งภูเขา


ต้องทำให้ชำนาญด้วยวสี ๕

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้แรกทำกัมมัฏฐาน  ซึ่งได้บรรลุปฐมฌานในเพราะปฏิภาคนิมิตนั้น  ต้องฝึกการเข้าฌานมาก ๆ  แต่อย่าพิจารณาองค์ฌานให้มาก  เพราะเมื่อพิจารณามากองค์ฌานทั้งหลายก็จะปรากฏเป็นสภาวะที่หยาบมีกำลังน้อย  และเพราะเหตุที่ปรากฏด้วยอาการอย่างนั้น  องค์ฌานเหล่านั้นก็จะถึงซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ความขวนขวายเพื่อภาวนาเบื้องสูงขึ้นไปเสีย  เมื่อเธอสาละวนขวนขวายอยู่ในฌานที่ยังไม่คล่องแคล่ว  เธอก็จะเสื่อมจากปฐมฌานที่ได้บรรลุแล้วด้วย  จะไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุซึ่งทุติยฌานด้วย


พระบาลีรับสมอ้าง

:เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงทรงเทศนาไว้ว่า –





(หน้าที่ 258)




เปรียบเหมือนแม่โคโง่ไม่ชำนาญภูเขา

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหมือนอย่างแม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขา  ตัวที่โง่ไม่ชำนาญไม่รู้เขตที่หากิน  ไม่ฉลาดเพื่อท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่เรียบราบ  แม่โคนั้นจะพึงคิดอย่างนี้ว่า  ทำอย่างไรหนอเราจะพึงไปทิศที่ยังไม่เคยไป  ครั้นแล้วมันยังไม่ทันได้เหยียบเท้าหน้าไว้ให้ได้ที่ดีเสียก่อนแล้วยกเท้าหลังขึ้น  มันก็จะไม่พึงไปถึงทิศที่ไม่เคยไป  ไม่พึงได้กัดกินหญ้าที่ตนยังไม่เคยกัดกิน  และยังไม่พึงได้ดื่มน้ำที่ตนยังไม่เคยดื่ม  มิหนำซ้ำมันยังจะไม่พึงกลับคืนมาโดยสวัสดียังสถานที่เดิมที่มันยืนคิดอยู่ว่า  ทำอย่างไรหนอ  เราจะพึงไปถึงทิศที่ยังไม่เคยไป  จะพึงได้กัดกินหญ้าที่ยังไม่เคยกัดกิน  จะพึงได้ดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม  ฉะนี้ด้วย  ข้อนั้นเพราะมีอะไรเป็นเหตุเล่า ?

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุว่า  แม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขานั้น  มันโง่  มันไม่ชำนาญ  มันไม่รู้จักเขตที่หากิน  มันไม่ฉลาดเพื่อที่จะท่องเที่ยวไปตามภูเขานั้นอันไม่เรียบราบโดยแท้  ฉันใด

:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ก็ฉันเดียวกันนั่นเทียว  คือเป็นคนโง่เพราะไม่ได้ส้องเสพสมถนิมิต  เป็นคนไม่ชำนาญ  เพราะไม่ทำสมาธิให้เจริญขึ้น  เป็นคนไม่รู้จักขอบเขต  เพราะไม่หมั่นทำให้มาก  และเป็นคนไม่ฉลาดเพื่อที่จะบรรลุซึ่งปฐมฌาน  อันมีวิตก  มีวิจาร  มีปีติ  และสุขอันเกิดแต่ความสงัดอยู่  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดแล้วแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

:ภิกษุนั้น  ไม่ได้ส้องเสพนิมิตนั้น  ไม่ทำนิมิตนั้นให้เจริญขึ้น  ไม่ทำให้มาก ๆ  เข้า  ไม่ทำให้ตั้งอยู่ด้วยดี  ถึงเธอจะมีความคิดอย่างนี้ว่า  ทำอย่างไรหนอ  เราจะพึงบรรลุถึงซึ่ง  ทุติยฌาน  อันเป็นภายใน  ประกอบด้วยความเลื่อมใสแห่งใจ  มีภาวะที่ให้ธรรมอันประเสริฐเกิดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  เพราะวิตกวิจารสงบไปแล้ว  มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ เธอก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุถึงซึ่งทุติยฌาน……นั้นได้  ถึงเธอจะมีความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า  ทำอย่างไรหนอ  เราจะพึงบรรลุถึงซึ่งปฐมฌาน   อันมีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่ความสงัด  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เธอก็ไม่สามารถเพื่อที่จะบรรลุถึงซึ่งปฐมฌาน ….นั้นได้





(หน้าที่ 259)




:ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนี้เราเรากล่าวว่าเป็นผู้พลัดตกเสียแล้วจากฌานทั้ง ๒  เป็นผู้เสื่อมสูญแล้วจากฌานทั้ง ๒  เปรียบเหมือนแม่โคที่ชอบเที่ยวไปตามภูเขา  ซึ่งเป็นสัตว์โง่ไม่ชำนาญ  ไม่รู้จักขอบเขตที่หากิน  ไม่ฉลาดเพื่อที่ท่องเที่ยวไปตามภูเขาอันไม่ราบเรียบนั้น

:เพราะเหตุฉะนี้  อันโยคีบุคคลนั้นจำต้องเป็นผู้สั่งสมวสีคือความสามารถด้วยอาการ ๕  อย่าง  ในปฐมฌานนั้นนั่นเทียวเสียก่อน


วสี ๕  อย่าง

:ในการสั่งสมวสีนั้น  วสีมี ๕  อย่างดังนั้นคือ –

:๑.  อาวัชชนวสี        ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌานด้วยมโนทวาราวัชชนจิต

:๒.  สมาปัชชนวสี    ความสามารถในการเข้าฌาน

:๓.  อธิฏฺฐานวสี        ความสามารถในการให้ฌานดำรงอยู่ตามกำหนด

:๔.  วุฏฺฐานวสี        ความสาใมารถในการออกจากฌานตามกำหนด  และ

:๕.  ปัจจเวกขณวสี    ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌานด้วยชวนจิต

:ฌานลาภีบุคคล  ย่อมสามารถพิจารณาปฐมฌาน  ตามที่ตนปรารถนาตลอดเวลาที่ต้องการ  และในการพิจารณานั้นไม่มีความชักช้าเฉื่อยชา  ดังนั้นจึงเรียกว่า  อาวัชชนวสี  ความสามารถในการพิจารณาองค์ฌาน  ฌานลาภีบุคคลย่อมสามารถเข้าปฐมฌานได้ตามที่ตนปรารถนาทุกครั้งตลอดเวลาที่ต้องการ  และในการเข้านั้น  ก็ไม่มีความชักช้า  เฉื่อยชา  ดังนั้นจึงชื่อว่า  สมาปัชชนวสี  ความสามารถในการเข้าฌาน  แม้วสี ๓  ที่เหลือ  นักศึกษาก็พึงขยายความให้พิสดารโดยทำนองเดียวกันนี้


อรรถาธิบายวสี ๕  อย่าง

:ก็แหละ  ในวสี ๕  อย่างนั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –


๑.  อธิบาย อาวัชชนวสี

:ขณะเมื่อฌานลาภีบุคคลออกจากปฐมฌานแล้ว  พิจารณาถึงองค์ฌานที่ ๑  คือ  วิตกอยู่นั้น  ชวนจิตทั้งหลายซึ่งมีวิตกเป็นอารมณ์นั่นแลย่อมแล่นไป  บางบุคคลก็ ๔ ขณะ





(หน้าที่ 260)




:บางบุคคลก็ ๕  ขณะ  ต่อจากมโนทวาราวัชชนจิตที่ตัดภวังค์เกิดขึ้นนั้น  ถัดนั้นภวังคจิตก็เกิดขึ้น ๒  ขณะ  ต่อจากภวังจิตนั้น  มโนทวาวัชชนจิตมีวิจารเป็นอารมณ์  ก็เกิดขึ้นต่อไปอีก  ชวนจิตทั้งหลายซึ่งมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล  ก็เกิดขึ้นต่อจากมโนทวาราวัชชนะนั้น  กาลใด  ที่ฌานลาภีบุคคลสามารถส่งจิตไปพิจารณาในองค์ฌานทั้ง ๕  ติดต่อกันดังกล่าวมานี้  กาลนั้น  ชื่อว่า  อาวัชชนวสี  ย่อมสำเร็จแก่เธอ  แหละอาวัชชนวสีที่กล่าวมานี้  ที่จัดเป็นวสีชั้นสูงถึงขั้นสุดยอด  ย่อมมีได้แต่ในขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระยมกปาฏิหาริย์  หรือในขณะเป็นที่บังเกิดขึ้นแห่งอาวัชชนวสีอย่างฉับพลันของท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะเป็นต้น  นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว  อาวัชชนวสีที่รวดเร็วฉับพลันเช่นนี้หามีไม่


๒.  อธิบาย  สมาปัชชนวสี

:แหละความสามารถในการเข้าฌานได้อย่างฉับพลัน  เหมือนในการที่ท่านมหาโมคคัลลานะทรมานพญานันโทปนันทนาคราช  ชื่อว่า  สมาปัชชนวสี


๓.  อธิบายอธิฏฐานวสี

:ความสามารถเพื่อที่จะทำให้ฌานดำรงอยู่ได้  ชั่วขณะประมาณลัดนิ้วมือหนึ่ง  หรือชั่วขณะประมาณ  ๑๐  ลัดนิ้วมือก็ดี  ชื่อว่า  อธิฏฐานวสี


๔.  อธิบาย  วุฏฐานวสี

:ความสามารถเพื่อที่จะออกจากฌานได้อย่างฉับพลัน  ชั่วขณะประมาณลัดนิ้วมือหนึ่ง  หรือชั่วขณะประมาณ ๑๐  ลัดนิ้วมือก็ดี  ชื่อว่า  วุฏฐานวสี

:การข่มภวังคจิตไว้ไม่ให้เกิดขึ้น  เพื่อให้ฌานดำรงเป็นไปตามเวลาที่ต้องการเหมือนสะพานกั้นกระแสน้ำไม่ให้ไหลไปเร็ว  ชื่อว่า  อธิฏฐาน  เมื่อภวังคจิตเกิดขึ้นแล้ว  ก็ชื่อว่า  วุฏฐาน  คือการออกจากฌาน  ความสามารถในอันให้ฌานดำรงอยู่ได้  คือไม่ให้ภวังคจิตเกิดด้วยอำนาจแห่งการบริกรรมเบื้องต้นว่า  จักให้ฌานดำรงอยู่ชั่วขณะประมาณเท่านั้นเท่านี้  ชื่อว่า  อธิฏฐานวสี  ฉันใด  ความสามารถในการออกจากฌานด้วยอำนาจบริกรรม


(หน้าที่ 261)



:เบื้องต้นว่า  เราอยู่ในฌานจักออกจากฌานชั่วขณะประมาณเท่านั้น  นักศึกษาพึงทราบว่าเป็น  วุฏฐานวสี  ฉันนั้น

:เพื่อที่จะแสดงวสีทั้ง ๒  คืออธิฏฐานวสีกับวุฏฐานวสีให้แจ่มแจ้ง  ควรนำเรื่องพระพุทธรักขิตเถระมาเล่าประกอบด้วย  ดังต่อไปนี้ –



เรื่องพระพุทธรักขิตเถระ

:ได้ยินมาว่า  ท่านพุทธรักขิตเถระนั้น  จำเดิมแต่อุปสมบทมาได้ ๘  พรรษาขณะที่ท่านนั่งอยู่  ณ  ท่ามกลางพระเถระผู้ทรงฤทธิ์ทั้งหลายประมาณ ๓๐  พันองค์  ซึ่งพากันมายังที่เยี่ยมไข้ของพระมหาโรหณคุตตเถระที่เถรัมพัตถลวิหาร  ท่านได้เหลียวเห็นพระญาครุฑกำลังโฉบลงมาจากอากาศ  ด้วยหมายว่าจักเฉี่ยวเอาพญานาคผู้อุปัฏฐาก  ซึ่งกำลังถวายข้าวต้มแก่พระเถรอยู่  ท่านจึงนิรมิตภูเขาขึ้นในทันใดนั้น  แล้วฉวยเอาพญานาคมาไว้ในระหว่างแขนแล้วไส่เข้าไปในหลืบภูเขาที่ท่านนิรมิตขึ้นนั้น  ฝ่ายพญาครุฑกระทบเข้ากับภูเขาเข้าปังใหญ่แล้วก็บินหนีไป  พระมหาโรหณคุตตเถระจึงได้พูดสรรเสริญว่า  “อาวุโสทั้งหลาย  ถ้ามิได้มีพระภิกษุพุทธรักขิตะแล้ว  เราทั้งหมดจะถูกครหาว่า  'ผู้มีฤทธิ์มากมายถึงเพียงนี้  ไม่สามารถรักษาอุปัฏฐากเพียงคนเดียวให้รอดพ้นจากครุฑได้'  ฉะนี้”



๕.  อธิบาย  ปัจจเวกขณวสี

:ส่วนปัจจเวกขณวสีนั้น  เป็นอันข้าพเจ้าได้แสดงไว้แล้วในอาวัชชนวสีนั้นแล้วเพราะปัจจเวกขณชวนะ ๔ หรือ ๕  ขณะนั้น  ย่อมเกิดขึ้นติดต่อมโนทวาราวัชชนะในวิถีจิตเดียวกันนั้น  กล่าวคือ  ชวนจิต ๔  หรือ ๕  ขณะเหล่าใดซึ่งเกิดขึ้นต่อจากมโนทวาราวัชชนจิตที่ทำหน้าที่พิจารณาองค์ฌานมีวิตกเป็นต้นไปตามลำดับโดยความเป็นอาวัชชนวสี  ชวนจิตเหล่านั้น  ก็ทำหน้าที่พิจารณาองค์ฌานเหล่านั้น  โดยความเป็น  ปัจจเวกขณวสี  ด้วย  นักศึกษาพึงทราบว่าความสำเร็จเป็นอาวัชชนวสีด้วยอารมณ์ใด  ความสำเร็จเป็นปัจจเวกขณวสีก็ด้วยอารมณ์นั้น  ด้วยประการฉะนี้





(หน้าที่ 262)




อธิบาย  การบรรลุทุติยฌาน

:ก็แหละ  โยคีบุคคลผู้มีวสีอันได้สั่งสมดีแล้วในวสี ๕ ประการเหล่านี้  ออกจากปฐมฌานที่ทำให้คล่องแคล่วดีแล้ว  แต่นั้นพิจารณาเห็นโทษในปฐมฌานนั้นว่า  สมาบัตินี้ยังใกล้ต่อนิวรณ์อันเป็นข้าศึก  เพราะเพิ่งละนิวรณ์ได้เป็นครั้งแรก  และว่า  สมาบัตินี้มีองค์อันทุรพลเพราะวิตกและวิจารเป็นสภาพที่หยาบ  ฉะนี้แล้วพึงมนสิการถึง  ทุติยฌาน  โดยเป็นสภาพที่ละเอียด  คลายความยินดีในปฐมฌานแล้วพึงลงมือทำความเพียรเพื่อบรรลุซึ่งทุติยฌานต่อไป

:แหละการใด  เมื่อโยคีบุคคลนั้นออกจากปฐมฌาน  มีสติสัมปชัญญะพิจารณาถึงองค์ฌานอยู่นั้น  วิตกและวิจารย่อมจะปรากฏโดยเป็นสภาพที่หยาบ  ปีติ,  สุข  และเอกัคคตาย่อมจะปรากฏโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  กาลนั้น  ขณะที่โยคีบุคคลมนสิการถึงปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแล  อย่างแล้ว ๆ  เล่า ๆ ว่า  ปถวี -  ปถวี   หรือ  ดิน -  ดิน  ฉะนี้  เพื่อละเสียซึ่งองค์ฌานที่หยาบ  และให้ได้มาซึ่งองค์ฌานที่ละเอียดอยู่นั้น  มโนทวาราวัชชนจิต  ทำปถวีกสิณนั้นนั่นแลให้เป็นอารมณ์ตัดภวังคจิตเกิดขึ้น  เหมือนจะบอกให้รู้ว่า  ทุติยฌานจักเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว  ต่อแต่นั้น  ชวนจิตก็จะแล่นไปในอารมณ์นั้นนั่นแหละ ๔  ขณะบ้าง  ๕  ขณะบ้าง  (ตามควรแก่โยคีที่เป็นติกขบุคคลและมันทบุคคล)  บรรดาชวนจิตเหล่านั้น  ดวงสุดท้าย ๑  ดวงเป็น  รูปาวจรกุศลจิตทุติยฌาน  ดวงที่เหลือนอกนี้เป็น  กามาวจรกุศลจิต  เหมือนดังที่กล่าวมาแล้วในปฐมฌานนั้นทุกประการ

:ก็แหละ  ด้วยลำดับแห่งภาวนาวิธีมีประมาณเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้วซึ่ง  ทุติยฌาน  อันเป็นภายใน ทำจิตให้เลื่อมใส  เป็นภาวะที่ให้สมาธิชั้นเอกเกิดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  เพราะวิตกและวิจารสงบไปแล้ว  มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ

:ทุติยฌานปถวีกสิณ  อันละองค์ ๒  ประกอบด้วยองค์ ๓  มีความงาม ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐  ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ด้วยประการฉะนี้





(หน้าที่ 263)




อธิบายเพราะวิตกและวิจารสงบไป

:ในคำว่า  เพราะวิตกและวิจารสงบไป  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า -  เพราะองค์ฌานทั้ง ๒  คือวิตกและวิจารนี้สงบไป  คือ  เพราะก้าวล่วงวิตกและวิจารทั้ง ๒ ไป  ได้แก่ เพราะไม่มีวิตกและวิจารทั้ง ๒  ปรากฏในขณะแห่งทุติยฌาน

:ในฌานทั้ง ๒ นั้น  ถึงแม้ว่าธรรมที่มีในปฐมฌานแม้ทุก ๆ อย่าง  จะไม่มีในทุติยฌาน  เพราะเจตสิกธรรมทั้งหลายเช่นผัสสะเป็นต้นในปฐมฌานก็เป็นอย่างหนึ่ง ในทุติยฌานนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง  ก็ตาม  แต่กระนั้น  การบรรลุฌานอื่น ๆ  จากปฐมฌานขึ้นไปเช่นทุติยฌานเป็นต้นย่อมมีได้เพราะผ่านองค์ฌานที่หยาบ ๆ ไป  ดังนั้น  นักศึกษาพึงทราบว่า  เพื่อที่จะแสดงความหมายดังอธิบายมานี้  ท่านจึงกล่าวว่า  เพราะวิตกและวิจารสงบไป  ด้วยประการฉะนี้



อธิบายเป็นภายใน

:คำว่า  เป็นภายใน  ณ  ที่นี้  หมายเอาภายในที่เกิดในตน  ส่วนในคัมภีร์วิภังคปกรณ์  พุทธองค์ทรงแสดงไว้เพียงสั้น ๆ ว่า  คำว่า  เป็นภายใน  คือเป็นไปเฉพาะตน  และเพราะในคำว่า  เป็นภายใน  นี้  ประสงค์เอาภายในที่เกิดในตน  ฉะนั้น  จึงมีอรรถาธิบายว่า  เกิดแล้วแก่ตนอย่างหนึ่ง  บังเกิดในสันดานตนอย่างหนึ่ง  ฉะนี้



อธิบาย  สมฺปสาทนํ  ประด้วยความเลื่อมใส

:คำว่า  ประกอบด้วยความเลื่อมใส  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า – ศรัทธา  เรียกว่า ความเลื่อมใส  แม้ฌานก็เรียกว่าความเลื่อมใส  เพราะประกอบด้วยความเลื่อมใส  เหมือนที่เรียกว่า  ผ้าเขียว  เพราะประกอบด้วยสีเขียว  ฉะนี้



อธิบาย  สมฺปสาทนํ  ทำจิตให้เลื่อมใส

:อีกประการหนึ่ง  เพราะฌานนั้นทำให้จิตเลื่อมใส  โดยเหตุที่ประกอบด้วย  ความเลื่อมใส  และโดยเหตุที่สงบเสียได้ซึ่งความวุ่นวายเพราะวิตกและวิจาร  ฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  สมฺปสาทนํ  แปลว่า  ทำให้จิตเลื่อมใส  แหละในอรรถวิกัปนี้  พึงทราบถึงการ





(หน้าที่ 264)




:เชื่อมบทเข้าด้วยกันอย่างนี้คือ  สมฺปทาทนํ  เจตโส  แปลว่า  ทำจิตให้เลื่อมใส  ส่วนในอรรถวิกัปต้นต้องยกเอาบทว่า  เจตโส  ไปประกอบเข้ากับบทว่า  เอโกทิภาวํ  เป็น  เจตโส  เอโกทิภาวํ  แปลว่า  เป็นภาวะที่ให้สมาธิชั้นเอกเกิดขึ้นแก่ใจ



อธิบาย  เอโกทิภาวํ

:ในบทว่า  เอโกทิภาวํ  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ -  สมาธิใดเป็นเอกเกิดขึ้น  ฉะนั้น  สมาธินั้นชื่อว่า  เอโกทิ  แปลว่า  เป็นเอกเกิดขึ้น  อธิบายว่า  เป็นธรรมล้ำเลิศ  เป็นธรรมประเสริฐเกิดขึ้น  เพราะไม่ถูกวิตกและวิจารขึ้นครอบงำ  จริงอยู่  บุคคลรู้ประเสริฐ  เขาก็เรียกกันว่าเป็นเอกในโลก  หรือจะพูดว่า  สมาธิเป็นเอกคือไม่มีเพื่อน  เพราะเว้นจากวิตกและวิจาร  ฉะนี้บ้างก็ได้

:อีกประการหนึ่ง  สมาธิโดยยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น คือให้ตั้งขึ้น ฉะนั้น สมาธินั้นชื่อว่า อุทิ แปลว่า สภาพที่ยังสัมปยุตธรรมให้เกิดขึ้น สมาธิที่เป็นเอกเพราะอรรถว่าประเสริฐนั้นด้วย  ทำให้สัมปยุตธรรมเกิดขึ้นด้วย  ฉะนั้นจึงชื่อว่า  เอโกทิ  แปลว่า  สมาธิชั้นเอกและทำให้สัมปยุตธรรมเกิดขึ้นได้  คำว่า  เอโกทิ  นี้เป็นชื่อของสมาธิ  ทุติยฌานนี้  ชื่อว่า  เอโกทิภาวํ  เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า  ทำสมาธิที่ชื่อว่าเอโกทินี้ให้เกิดขึ้น  คือทำให้เจริญขึ้น ด้วยประการฉะนี้

:อนึ่ง  เพราะสมาธิที่ชื่อว่า  เอโกทิ  นี้นั้น  เป็นสมบัติของใจ  มิใช่ของสัตว์  มิใช่ของชีวะ  ฉะนั้นท่านจึงแสดงไว้ว่า  เจตโส  เอโกทิภาวํ  ดังนี้  แปลว่า  ทุติยฌานเป็นภาวะที่ทำสมาธิชื่อเอโกทิให้เจริญขึ้นแก่ใจ

:ถาม -  แม้ในปฐมฌาน  ก็มีศรัทธานี้ด้วย  มีสมาธิที่ชื่อว่าเอโกทินี้ด้วยแล้วใช่หรือเมื่อเป็นเช่นนี้  ทำไมท่านจึงกล่าวเฉพาะทุติยฌานนี้เท่านั้นว่า  ทำจิตให้เลื่อมใส  เป็นภาวะที่ทำสมาธิชื่อเอโกทิให้เจริญขึ้น  ฉะนี้เล่า ? 

:ตอบ -  ก็ปฐมฌานนั้นยังไม่ผ่องใสดีนัก  โดยเหตุที่ยังวุ่นวายอยู่เพราะวิตกและวิจาร  เปรียบเหมือนน้ำที่ถูกรบกวนอยู่ด้วยละลอกและลูกคลื่นฉะนั้น  เพราะฉะนั้น  ถึงแม้ศรัทธาจะมีอยู่ก็ตาม  ท่านก็ไม่แสดงว่า  สมฺปสาทนํ  ทำจิตให้เลื่อมใส  และเพราะเหตุที่ยัง





(หน้าที่ 265)




:ผ่องใสไม่ดีนั่นเอง  แม้สมาธิในปฐมฌานนั้นจึงยังไม่เด่นชัดดี  เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงไม่แสดงว่า  เอโกทิภาวํ  เป็นภาวะที่ทำสมาธิชื่อเอโกทิให้เจริญขึ้น

:ส่วนในทุติยฌานนี้  ศรัทธาได้โอกาสและมีกำลังมาก  เพราะเหตุไม่มีเครื่องกังวลคือวิตกและวิจารรบกวน  และแม้สมาธิเล่าก็เด่นชัดเพราะเหตุที่ได้เพื่อนคือศรัทธาอันมีกำลัง เพราะฉะนั้น  ท่านจึงแสดงเช่นนี้เฉพาะทุติยฌานนี้เท่านั้น  นักศึกษาพึงเข้าใจความหมาย  ฉะนี้

:ในส่วนคัมภีร์วิภังค์  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้เพียงว่า  ความเชื่อ  ความเชื่อฟัง  ความหยั่งใจลงเชื่อ  ความเลื่อมใสยิ่ง  อันใด  นี้ชื่อว่า  ความเลื่อมใส ความตั้งอยู่แห่งจิต…….ความตั้งมั่นโดยชอบแห่งจิต  อันใด นี้ชื่อว่า  ภาวะที่ทำสมาธิ  ชื่อเอโกทิให้เจริญขึ้นแก่จิต  และการพรรณนาความนี้ย่อมไม่ผิดกับพระบาลีในคัมภีร์วิภังค์ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วอย่างนั้น  คือย่อมเทียบกันได้  ย่อมเข้ากันได้ด้วยประการใด  นักศึกษาพึงทราบด้วยประการนั้นเทอญ



อธิบายไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

:คำว่า  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า -  วิตกไม่มีในทุติยฌานนี้  หรือวิตกไม่มีแก่ทุติยฌานนี้  เพราะเหตุที่ละได้แล้วด้วยภาวนา  เพราะเหตุนั้น ทุติยฌานนี้ จึงชื่อว่า  อวิตกฺกํ  แปลว่าไม่มีวิตก  คำว่า  วิจาร  ก็มีอรรถวิเคราะห์โดยทำนองเดียวกันนี้แล

:แม้ในคัมภีร์วิภังค์  พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงไว้ว่า  วิตกนี้ด้วย  วิจารนี้ด้วย  เป็นสภาพสงบแล้ว  ระงับแล้ว  สงบด้วยดีแล้ว  ถึงภาวะที่ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว  ถึงภาวะที่ตั้งอยู่ไม่ได้แน่แล้ว  ถึงภาวะที่พินาศไปแล้ว  ถึงภาวะที่พินาศแน่แล้ว  เหือดแห้งไปแล้ว  เหือดแห้งแน่แล้ว  ถูกทำให้หมดที่สุดแล้ว  ฉะนี้  เพราะฉะนั้น  ทุติยฌานนี้จึงเรียกว่า  ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร

:ในอธิการนี้  จะมีผู้กล่าวติงขึ้นว่า -  แม้ด้วยคำว่า  เพราะวิตกและวิจารสงบไป  นี้ก็เป็นอันสำเร็จความหมายนี้แล้วมิใช่หรือ  เออก็เหตุไฉนจึงทรงแสดงว่า  ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร  ฉะนี้  ซ้ำอีกเล่า ?


(หน้าที่ 266)



:ข้าพเจ้าจะวิสัชนาต่อไป-   ข้อนี้เป็นอย่างนั้นจริง   ความหมายนี้ก็สำเร็จแล้วจริงแต่คำว่า   เพราะวิตกและวิจารสงบไป   นี้  มิได้บ่งถึงความหมายที่ว่า  ไม่มีวิตกและวิจาร  นั้น  ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วไม่ใช่หรือว่า  การบรรลุฌานขั้นอื่น ๆ จากปฐมฌานขึ้นไป  เช่นทุติยฌานเป็นต้น  ย่อมมีได้เพราะการผ่านองค์ฌานที่หยาบ ๆ ไป      ดังนั้น  เพื่อที่จะทรงแสดงความหมายดังอธิบายมานี้  จึงตรัสว่า  เพราะวิตกและวิจารสงบไป  ด้วยประการฉะนี้

:อีกประการหนึ่ง  คำว่า  เพราะวิตกและวิจารสงบไป  นี้  เป็นเครื่องแสดงถึงเหตุแห่งความเลื่อมใสและภาวะที่ทำสมาธิชั้นเอกให้เจริญขึ้นของทุติยฌานอย่างนี้ว่า  ทุติยฌานนี้  ชื่อว่าประกอบด้วยความเลื่อมใส  เพราะเหตุที่วิตกและวิจารสงบไป  มิใช่เพราะเหตุที่กิเลสซึ่งเกิดฟุ้งขึ้นตามกาลสงบไป  และที่ชื่อว่า  เป็นภาวะที่ทำสมาธิชั้นเอกให้เจริญขึ้น  เพราะเหตุที่วิตกและวิจารสงบไป  มิใช่เพราะเหตุที่ประหานนิวรณ์เหมือนอุปจารฌาน  และมิใช่เพราะเหตุที่องค์ฌานปรากฏเด่นชัดเหมือนปฐมฌาน

:และอีกอย่างหนึ่ง  เป็นเครื่องแสดงถึงเหตุภาวะที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารอย่างนี้ว่า  ทุติยฌานนี้  ชื่อว่าไม่มีวิตกไม่มีวิจาร  เพราะเหตุที่วิตกและวิจารสงบไป  มิใช่เพราะเหตุที่วิตกวิจารไม่มีมาแต่เดิม  เหมือนอย่างตติยฌานและจตุถฌาน  และเหมือนอย่างทวิปัญญจวิญญาน  เช่นจักขุวิญญานเป็นต้น  แต่ไม่ใช่เป็นเครื่องแสดงถึงแต่เพียงสักว่าความไม่มีแห่งวิตกและวิจาร  ส่วนคำว่า  ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร  นี้  เป็นเครื่องแสดงถึงแต่เพียงสักว่าความไม่มีแห่งวิตกและวิจารเท่านั้น  เพราะฉะนั้น  ถึงแม้ว่าจะได้ทรงแสดงมาแล้วตอนต้นว่า  เพราะวิตกและวิจารสงบไป  ก็จำที่จะต้องทรงแสดงว่า  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  ซ้ำอีกนั่นเทียว



อธิบายเกิดแต่สมาธิเป็นต้น

:คำว่า  เกิดแต่สมาธิ  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า  มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ  คือ  ปฐมฌาน  อีกนัยหนึ่ง  มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิประกอบร่วมกัน  ในสมาธิทั้ง ๒  นั้น  ถึงแม้ปฐมฌานจะเกิดแต่สมาธิที่ประกอบร่วมกันก็ตาม  แต่กระนั้น  สมาธิคือทุติยฌานนี้เท่านั้น





(หน้าที่ 267)




:ควรที่จะกล่าวได้ว่า  เป็นสมาธิที่สนิท  เพราะเป็นสภาพที่มั่นคงอย่างยิ่งและเป็นสภาพที่ผ่องใสที่สุด  โดยเว้นจากความวุ่นวายเพราะวิตกและวิจารแล้ว  เพราะฉะนั้น  ที่ทรงแสดงว่า  เกิดแต่สมาธิ  ดังนี้นั้น  ก็เพื่อประสงค์ที่จะทรงสรรเสริญคุณของสมาธินี้

:คำว่า  ปีติและสุข  นั้น  มีนัยดังพรรณนามาแล้วในปฐมฌานนั่นเทียว

:คำว่า  ฌานที่ ๒  อธิบายว่า  ที่ชื่อว่า ๒  เพราะเป็นลำดับแห่งการคำนวณฌานนี้ชื่อว่าเป็นที่ ๒  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลย่อมเข้าเป็นอันดับที่ ๒  ดังนี้ก็ได้  ฌานนี้เกิดขึ้นเป็นอันดับที่ ๒  แม้เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่า  ฌานที่ ๒  ดังนี้ก็ได้



อธิบาย  ทุติยฌานละองค์ที่ ๒

:ก็แหละ  ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่า  ทุติยฌานละองค์ ๒  ประกอบด้วยองค์ ๓  นั้น  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

:ที่ว่า  ทุติยฌานละองค์ ๒  นั้น  นักศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจแห่งการละซึ่ง  วิตก ๑  วิจาร ๑  แหละโยคีบุคคลย่อมละนิวรณ์ทั้งหลายในขณะอุปจาระของปฐมฌาน  ฉันใดหาได้ละวิตก  และวิจารในขณะอุปจาระของทุติยฌานนี้เหมือนอย่างนั้นไม่  แต่ทุติยฌานนี้ย่อมเกิดโดยปราศจากวิตกและวิจารทั้ง ๒  ในขณะแห่งอัปปนานั่นเทียว  ด้วยเหตุนั้น  วิตกและวิจารทั้ง ๒  นั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  เป็นองค์สำหรับละของทุติยฌานนั้น



อธิบาย  ทุติยฌานประกอบด้วยองค์ ๓

:ส่วนที่ว่า  ทุติยฌานประกอบด้วยองค์ ๓  นั้น  นักศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจความเกิดขึ้นแห่งองค์ ๓ เหล่านี้  คือ  ปีติ ๑  สุข ๑  จิตเตกัคคตา ๑  เพราะฉะนั้น  พระพุทธวจนะใดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในคัมภีร์วิภังค์ว่า  คำว่า  ฌาน  ได้แก่  ความเลื่อมใส,  ความเอิบอิ่ม,  ความสุข,  และภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว  ดังนี้  พระพุทธวจนะนั้น  พระพุทธองค์ทรงเทศนาไว้โดยอ้อม  เพื่อจะทรงชี้ถึงฌานพร้องทั้งเครื่องปรุงแต่งด้วย  แต่เมื่อว่าโดยตรงแล้ว  ทุติยฌานนี้ย่อมประกอบด้วยองค์ ๓ เท่านั้น  ด้วยอำนาจแห่งองค์ที่ถึงซึ่งลักษณะที่เพ่งได้  โดยยกเว้นความเลื่อมใสเสีย  สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  ฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๓  นั้น  คือ  ปีติ ๑  สุข ๑ จิตเตกัคคตา ๑  ฉะนี้

:คำที่เหลือมีนัยดังพรรณนามาแล้วในปฐมฌานนั่นแล





(หน้าที่ 268)




อธิบาย  การบรรลุตติยฌาน

:ก็แหละ  ครั้นได้บรรลุทุติยฌานแม้นั้นด้วยประการฉะนี้แล้ว  โยคีบุคคลผู้มีวสีอันได้สั่งสมดีแล้วด้วยอาการ ๕  อย่าง  โดยนัยที่กล่าวแล้วในปฐมฌานนั่นแล  ออกจากทุติยฌานที่คล่องแคล่วดีแล้ว  แต่นั้นพิจารณาเห็นโทษในทุติยฌานนั้นว่า  สมาบัตินี้  ยังใกล้ต่อวิตกและวิจารอันเป็นข้าศึก  และว่า  สมาบัตินี้มีองค์อันทุรพล  เพราะเป็นสภาพที่หยาบด้วยปีติที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า  ปีติในทุติยฌานนั้นใดทำใจให้กำเริบ  ทุติยฌานนั้นจึงปรากฏเป็นสภาพที่หยาบเพราะปีตินั้น  ฉะนี้แล้ว  พึงมนสิการถึงตติยฌานโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  คลายความยินดีในทุติยฌานแล้ว  พึงลงมือทำความเพียรเพื่อบรรลุซึ่งตติยฌานต่อไป

:แหละกาลใด  เมื่อโยคีบุคคลออกจากทุติยฌานแล้ว  มีสติมีสัมปชัญญะพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น  ปีติก็จะปรากฏโดยเป็นสภาพที่หยาบ  สุขกับเอกัคคตาจะปรากฏเป็นสภาพที่ละเอียด  กาลนั้น  ขณะที่โยคีบุคคลมนสิการถึงปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแล  อย่างแล้ว ๆ  เล่า ๆ ว่า  ปถวี – ปถวี  หรือ  ดิน -  ดิน  เพื่อละเสียซึ่งองค์ฌานที่หยาบและให้ได้มาซึ่งองค์ฌานที่ละเอียดอยู่นั้น  มโนทวาราวัชชนจิต  ก็จะตัดภวังคจิตเกิดขึ้น  เหมือนจะเตือนให้รู้ว่า  ตติยฌาน  จักเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว  ถัดนั้น  ในอารมณ์ปถวีกสิณนั้นนั่นแล  ชวนจิตก็แล่นไป ๔ ขณะบ้าง  ๕ ขณะบ้าง  (ตามควรแก่โยคีบุคคลที่เป็นติกขบุคคลและมันทบุคคล) บรรดาชวนจิต ๔ หรือ ๕ ขณะนั้น ดวงหนึ่ง  สุดท้ายเขาเป็น  รูปาวจรกุศลจิตขั้นตติยฌาน  ส่วน ๓  หรือ ๔  ดวงที่เหลือข้างต้นเป็น  กามาวจรกุศลจิต  ตามนัยที่กล่าวแล้วในทุติยฌานนั่นแล

:ก็แหละ  ด้วยลำดับแห่งภาวนาวิธีมีประมาณเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลนั้นเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะเห็นเสมอกันอยู่  เพราะก้าวล่วงซึ่งปีติและเพราะวิตกและวิจารสงบไป และได้เสวยสุขด้วยนามกาย  จึงได้บรรลุแล้วซึ่งตติยฌาน  อันเป็นเหตุให้พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกัน  มีสติ  อยู่เป็นสุข  ฉะนี้

:ตติยฌานปถวีกสิณ  อันละองค์ ๑  ประกอบด้วยองค์ ๒  มีความงาม ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐  ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ด้วยประการฉะนี้





(หน้าที่ 269)




อธิบาย  เพราะก้าวล่วงซึ่งปีติ

:บรรดาคำเหล่านั้น  คำว่า  เพราะก้าวล่วงซึ่งปีติ  มีอรรถาธิบายดังนี้ -  ความเบื่อหน่าย  หรือความก้าวล่วงซึ่งปีติอันมีประการดังกล่าวแล้ว  ชื่อว่า  วิราคะ  แปลว่า  ความก้าวล่วงปีติ  ส่วน จ  ศัพท์ระหว่างบททั้ง ๒  คือ  ปีติยา  จ  วิราคา    หมายความว่า  รวบรวม กล่าวคือ  จ  ศัพท์นั้นรวบรวมเอาซึ่งความสงบ  หรือซึ่งความสงบไปแห่งวิตกและวิจาร  ใน ๒  อย่างนั้น  คราวใด จ  ศัพท์  รวมเอาความสงบแต่อย่างเดียว  คราวนั้นนักศึกษาพึงทราบการเรียงเข้าประโยคดังนี้  ปีติยา  จ  วิราคา  กิญฺจ  ภิยฺโย  วูปสมา  จ  แปลว่า  เพราะเบื่อหน่ายปีติ  และเพราะความสงบโดยยิ่ง ๆ ขึ้นไป  และในการเรียงประโยคเช่นนี้  วิราค  ศัพท์  แปลว่า  ความเบื่อหน่าย  เพราะฉะนั้นพึงทราบความหมายว่า  เพราะเบื่อหน่ายปีติและความสงบ  ฉะนี้

:แต่คราวใด  จ  ศัพท์  รวมเอาความสงบแห่งวิตกและวิจารด้วย  คราวนั้น  นักศึกษาพึงทราบการเรียงเข้าประโยคดังนี้  ปีติยา  จ  วิราคา,  กิญฺจ  ภิยฺโย  วิตกฺกวิจารานญฺจ  วูปสมา  ซึ่งแปลว่า  เพราะก้าวล่วงปีติไป  และเพราะความสงบแห่งวิตกและวิจารโดยยิ่ง ๆ ขึ้นไป  และในการเรียงเข้าประโยคเช่นนี้  วิราค  ศัพท์  แปลว่าก้าวล่วง  เพราะฉะนั้น  พึงทราบความหมายว่า  เพราะก้าวล่วงปีติไปและเพราะความสงบแห่งวิตกและวิจาร  ฉะนี้

:ถึงวิตกและวิจารทั้ง ๒  นี้ได้สงบไปแล้วแต่ในทุติยฌานนั้นก็จริง  แต่ที่ท่านนำมาแสดงไว้อีกก็เพื่อที่จะประกาศแนวทางอันเป็นอุบายของตติยฌานนี้  และเพื่อจะสรรเสริญคุณของตติยฌานนี้  จริงทีเดียว  เมื่อพรรณนาว่า  เพราะความสงบไปแห่งวิตกและวิจาร  ฉะนี้  ตติยฌานนี้ย่อมปรากฏเด่นชัด  ความสงบไปแห่งวิตกและวิจาร  จึงเป็นแนวทางของตติยฌานนี้อย่างแน่นอน  เหมือนอย่างในอริยมรรคที่ ๓  (อนาคามิมรรค)  ท่านพรรณนาถึงการประหานสัญโญชน์ทั้งหลายแม้ที่ไม่ได้ประหานมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นว่า  เพราะประหานสัญโญชน์เบื้องต่ำ ๕  ประการ  ฉะนี้  ก็เป็นการสรรเสริญคุณอริยมรรคที่ ๓  นั้น  คือ





(หน้าที่ 270)




เป็นการยังความอุตสาหะให้เกิดแก่ผู้ขวนขวายเพื่อจะบรรลุอริยมรรคที่ ๓  นั้น  ฉันใด  ความสงบไปแห่งวิตกและวิจารแม้ที่ไม่ได้สงบ  ซึ่งท่านพรรณนาในตติยฌานนี้  ก็เป็นอันสรรเสริญคุณแห่งตติยฌานนี้ฉันนั้นเหมือนกัน  ด้วยเหตุนั้น  จึงได้ทรงแสดงความหมายว่า  เพราะการก้าวล่วงปีติไปและเพราะความสงบไปแห่งวิตกและวิจาร  ด้วยประการฉะนี้



อธิบาย  เป็นผู้เห็นเสมอกันอยู่

:ในคำว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกันอยู่  นี้  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ -  ธรรมชาติใดย่อมเห็นโดยกำเนิด  คือเห็นเสมอกัน  เห็นไม่ตกไปในฝ่าย  ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  อุเปกฺขา  โยคีบุคคลผู้เข้าอยู่ในตติยฌาน  เรียกว่า  อุเปกฺขโก  ผู้เห็นเสมอกัน เพราะประกอบด้วยอุเบกขานั้น  อันบริสุทธิ์  อันยิ่งใหญ่  ถึงซึ่งความมั่นคง



อุเบกขา  ๑๐  ประการ

:ก็แหละ  อุเบกขานั้นมี  ๑๐  ประการ  คือ

:๑.  ฉฬังคุเปกขา        อุเบกขาประกอบด้วยองค์ ๖

:๒.  พรหมวิหารุเปกขา    อุเบกขาพรหมวิหาร

:๓.  โพชฌังคุเปกขา    อุเบกขาสัมโพชฌงค์

:๔.  วีริยุเปกขา        อุเบกขาคือวิรียะ

:๕.  สังขารุเปกขา        อุเบกขาในสังขาร

:๖.   เวทนูเปกขา        อุเบกขาเวทนา

:๗.  วิปัสสนูเปกขา        อุเบกขาในวิปัสสนา

:๘.  ตัตรมัชฌัตตุเปกขา    อุเบกขาเจตสิก

:๙.  ฌานุเปกขา        อุเบกขาในฌาน  และ

:๑๐.  ปาริสุทธุเปกขา    อุเบกขาบริสุทธิ์จากข้าศึก



๑.  อธิบาย  ฉฬังคุเปกขา

:ในอุเบกขา  ๑๐  ประการนั้น  อุเบกขาของพระขีณาสพอันใด  คืออาการที่ไม่ละปกติ  ภาวะอันบริสุทธิ์  ในคลองแห่งอารมณ์ ๖  ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในทวาร


(หน้าที่ 271)



:ทัง ๖  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  ภิกษุผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพในศาสนานี้  เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว  ย่อมไม่ดีใจ  ย่อมไม่เสียใจ  เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะเห็นเสมอกันอยู่  อุเบกขานี้ชื่อว่า  ฉฬังคุเปกขา


๒.  อธิบาย  พรหมวิหารุเปกขา

:อุเบกขาอันใด  คืออาการอันเป็นกลาง ๆ  ในสัตว์ทั้งหลาย  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  ภิกษุมีจิตประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปทางทิศหนึ่งอยู่  อุเบกขานี้ชื่อว่า  พรหมวิหารุเปกขา


๓.  อธิบาย  โพชฌังคุเปกขา

:อุเบกขาอันใด  คืออาการอันเป็นกลาง ๆ  ในสหชาตธรรมทั้งหลาย  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  ภิกษุย่อมยังอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อันอาศัยนิพพานให้เกิดขึ้น  อุเบกขานี้ชื่อว่า  โพชฌังคุเปกขา


๔.  อธิบาย  วีริยุเปกขา

:อุเบกขาอันใด  กล่าวคือความเพียรที่ไม่ตึงเครียดเกินไป  และที่ไม่หย่อนยานเกินไป  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  ภิกษุผู้โยคีบุคคล  ย่อมมนสิการถึงอุเบกขานิมิตตลอดกาลโดยกาล  อุเบกขานี้ชื่อว่า  วีริยุเปกขา


๕.  อธิบาย  สังขารุเปกขา

:อุเบกขาอันใด  ที่พิจารณาข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้นโดยสภาวะแล้วจึงลงความเห็น  ซึ่งมีอาการเป็นกลาง ๆ  ในการยึดถือสังขาร  อันมาแล้วอย่างนี้ว่า  สังขารุเปกขาทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะมีเท่าไร ?  สังขารุเปกขาทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนามีเท่าไร ? สังขารุเปกขาทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะมี ๘  สังขารุเปกขาเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนามี ๑๐  อุเบกขานี้ชื่อว่า  สังขารุเปกขา





(หน้าที่ 272)




๖.  อธิบาย  เวทนูเปกขา

:อุเบกขาอันใด  ที่รู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข  (คือเฉย ๆ)  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  สมัยใดกามาวจรกุศลจิตอันประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาเกิดขึ้น  อุเบกขานี้ชื่อว่า  เวทนูเปกขา


๗.  อธิบาย  วิปัสสนูเปกขา

:อุเบกขาอันใด  คือความเป็นกลาง ๆ ในการพิจารณา  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  ขันธ์ ๕  ใดมีอยู่  ขันธ์ ๕  ใดปรากฏชัด  โยคีบุคคลย่อมละขันธ์ ๕  นั้น  ย่อมได้อุเบกขาในขันธ์ ๕  นั้น  อุเบกขานี้ชื่อว่า  วิปัสสนูเปกขา


๘.  อธิบาย  ตัตรมัชฌัตตุเปกขา

:อุเบกขาอันใด  ที่ยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้เป็นไปเสมอกัน  ซึ่งมาแล้วในเยวาปนกธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น  อุเบกขานี้ชื่อว่า  ตัตรมัชฌัตตุเปกขา


๙.  อธิบาย  ฌานุเปกขา

:อุเบกขาอันใด  ที่ไม่ให้เกิดความเอนเอียงไปในฝ่าย  แม้ในฝ่ายสุขอันเลิศนั้นก็ตาม  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  และเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะเห็นเสมอกันอยู่  อุเบกขานี้ชื่อว่า  ฌานุเปกขา


๑๐.  อธิบาย  ปาริสุทธุเปกขา

:แหละอุเบกขาอันใดที่บริสุทธิ์จากข้าศึกทั้งปวงมีนิวรณ์และวิตกวิจารเป็นต้น  มีอันไม่ขวนขวายแม้ในการสงบแห่งธรรมอันเป็นข้าศึก  เพราะธรรมอันเป็นข้าศึกเหล่านั้นสงบไปแล้ว  ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า  จตุตถฌาน  อันมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  อุเบกขานี้ชื่อว่า  ปาริสุทธุเปกขา


อุเบกขา ๖  ความหมายเหมือนกัน

:ในบรรดาอุเบกขา ๑๐  ประการนั้น  อุเบกขา ๖  ประการเหล่านี้คือ  ฉฬังคุเบกขา ๑  พรหมวิหารุเบกขา ๑  โพชฌังคุเบกขา ๑   ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑  ฌานุเบกขา ๑  และปาริ





(หน้าที่ 273)




:สุทธุเบกขา ๑  โดยใจความเป็นอย่างเดียวกัน  คือเป็นตัตรมัชฌัตตุเบกขานั่นเอง  แต่ความต่างกันแห่งอุเบกขานั้นนี้  ย่อมมีด้วยความต่างแห่งอวัตถานนั้น ๆ  เช่นเดียวกับความต่างกันแม้แห่งบุคคลคนเดียว  ย่อมมีได้ด้วยอำนาจแห่งความเป็นเด็ก,  เป็นหนุ่ม,  เป็นผู้ใหญ่,  เป็นเสนาบดี  และเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นต้น  เพราะเหตุนั้นนักศึกษาพึงทราบว่า  ในบรรดาอุเบกขา ๖  ประการนั้น  ฉฬังคุเบกขามี  ณ  ที่ใด  ณ  ที่นั้นย่อมไม่มีโพชฌังคุเบกขาเป็นต้น  แหละหรือ  โพชฌังคุเบกขา  มี  ณ  ที่ใด  ณ  ที่นั้นย่อมไม่มีฉฬังคุเบกขาเป็นต้น



อุเบกขา ๒  ความหมายเหมือนกัน

:แหละอุเบกขา ๖  ประการนี้  โดยความหมายเป็นอย่างเดียวกัน  ฉันใด  แม้สังขารุเบกขากับวิปัสสนูเบกขา  โดยความหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน  ฉันนั้นจริงอยู่  อุเบกขานั้น  ก็คือปัญญานั่นเอง  ที่แบ่งออกเป็น ๒  ประการ  ด้วยอำนาจทำหน้าที่ต่างกัน  เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาไม้เท้าแพะแล้วค้นหางู  ซึ่งเลื้อยเข้าไปในเรือนในเวลาเย็น ๆ  ไปพบงูนั้นนอนซ่อนอยู่ในลังแกลบ  ใคร่ครวญอยู่ว่าจะเป็นงูหรือมิใช่หนอ  ครั้นเห็นลายดอกจัน ๓  แฉกแล้วก็หมดสงสัย  แต่นั้นย่อมเกิดความเป็นกลาง ๆ  ในการพิจารณาที่ว่าจะเป็นงูหรือมิใช่งูนั้นฉันใด  เมื่อโยคีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่นั้น  เห็นลักษณะทั้งสามของสังขารด้วยวิปัสสนาฌานแล้ว  ความเป็นเฉย ๆ  ในการพิจารณาว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นต้น  ย่อมเกิดขึ้น  ฉันนั้น  ความเป็นเฉย ๆ นี้ชื่อว่า  สังขารุเบกขา

:แหละเมื่อบุรุษนั้น  ใช้ไม้เท้าแพะกดงูไว้อย่างแน่นแล้ว  ค้นคิดหาวิธีการที่จะปล่อยงูอยู่ว่า  ทำอย่างไรเราจึงจะไม่เบียดเบียนงูนี้ให้ลำบากด้วย  ไม่ให้มันกัดตัวเราด้วย  แล้วปล่อยมันไปฉะนี้  ความเฉย ๆ  ในการกดงูไว้นั้น  ย่อมมี  ฉันใด  เมื่อโยคีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่นั้น  เห็นภพทั้งสามเป็นเหมือนถูกไฟเผา  เพราะได้เห็นลักษณะทั้งสามของสังขาร  ย่อมเกิดความเห็นเฉย ๆ  ในการยึดถือสังขาร  ฉันนั้นเหมือนกัน  ความเห็นเฉย ๆ นี้ชื่อว่า  สังขารุเบกขา





(หน้าที่ 274)




:ด้วยประการฉะนี้  เมื่อ  วิปัสสนูเบกขา  สำเร็จแล้ว  แม้  สังขารุเบกขา  ก็ย่อมเป็นอันสำเร็จแล้วเหมือนกัน  และอุเบกขานี้แบ่งออกเป็น ๒  ประการ  ด้วยการทำหน้าที่  คือความเฉย ๆ  ในการพิจารณาและการยึดถือ  ดังพรรณนามานี้



อุเบกขา ๒  ความหมายต่างกัน

:ส่วน  วีริยุเบกขา  กับ  เวทนูเบกขา ๒  อย่างนี้  โดยความหมาย  ต่างกันเองด้วย  ต่างจากอุเบกขาทั้งหลายที่เหลือด้วย



อุเบกขาที่ประสงค์  ณ  ที่นี้

:บรรดาอุเบกขา  ๑๐  ประการนั้น  ณ  ที่นี้ประสงค์เอา  ฌานุเบกขา  เท่านั้น  ฌานุเบกขานั้น  มีความเป็นกลาง ๆ  เป็นลักษณะ  มีความไม่ห่วงใยเป็นรส  มีความไม่ขวนขวายเป็นอาการปรากฏ  มีความสร่างหายไปแห่งปีติเป็นปทัฏฐาน

:หากจะมีผู้ท้วงติงว่า -  ก็แหละ  ฌานุเบกขา  นี้  โดยความหมาย  ก็คือ  ตัตรมัชฌัตตุเบกขา  นั่นเอง  และตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้นย่อมมีมาแม้แต่ในปฐมฌานและทุติยฌานแล้ว  เพราะเหตุนั้น  แม้ในปฐมฌานและทุติยฌานนั้น  ก็ควรที่ต้องแสดงฌานุเบกขานี้ไว้ด้วยคำว่า  อุเปกฺขโก  จ  วิหรติ ซึ่งแปลว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกันอยู่  แต่เหตุไฉน  จึงไม่ทรงแสดง  ฌานุเบกขา  นั้นไว้เล่า ?

:ข้าพเจ้าขอแถลงแก้ว่า -  ที่ท่านไม่แสดง  ฌานุเบกขา  ไว้ในปฐมฌานและทุติยฌานนั้น เพราะฌานุเบกขายังไม่มีหน้าที่ปรากฏ จริงอยู่ หน้าที่ของฌานุเบกขาในปฐมฌานและทุติยฌานนั้นยังไม่ปรากฏ  เพราะถูกข้าศึกทั้งหลายมีวิตกเป็นต้นกันท่าไว้  แต่ในตติยฌานนี้  ฌานุเบกขานี้เกิดมีหน้าที่ปรากฏชัด  เป็นเสมือนโงศรีษะขึ้นมาแล้ว  เพราะไม่มีวิตกและวิจารกันท่าแล้ว  เพราะเหตุนั้น  จึงทรงแสดงไว้

:อรรถาธิบายอย่างสิ้นเชิง  ของคำว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกันอยู่

:ยุติด้วยประการฉะนี้



อธิบาย  ผู้มีสติมีสัมปชัญญะ

:บัดนี้  จะอรรถาธิบายในคำว่า  เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ  ต่อไป -  บุคคลใดย่อมระลึกได้  ฉะนั้น  บุคคลนั้น  ชื่อว่า  ผู้ระลึกได้  คือผู้มีสติ  บุคคลใดย่อมรู้โดยชอบ





(หน้าที่ 275)




:ฉะนั้น  บุคคลนั้นชื่อว่า  ผู้รู้โดยชอบ  คือผู้มีสัมปชัญญะ  พึงทราบว่า  ท่านแสดงสติและสัมปชัญญะด้วยบุคคลาธิษฐาน

:ในสติและสัมปชัญญะนั้น  สติ  มีความระลึกได้เป็นลักษณะ  มีความไม่ลืมเป็นรส  มีความอารักขาเป็นอาการปรากฏ  สัมปชัญญะ  มีความไม่หลงเป็นลักษณะ  มีความไตร่ตรองเป็นรส  มีความส่องเห็นเป็นอาการปรากฏ


:จำปรารถนาสติและสัมปชัญญะ

:ในฌานเหล่านั้น  ถึงแม้สติและสัมปชัญญะนี้จะมีมาแต่ในฌานต้น ๆ  แล้วก็ตาม  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลเผลอสติไม่มีสัมปชัญญะนั้น  แม้เพียงขั้นอุปจารฌานก็สำเร็จไม่ได้  ไม่ต้องพูดถึงขั้นอัปปนาฌานกันละ  แต่กระนั้น  การดำเนินไปของจิตก็เป็นความสะดวกสบาย  เพราะฌานเหล่านั้นเป็นสภาพที่หยาบ  เปรียบเหมือนการเดินไปบนพื้นแผ่นดินของบุรุษ  และหน้าที่ของสติและสัมปชัญญะในฌานต้น ๆ  นั้น  ก็ยังไม่ปรากฏ  ส่วนฌานนี้เพราะเป็นสภาพที่ละเอียด  โดยเหตุที่ละองค์ฌานที่หยาบแล้ว  จึงจำต้องปรารถนาการดำเนินไปของจิตที่มีสติและสัมปชัญญะ  ทำหน้าที่ประคับประคองนั่นเทียว  เปรียบเหมือนการเดินไปในคมมีดของบุรุษ  เพราะฉะนั้น  จึงทรงแสดงคำว่า  เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ  ไว้แต่ในตติยฌานนี้เท่านั้น


:เปรียบสุขเหมือนลูกโคติดแม่

:พึงทราบอรรถาธิบายยิ่งขึ้นไปอีกสักเล็กน้อย  เหมือนอย่างลูกโคที่ยังติดแม่โคนมอยู่  ถึงจะถูกพรากไปจากแม่โคนมแล้ว  เมื่อไม่คอยระวังรักษาไว้ให้ดี  มันก็จะวิ่งเข้าไปหาแม่โคนมอีกโดยทันที  ฉันใด  อันสุขในตติยฌานนี้ก็เหมือนกัน  อันโยคีบุคคลพรากออกจากปีติแล้ว  เมื่อไม่ได้รักษาไว้เป็นอย่างดีด้วยเครื่องอารักขาคือสติและสัมปชัญญะแล้ว  มันก็จะพึงกลับเข้าไปหาปีติอีกโดยทันที  คือพึงประกอบกับปีตินั่นเทียว  ฉันนั้น

:อีกประการหนึ่ง  ถึงแม้ว่าสัตว์ทั้งหลายจะกำหนัดยินดีนักในสุข  และสุขนี้เล่าก็เป็นสิ่งที่อร่อยยิ่งนักสำหรับสัตว์ทั้งหลาย  เพราะนอกเหนือไปจากสุขนั้นแล้ว  ก็ไม่มีสุขอะไร  ถึง


(หน้าที่ 276)



กระนั้น  ที่ในตติยฌานนี้ไม่มีความกำหนัดยินดีในสุข  ก็ด้วยอานุภาพแห่งสติและสัมปชัญญะเท่านั้น  มิใช่ด้วยเหตุอย่างอื่น  เพราะฉะนั้น  นักศึกษาพึงทราบว่า  ที่ทรงแสดงคำว่า  เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ  นี้ไว้เฉพาะแต่ในตติยฌานนี้  ก็เพื่อที่จะทรงชี้ถึงความหมายอันพิเศษกว่ากัน  ดังที่พรรณนามานี้


อธิบาย  เสวยสุขด้วยนามกาย

:บัดนี้  จะอรรถาธิบายในคำว่า  และได้เสวยสุขด้วยนามกาย  นี้ต่อไป –

:โยคีบุคคลผู้เข้าอยู่ในตติยฌานย่อมไม่มีความพะวงในการเสวยสุขโดยแท้  แม้ถึงความจริงจะเป็นเช่นนี้ก็ตาม  แต่เพราะเหตุที่สุขของโยคีบุคคลผู้เข้าอยู่ในตติยฌานนั้นประกอบอยู่กับนามกายประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลนั้นถึงแม้จะออกจากฌานแล้วก็จะพึงได้เสวยสุข  เพราะรูปกายของท่านอันรูปที่ประณีตยิ่งซึ่งมีสุขอันประกอบอยู่กับนามกายนั้นเป็นสมุฏฐานแผ่ซ่านไปทั่วแล้ว  ดังนั้น  เมื่อจะชี้ถึงซึ่งความหมายดังกล่าวนี้  จึงได้ทรงแสดงไว้ว่า  และได้เสวยสุขด้วยนามกาย  ฉะนี้


อธิบาย  

เป็นเหตุให้พระอริยเจ้าสรรเสริญผู้บรรลุว่า

เป็นผู้เห็นเสมอกันมีสติอยู่เป็นสุข


:บัดนี้  จะอรรถาธิบายในคำว่า  เป็นเหตุให้พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกันมีสติอยู่เป็นสุข  ดังนี้ต่อไป –

:ในคำนี้  นักศึกษาพึงทราบการเรียงเข้าประโยคอย่างนี้  คือ  พระอริยเจ้าทั้งหลาย  มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น  ย่อมตรัสบอก  ย่อมทรงแสดง  ย่อมทรงบัญญัติ  ย่อมทรงตั้งไว้  ย่อมทรงเปิดเผย  ย่อมทรงจำแนก  ย่อมทรงทำให้ตื้น  ย่อมทรงประกาศ  คือย่อมทรงสรรเสริญ  ซึ่งบุคคลผู้เข้าอยู่ในตติยฌานนั้น  เพราะมีฌานใดเป็นเหตุ  เพราะมีฌานใดเป็นการณ์

:สรรเสริญว่าอย่างไร ? สรรเสริญว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกัน  มีสติ  อยู่เป็นสุข  ฉะนี้

:โยคีบุคคลนั้น  บรรลุแล้วซึ่งฌานนั้น  ได้แก่ตติยฌานอยู่





(หน้าที่ 277)




เหตุที่พระอริยเจ้าสรรเสริญ

:ถาม -  ก็แหละ  เพราะเหตุไร  พระอริยเจ้าเหล่านั้นจึงสรรเสริญบุคคลผู้ได้บรรลุตติยฌานนั้นอย่างนี้ ?

:ตอบ -  เพราะเป็นผู้สมควรแก่การสรรเสริญ  อธิบายว่า  บุคคลผู้ได้บรรลุตติยฌานนี้  ย่อมเป็นบุคคลสมควรแก่การสรรเสริญนั้น  เพราะเหตุที่เป็นผู้เฉย ๆในตติยฌานแม้อันเป็นสุขที่มีรสอร่อยอย่างยิ่ง  ถึงซึ่งความเป็นยอดสุดแห่งความสุข  และอันความติดสุขฉุดดึงเข้าไว้ในสุขนั้นไม่ได้  และปีติจะเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยประการใดก็เป็นผู้มีสติตั้งมั่นอยู่ด้วยประการนั้น  ดังนี้ประการหนึ่ง  และอีกประการหนึ่ง  เพราะเหตุที่ได้เสวยความสุขอันสะอาดด้วยนามกาย  ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  ที่อริยชนส้องเสพแล้ว

:ด้วยประการฉะนี้  นักศึกษาพึงทราบว่า  พระอริยเจ้าทั้งหลายเมื่อจะประกาศคุณอันเป็นเหตุแห่งความสรรเสริญเหล่านั้น  จึงได้สรรเสริญซึ่งบุคคลผู้ได้บรรลุตติยฌานนั้น  โดยเป็นผู้สมควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้ว่า  เป็นผู้เห็นเสมอกันมีสติอยู่เป็นสุข  ฉะนี้


อธิบาย  ตติยฌาน

:คำว่า  ตติยฌาน  ที่แปลว่า  ฌานที่ ๓  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า -  ฌานนี้ที่ชื่อว่า  ตติยฌาน  หรือที่ ๓  เพราะเป็นลำดับแห่งการคำนวณ  อีกอย่างหนึ่ง  ฌานนี้ชื่อว่าเป็นที่ ๓  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลย่อมเข้าสู่เป็นอันดับที่ ๓  ดังนี้ก็ได้


ตติยฌานละองค์ ๑

:ก็แหละ  ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  ละองค์ ๑  ประกอบด้วยองค์ ๒  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า -  นักศึกษาพึงทราบว่าตติยฌานละองค์ ๑ นั้น  ด้วยอำนาจการละซึ่งปีติ  แหละปีตินี้นั้นอันโยคีบุคคลละได้ในขณะแห่งอัปปนา  เช่นเดียวกับวิตกและวิจารของทุติยฌานที่โยคีบุคคลละได้ในขณะแห่งอัปปนานั้น  ด้วยเหตุนั้น  ปีตินั้นท่านจึงเรียกว่าเป็นองค์สำหรับละของตติยฌานนั้น





(หน้าที่ 278)




ตติยฌานประกอบด้วยองค์ ๒

:ส่วนข้อว่า  ตติยฌานประกอบด้วยองค์ ๒  นั้น  นักศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจแห่งการเกิดขึ้นแห่งองค์ ๒ นี้  คือ  สุข ๑  จิตเตกัคคตา ๑ เพราะฉะนั้น ในคัมภีร์วิภังค์ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่า  คำว่า  ฌาน  ได้แก่  อุเบกขา,  สติ,  สัมปชัญญะ,  สุขและจิตเตกัคคตา  ดังนี้  ข้อนั้นทรงแสดงไว้โดยอ้อม  เพื่อจะทรงแสดงถึงฌานพร้อมทั้งเครื่องปรุงแต่ง  แต่เมื่อว่าโดยตรงแล้ว  ตติยฌานนี้ประกอบด้วยองค์ ๒  เท่านั้น  ด้วยอำนาจแห่งองค์ที่ถึงซึ่งลักษณะที่เพ่งได้  โดยยกเอาอุเบกขา,  สติ  และสัมปชัญญะออกเสีย  สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  ฌานประกอบด้วยองค์ ๒  ย่อมมีในสมัยนั้น  ได้แก่อะไร ?  ได้แก่สุข ๑  จิตเตกัคคตา ๑  ฉะนี้

คำที่เหลือมีนัยดังที่พรรณนามาแล้วในปฐมฌานนั่นแล


อธิบาย  การบรรลุจตุตถฌาน

:ก็แหละ  เมื่อได้บรรลุตติยฌานแม้นั้นด้วยประการฉะนี้แล้ว  โยคีบุคคลพึงสั่งสมวสีด้วยอาการ ๕  อย่างโดยนัยดังที่พรรณนามาแล้วนั่นแล  ครั้นออกจากตติยฌานที่คล่องแคล่วแล้ว  พิจารณาเห็นโทษในตติยฌานนั้นว่า  สมาบัตินี้ยังใกล้ต่อปีติอันเป็นข้าศึกอยู่  และว่าสมาบัตินี้ยังมีองค์อันทุรพล  เพราะสุขเป็นสภาพที่หยาบดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า องค์อันใดแล  ที่ทำใจให้พะวงว่าเป็นสุขในตติยฌานนั้น  ด้วยองค์นั้น  ตติยฌานนี้จึงปรากฏเป็นสภาพที่หยาบ  ฉะนี้แล้ว  พึงมนสิการถึงจตุตถฌานโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  คลายความยินดีในตติยฌานแล้ว  พึงลงมือทำความเพียรเพื่อบรรลุจตุตถฌานต่อไป

:แหละกาลใด  เมื่อโยคีบุคคลออกจากตติยฌานแล้ว  มีสติมีสัมปชัญญะพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น สุขคือโสมนัสอันเกิดขึ้นทางใจจะปรากฏโดยเป็นสภาพที่หยาบ  อุเบกขาเวทนากับจิตเตกัคคตาจะปรากฏโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  กาลนั้น  ขณะที่โยคีบุคคลมนสิการถึงปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแล  อย่างแล้ว ๆ  เล่า ๆ ว่า   ปถวี – ปถวี  หรือ  ดิน – ดิน  เพื่อละเสียซึ่งองค์ที่หยาบและเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ที่ละเอียดอยู่นั้น  มโนทวาราวัชชนจิต  ทำปถวีกสิณนั้นนั่นแลให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นตัดภวังคจิต  เหมือนจะเตือนให้รู้ว่า  จตุตถฌานจักเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว





(หน้าที่ 279)




ถัดนั้นไป  ชวนจิตก็จะแล่นไปในอารมณ์นั้นนั่นแล ๔  ขณะบ้าง  ๕ ขณะบ้าง  (ตามควรแก่โยคีบุคคลที่เป็นติกขบุคคลหรือมันทบุคคล)  บรรดาชวนจิตเหล่านั้น  ดวงหนึ่งที่สุดท้ายเขาเป็น  รูปาวจรกุศลจิตขั้นจตุตถฌาน  ดวงที่เหลือนอกนั้นเป็น  กามาวจรกุศลจิต  มีประการดังกล่าวแล้วในปฐมฌานนั่นเทียว

:ส่วนที่พิเศษกว่านั้น  ดังนี้  คือ  เพราะเหตุที่สุขเวทนาเป็นปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัยแก่อทุกขมสุขเวทนาไม่ได้  และอุทุกขมสุขเวทนาจะต้องเกิดขึ้นในจตุตถฌาน  ฉะนั้น  ชวนจิตเหล่านั้นจึงย่อมประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา  และแม้ปีติก็เป็นอันสร่างหายไปในจตุตถฌานนี้ด้วย  เพราะเหตุที่จตุตถฌานประกอบด้วยอุเบกขาเวทนานั่นแล

:แหละด้วยลำดับแห่งภาวนาวิธีมีประมาณเพียงเท่านี้  เป็นอันว่าโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้วซึ่งจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข  เพราะละสุขและละทุกข์แล้ว  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับหายไปแล้วแต่เบื้องบน  อันมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  อยู่

:จตุตถฌานปถวีกสิณ  อันละองค์ ๑  ประกอบด้วยองค์ ๒  มีความงาม ๓  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๑๐  ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลนั้นได้บรรลุแล้ว  ด้วยประการฉะนี้  


อธิบาย  เพราะละสุขและละทุกข์เป็นต้น

:ในบรรดาคำเหล่านั้น  คำว่า  เพราะละสุขและละทุกข์  ความว่า  เพราะละกายิกสุขคือสุขทางกายและกายิกทุกข์คือทุกข์ทางกาย  คำว่า  แต่เบื้องต้น  ความว่า  การละนั้นแล  ได้ละมาแต่เบื้องต้นแล้ว  ไม่ใช่ละในขณะแห่งจตุตถฌาน  คำว่า  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับหายไป  ความว่า  เพราะความดับหายไปแต่เบื้องต้นแห่งเวทนาแม้ทั้ง ๒  นี้คือ  สุขเวทนาที่เกิดทางใจ ๑  ทุกขเวทนาที่เกิดทางใจ ๑  อธิบายว่า  เพราะละเวทนาทั้ง ๒  เสียได้แต่ในเบื้องต้นนั่นเอง

:ถาม -  ก็แหละ  การละเวทนาเหล่านั้น  ละในขณะไหน ?

:ตอบ -  ละในขณะอุปจาระของฌานทั้ง ๔

:อธิบายว่า  โสมนัสเวทนา  ย่อมละในขณะแห่งอุปจาระของจตุตถฌาน  ทุกขเวทนา,  โทมนัสเวทนา  และสุขเวทนา  ย่อมละในขณะอุปจาระของปฐมฌาน,  ทุติยฌาน  และตติยฌาน  ตามลำดับ





(หน้าที่ 280)




:นักศึกษาพึงทราบอย่างนี้  การละซึ่งสุข,  ทุกข์,  โสมนัส  และโทมนัสเวทนาทั้งหลายแม้ในจตุตถฌานนี้ซึ่งแม้จะมิได้ทรงแสดงไว้ตามลำดับแห่งการละซึ่งเวทนาเหล่านั้น  แต่ทรงแสดงไว้ตามลำดับแห่งการแสดงซึ่งอินทรีย์ทั้งหลายในอินทรียวิภังค์นั่นเทียว

:ถาม -  ก็แหละ  ถ้าองค์ธรรมเหล่านี้  ย่อมละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานนั้น ๆ จริงแล้ว  ก็เหตุไฉนพระพุทธองค์จึงทรงแสดงความดับแห่งองค์เหล่านั้นไว้ตรงที่ฌานทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างนี้ว่า  ก็ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับอย่างไม่มีเหลือ  ณ  ที่ไหน ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในศาสนานี้  ย่อมบรรลุซึ่งปฐมฌาน  อันมีวิตก  มีวิจาร  มีปีติ  และสุขซึ่งเกิดแต่ความสงัด  เพราะสงัดแล้วแน่นอนจากกามทั้งหลาย  เพราะสงัดแล้วก็ตามจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  และทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับอย่างไม่มีเหลือ  ณ  ที่ปฐมฌานนี้แหละโทมนัสสินทรีย์….สุขินทรีย์….โสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปอย่างไม่มีเหลือ  ณ  ที่ไหน ?  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในศาสนานี้  ย่อมบรรลุซึ่งจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข  เพราะละสุขและทุกข์แล้ว  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับหายไปแล้วแต่ในเบื้องต้น  อันมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  และโสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปอย่างไม่มีเหลือ  ณ  ที่จตุตถฌานนี้

:ตอบ -  การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงความดับแห่งองค์ธรรมทั้งหลายไว้ตรงที่ฌานโดยเฉพาะเช่นนั้น  เพราะทรงประสงค์เอาความดับอย่างสนิท

:อธิบายว่า   ในขณะแห่งฌานทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้น  เป็นความดับอย่างสนิท  ขององค์ธรรมเหล่านั้น  ไม่ใช่ความดับอย่างสามัญ  ส่วนในขณะแห่งอุปจาระเป็นความดับอย่างสามัญ  ไม่ใช่ความดับอย่างสนิท


ละทุกข์ได้สนิทที่ปฐมฌาน

:เป็นความจริงอย่างนั้น  แม้ทุกข์ที่ดับไปในขณะอุปจาระแห่งปฐมฌาน  ซึ่งมีอาวัชชนจิตมากหลายนั้น  จะพึงเกิดขึ้นได้อยู่  ด้วยถูกเหลือบและยุงกัด  หรือด้วยการปวด



(หน้าที่ 281)


เมื่อยเพราะนั่งไม่เรียบ  แต่ภายในอัปปนาฌานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย  อีกประการหนึ่ง  แม้ทุกข์ที่ดับไปแล้วในขณะอุปจารฌานนี้  ทั่วสรรพางค์กายอันสุขชโลมแล้วเพราะปีติแผ่ซ่านไป  และบุคคลผู้มีกายอันสุขชโลมแล้วนั้น  ย่อมมีความทุกข์ดับไปอย่างสนิท  เพราะถูกปฏิปักขธรรมทำลายแล้ว


ละโทมนัสได้สนิทที่ทุติยฌาน

:อนึ่ง  แม้โทมนัสที่ละได้แล้วในขณะอุปจาระแห่งทุติยฌานซึ่งมีอาวัชชนจิตมากหลายเช่นกันนั้น  จะพึงเกิดขึ้นได้อยู่  เพราะเมื่อมีความลำบากกาย  และมีความเหนื่อยใจอันมีวิตกและวิจารเป็นปัจจัย  โทมนัสนี้ก็จะเกิดขึ้น  แต่เมื่อไม่มีวิตกและวิจารเป็นปัจจัยแล้วหาเกิดขึ้นไม่เลย  ส่วนในยามใดที่โทมนัสเกิดขึ้นได้อยู่  ในฌานนั้นยังมีวิตกและวิจารเป็นปัจจัยและวิตกและวิจารนั้นก็ยังละไม่ได้ทีเดียวในขณะอุปจาระแห่งทุติยฌาน  ดังนั้น  โทมนัสนั้นจึงยังบังเกิดขึ้นได้ในขณะอุปจาระแห่งทุติยฌานนั้น  แต่ในขณะทุติยฌานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเพราะละปัจจัยคือวิตกและวิจารเสียแล้ว


ละสุขได้สนิทที่ตติยฌาน

:อีกประการหนึ่ง  แม้สุขที่ละได้แล้วในขณะอุปจาระแห่งตติยฌานนั้น  ยังจะพึงเกิดขึ้นได้อยู่แก่ฌานลาภีบุคคล  ผู้มีกายอันรูปประณีตซึ่งมีปีติเป็นสมุฏฐานแผ่ซ่านไป  แต่ในขณะตติยฌานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย  เพราะในขณะตติยฌานนั้นปีติอันเป็นปัจจัยแก่สุขได้ดับไปแล้วโดยสิ้นเชิง


ละโสมนัสได้สนิทที่จตุตถฌาน

:อีกประการหนึ่ง  แม้โสมนัสที่ละได้แล้ว  ในขณะอุปจาระแห่งจตุตถฌานนั้น  ยังจะพึงเกิดขึ้นได้อยู่  ทั้งนี้  เพราะเหตุที่อยู่ใกล้อย่างหนึ่ง  เพราะยังไม่บรรลุถึงอัปปนาฌานอย่างหนึ่ง  เพราะยังไม่มีอุเบกขาอย่างหนึ่ง  เพราะยังไม่ผ่านไปโดยชอบอย่างหนึ่ง  แต่ในขณะจตุตถฌานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยเป็นอันขาด

:แหละเพราะเหตุดังพรรณนามานี้นั่นแหละ  ศัพท์ว่า  อปริเสสํ  ที่แปลว่า  ไม่มีเหลือ  พระพุทธองค์จึงทรงแสดงไว้ในฌานนั้น ๆ ว่า  เอตฺถุปฺปนฺนํ  ทุกฺขินฺทริยํ  อปริเสสํ  นิรุชฺฌติ  ความว่า  ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมดับไปอย่างไม่มีเหลือ  ณ  ที่ฌานนั้น  ฉะนี้





(หน้าที่ 282)




เหตุที่ทรงแสดงเวทนา ๔  ในจตุตถฌาน

:หากจะมีผู้กล่าวติงในอธิการนี้ว่า -  ก็แหละ  แม้เวทนาเหล่านี้เป็นอันละได้แล้วในอุปจาระแห่งฌานนั้น ๆ อย่างนี้  เหตุไฉนพระพุทธองค์จึงทรงยกมาไว้ในจตุตถฌานนี้อีกเล่า ?  

:ข้าพเจ้าขอแถลงแก้ว่า -  การที่พระพุทธองค์ทรงยกเวทนาเหล่านี้มาแสดงในจตุตถฌานนี้อีก  ก็เพื่อจะให้ถือเอาใจความได้ง่าย

:อธิบายว่า -  อทุกขมสุขเวทนานี้ใดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ใน  จตุตถฌานนี้ว่า  อทุกฺขมสุขํ  ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข  ฉะนี้  อทุกขมสุขเวทนานั้น  เป็นสภาพละเอียด  เข้าใจได้ยาก  ใคร ๆ  ก็ไม่อาจที่จะถือเอาความหมายได้โดยสะดวก  เพราะเหตุนั้นเพื่อให้ถือเอาความหมายได้โดยสะดวก  พระผู้มีพระภาคได้ทรงสงเคราะห์เอาเวทนาทั้งหมดมาไว้ในจตุตถฌานนี้แหละ  ครั้นทรงแสดงเวทนาเหล่านี้รวมไว้อย่างนี้แล้ว  ย่อมทรงสามารถที่จะให้ใคร ๆ จับเอาอทุกขมสุขเวทนานี้ได้ว่า  ธรรมชาติใดที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่โสมนัสไม่ใช่โทมนัสธรรมชาตินี้คือ  อทุกขมสุขเวทนา  ดังนี้  เช่นเดียวกับโคดุร้ายที่ใคร ๆ  ไม่กล้าที่จะเข้าไปคล้องเอามันได้ด้วยวิธีใด ๆ  เพื่อที่จะให้คล้องเอาได้โดยสะดวก  เจ้าของโคจึงต้อนโคทั้งหมดเข้ามาไว้ในคอกเดียวกัน  ทีนั้นจึงไล่ให้ออกไปทีละตัวแล้วสั่งให้คล้องเอาโคตัวนั้นซึ่งออกมาตามลำดับว่า  นี้โคนั้นช่วยคล้องมันให้ที  ฉะนี้


เวทนา ๔  เป็นปัจจัยของอทุกขมสุขเจโตวิมุติ

:อีกอย่างหนึ่ง  นักศึกษาพึงทราบว่า  แม้เวทนา ๔ เหล่านี้  พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้  ก็เพื่อจะทรงชี้ถึงปัจจัยของอทุกขมสุขเจโตวิมุติ  จริงอยู่  ปฐมฌานอันเป็นเครื่องละซึ่งทุกข์เป็นต้น  จัดเป็นปัจจัยของอทุกขมสุขเจโตวิมุติ  มี ๔ อย่างแล  ดูกรอาวุโส  ปัจจัยของสมาบัติคืออทุกขมสุขเจโตวิมุติ  มี ๔ อย่างแล  ดูก่อนอาวุโส  ภิกษุในศาสนานี้  บรรลุแล้วซึ่งจตุตถฌาน   อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขและละทุกข์แล้ว  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับหายไปแล้วแต่ในเบื้องต้นเทียว  อันมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  ดูก่อนอาวุโส  ปัจจัยของสมาบัติคืออทุกขมสุขเจโตวิมุติ  มี ๔ อย่าง  เหล่านี้แล





(หน้าที่ 283)




จตุตถฌานเหมือนตติยมรรค

:อีกประการหนึ่ง  นักศึกษาพึงทราบแม้อย่างนี้ว่า  สังโยชน์  ๑๐  มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น  แม้ถึงจะละได้มาแล้วแต่ในมรรคอื่น ๆ แต่ก็ทรงแสดงไว้ว่าละได้ในตติยมรรค  (อนาคามิมรรค)  นั้น  ทั้งนี้  เพื่อที่จะสรรเสริญคุณแห่งตติยมรรค  ฉันใด  เวทนา ๔  เหล่านี้ทรงแสดงไว้ในจตุตถฌานนี้อีก  ก็เพื่อที่จะทรงสรรเสริญคุณแห่งฌานนี้  ฉันนั้น 


ราคะโทสะอยู่ไกลจตุตถฌานมาก

:อีกประการหนึ่ง  นักศึกษาพึงทราบดังนี้  เวทนา ๔  เหล่านี้ที่ทรงแสดงไว้ในจตุตถฌานนี้  เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงราคะและโทสะเป็นสภาพที่อยู่ห่างไกลมาก  เพราะได้ทำลายสิ่งที่เป็นปัจจัยมาแล้ว  จริงทีเดียว  ในบรรดาเวทนาเหล่านั้น  สุขเวทนาเป็นปัจจัยแก่โสมนัสเวทนา  โสมนัสเวทนาเป็นปัจจัยแก่ราคะ  ทุกขเวทนาเป็นปัจจัยแก่โทมนัสเวทนา  โทมนัสเวทนาเป็นปัจจัยแก่โทสะ  และราคะโทสะพร้อมทั้งปัจจัย  ชื่อว่าอันจตุตถฌานนี้กำจัดไปแล้วด้วยเหตุที่ได้ทำลายสุขเวทนาเป็นต้นมาแล้ว  ดังนั้น  ราคะและโทสะจึงชื่อว่า  มีอยู่ในที่ห่างไกลมาก  ด้วยประการฉะนี้


อธิบายไม่มีทุกข์ไม่มีสุข

:คำว่า  ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า  ที่ชื่อว่าไม่มีทุกข์  เพราะเหตุที่ทุกข์ไม่มี  ที่ชื่อว่า  ไม่มีสุข  เพราะเหตุที่สุขไม่มี  ด้วยคำว่า  ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขนี้  ท่านแสดงถึงเวทนาที่ ๓  (คืออุเบกขาเวทนา)  อันเป็นปฏิปักษ์แก่ทุกขเวทนาในจตุตถฌานนี้  ไม่ใช่แต่เพียงแสดงความไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเท่านั้น  และอทุกขมสุขเวทนา  ชื่อว่าเวทนาที่ ๓  เรียกว่าอุเบกขาเวทนาก็ได้  นักศึกษาพึงทราบว่า  อทุกขมสุขเวทนานั้น  มีอันเสวยอารมณ์ที่ผิดจากอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ  มีความเป็นกลาง ๆ เป็นรส มีความไม่ปรากฏชัด เป็นอาการปรากฏ  มีความดับไปแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นปทัฏฐาน  ด้วยประการฉะนี้





(หน้าที่ 284)




อธิบายมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา

:คำว่า  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  นั้นความว่า  ความบริสุทธิ์แห่งสติอันอุเบกขาให้เกิดแล้ว  อธิบายว่า  สติในฌานนี้เป็นสภาพบริสุทธิ์มาก  และความบริสุทธิ์ใดแห่งสตินั้น  ความบริสุทธิ์นั้นอันอุเบกขาปรุงแต่งให้  มิใช่สิ่งอื่นปรุงแต่งให้  เพราะฉะนั้น  ฌานนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  

:แม้ในคัมภีร์วิภังค์  พระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงไว้ว่า  สตินี้เป็นสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องเพราะอุเบกขานี้  ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า สติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา


อุเบกขาคือตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก

:ก็แหละ ความบริสุทธิ์แห่งสติในจตุตถฌานนี้ ย่อมสำเร็จเพราะอุเบกขาอันใด อุเบกขานั้น นักศึกษาพึงทราบว่า โดยใจความก็ได้แก่ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก และไม่ใช่แต่สติเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่บริสุทธิ์เพราะอุเบกขานั้น แม้สัมปยุตธรรมทั้งสิ้นก็เป็นสภาพบริสุทธิ์โดยแท้แล แต่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาไว้ด้วยทรงยกสติเป็นประธาน



อุเบกขาเวทนาเหมือนราตรี

ตัตรมัชฌัตตุเบกขาเหมือนดวงจันทร์

:แม้ว่า ตัตรมัชฌัตตุเบกขานี้ จะมีอยู่ในฌานทั้ง ๓ ข้างต้นนั้นก็ตาม แต่ก็เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในเวลากลางวัน จะมีอยู่ก็ไม่สว่างไม่ขาวนวล ทั้งนี้ เพราะแสงพระอาทิตย์ในเวลากลางวันข่มกันไว้ และเพราะไม่ได้ราตรีอันมีส่วนเข้ากันได้ โดยเป็นที่ส่องแสงหรือโดยเป็นอุปการะแก่ตน ฉันใด แม้ดวงจันทร์คือตัตรมัชฌัตตุเบกขานี้ก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีอยู่ในประเภทแห่งฌานมีปฐมฌานเป็นต้น แต่ก็ยังไม่เป็นสภาพบริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะเดชแห่งธรรมอันเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นข่มกันไว้ และเพราะไม่ได้ราตรีคืออุเบกขาเวทนาอันมีส่วนเข้ากันได้





(หน้าที่ 285)




:อนึ่ง เมื่อตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้นยังไม่บริสุทธิ์ แม้สหชาตธรรมทั้งหลาย (ธรรมที่เกิดร่วมในจิตดวงเดียวกัน) เช่นสติเป็นต้น ก็พลอยเป็นสภาพที่ไม่บริสุทธิ์ไปด้วย เหมือนแสงจันทร์ที่ไม่ขาวนวลในเวลากลางวัน เพราะเหตุดังกล่าวนี้ ในบรรฌานทั้ง ๓ นั้น แม้เพียงฌานเดียว พระผู้มีพระภาคจึงมิได้ทรงแสดงว่า มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา

:ส่วนในจตุตถฌานนี้ ดวงจันทร์คือตัตรมัชฌัตตุเบกขาเป็นสภาพที่บริสุทธิ์อย่างยิ่งเพราะไม่มีเดชแห่งธรรมอันเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นข่มกัน และเพราะได้ราตรีคืออุเบกขาเวทนาอันมีส่วนเข้ากันได้ และเพราะเหตุที่ตัตรมัชฌัตตุเบกขาเป็นสภาพบริสุทธิ์แล้วนั้น แม้สหชาตธรรมทั้งหลายเช่นสติเป็นต้น ก็พลอยเป็นสภาพที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เช่นเดียวกับแสงจันทร์อันสว่างขาวนวล ฉะนั้น

:เพราะเหตุดังพรรณนามานี้  นักศึกษาพึงทราบว่า  จตุตถฌานนี้เท่านั้น  ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า  เป็นฌานที่มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา  ฉะนี้


อธิบายจตุตถฌาน

:คำว่า  จตุตฺถ  ที่แปลว่า ๔  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า  ฌานที่เรียกว่าที่ ๔  เพราะเป็นลำดับของการคำนวณ  หรือฌานนี้ที่จัดเป็นที่ ๔  เพราะเหตุที่โยคีบุคคลย่อมเข้าเป็นอันดับที่ ๔  ดังนี้ก็ได้


จตุตถฌานละองค์ ๑

:ก็แหละ  ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  ละองค์ ๑  ประกอบด้วยองค์ ๒  นั้น  มีอรรถาธิบายว่า -  ใน ๒  ข้อนั้น  ข้อว่า  จตุตถฌานละองค์ ๑  นั้น  นักศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจที่ละซึ่งโสมนัสเวทนา  และโสมนัสเวทนานั้นละมาได้แต่ในชวนจิตดวงต้น ๆ  ในวิถีเดียวกันนั่นเทียว  ด้วยเหตุนั้น  โสมนัสเวทนานั้น  จึงเรียกว่า  เป็นองค์สำหรับละของจตุตถฌานนี้


จตุตถฌานประกอบด้วยองค์ ๒

:ส่วนข้อที่ว่า  จตุตถฌานประกอบด้วยองค์ ๒  นั้น  นักศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจความบังเกิดขึ้นแห่งองค์ ๒  นี้  คือ  อุเบกขาเวทนา ๑  จิตเตกัคคตา ๑





(หน้าที่ 286)




:คำที่เหลือมีนัยดังที่แสดงมาแล้วในปฐมฌานนั่นแล  ตามที่พรรณนามานี้  เป็นแนวในฌาน ๔  ประเภท  ที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งฌานที่เป็นจตุกกนัย  เป็นประเภทแรก


อธิบาย  ฌานปัญจกนัย

:ส่วนโยคีบุคคลผู้เจริญฌานปัญจกนัยให้บังเกิดขึ้นนั้น  ออกจากปฐมฌานที่คล่องแคล่วแล้ว  พิจารณาเห็นโทษในปฐมฌานนั้นว่า  สมาบัตินี้ยังใกล้ต่อนิวรณ์อันเป็นข้าศึกอยู่และว่า  สมาบัตินี้มีองค์อันทุรพล  เพราะวิตกเป็นสภาพที่หยาบ  ฉะนี้แล้ว  พึงมนสิการถึงทุตยฌานโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  คลายความยินดีในปฐมฌานแล้ว  จึงลงมือทำความเพียร  เพื่อบรรลุซึ่งทุติยฌานต่อไป


บรรลุทุติยฌาน

:ก็แหละ  กาลใด  เมื่อโยคีบุคคลออกจากปฐมฌานแล้วมีสติมีสัมปชัญญะพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น    องค์ฌานเพียงแต่วิตกอย่างเดียวก็จะปรากฏโดยเป็นสภาพที่หยาบ  องค์ฌานอื่น ๆ มีวิจารเป็นต้น  คงปรากฏโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  กาลนั้น  ขณะที่โยคีบุคคลมนสิการ  ถึงปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแลอย่างแล้ว ๆ  เล่า ๆ  ว่า  ปถวี – ปถวี  หรือ  ดิน – ดิน  ดังนี้  เพื่อละองค์ที่หยาบและให้ได้มาซึ่งองค์ที่ละเอียดอยู่นั้น  ทุติยฌานก็จะบังเกิดขึ้นโดยนัยที่ได้แสดงมาแล้วนั่นแล  องค์สำหรับละของทุติยฌานนั้นมีวิตกอย่างเดียว  ส่วนองค์ประกอบมี ๔  มีวิจารเป็นต้น  คำที่เหลือเหมือนคำที่แสดงมาแล้วทุกประการนั่นเทียว


บรรลุตติยฌาน

:ก็แหละ  เมื่อได้บรรลุทุติยฌานแม้นั้นอย่างนี้แล้ว  โยคีบุคคลนั้นพึงทำให้วสีสามารถดีแล้วด้วยอาการ ๕  อย่างโดยนัยที่ได้พรรณนามาแล้วนั่นแล  ออกจากทุติยฌานที่คล่องแคล่วแล้วพิจารณาเห็นโทษในทุติยฌานนั้นว่า  สมาบัติยังใกล้ต่อวิตกอันเป็นข้าศึกอยู่  และว่าสมาบัตินี้มีองค์อันทุรพล  เพราะวิจารเป็นสภาพที่หยาบ  ครั้นแล้ว  มนสิการถึงตติยฌานโดยเป็นสภาพที่ละเอียด  คลายความยินดีในทุติยฌานแล้ว  พึงลงมือทำความเพียรเพื่อบรรลุตติยฌานต่อไป

:แหละกาลใด  เมื่อโยคีบุคคลออกจากทุติยฌานแล้ว  มีสติสัมปชัญญะพิจารณาองค์ฌานอยู่นั้น  องค์ฌานเพียงแต่วิจารก็จะปรากฏโดยเป็นสภาพที่หยาบขึ้น  องค์ฌานอื่น ๆ





(หน้าที่ 287)




มีปีติเป็นต้นคงปรากฏโดยเป็นสภาพที่ละเอียดอยู่  กาลนั้น  ขณะที่โยคีบุคคลมนสิการถึงปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแลอย่างแล้ว ๆ  เล่า ๆ  ว่า  ปถวี – ปถวี  หรือ  ดิน – ดิน  ฉะนี้  เพื่อที่จะละองค์ที่หยาบและให้ได้มาซึ่งองค์ที่ละเอียดอยู่นั้น ตติยฌานก็จะเกิดขึ้นโดยนัยที่ได้แสดงมาแล้วนั่นแล  องค์สำหรับละของตติยฌานนั้นมีแต่วิจารอย่างเดียว  ส่วนองค์ประกอบมี ๓  มีปีติเป็นต้น  เหมือนกับในทุติยฌานโดยจตุกกนัย  คำที่เหลือเหมือนดังที่แสดงมาแล้วทุกประการนั่นเทียว


สรุปฌานปัญจกนัย

:ด้วยประการฉะนี้  ทุติยฌานใดในฌานจตุกกนัยนั้น  ในฌานปัญจกนัยนี้  ทุติยฌานนั้นแยกออกเป็น ๒  ฌาน  คือ  เป็นทุติฌานและตติยฌาน  ตติยฌานและจตุตถฌานในฌานจตุกกนัยนั้นแยกเป็นจตุตถฌานและปัญจมฌานในฌานปัญจกนัยนี้  ส่วนปฐมฌานคงเป็นปฐมฌานตามเดิม  ฉะนี้แล


ปถวีกสิณนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๔

ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นเพื่อความปราโมชแห่งสาธุชน

ยุติลงด้วยประการฉะนี้

……………….
== ดูเพิ่ม ==

*[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (หน้าหลัก)
*[[วิสุทธิมรรค]] ฉบับแปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ) และคณะ
[[หมวดหมู่:วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]]