Difference between revisions 87519 and 87643 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

<sub><small>''(หน้าที่ 288)''</small></sub>

'''เสสกสิณนิเทศ  ปริจเฉทที่ ๕'''

'''๒.  อาโปกสิณภาวนา'''

:ณ  วาระนี้  จะอรรถาธิบายความในอาโปกสิณภาวนาโดยพิสดารต่อจากปถวีกสิณภาวนาเป็นลำดับไป  ดังนี้ –

:ก็แหละ  ปถวีกสิณกัมมัฏฐาน  ฉันใด  แม้อาโปกสิณกัมมัฏฐานก็ทำนองเดียวกันกล่าวคือ  โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาอาโปกสิณกัมมัฏฐานนั้น  พึงนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรงแล้วจับเอานิมิตในน้ำ

:วิธีการทั้งปวงในอาโปกสิณนี้  เช่นอาโปกสิณที่สร้างขึ้น  หรืออาโปกสิณที่เป็นอยู่เองตามธรรมดาเป็นต้น  นักศึกษาพึงทราบความพิสดารโดยนัยดังที่พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณนั้นทุกประการ

:แหละในอาโปกสิณนี้  ฉันใด  ในกสิณต่อ ๆ  ไปทั้งหมดก็เหมือนกัน  เบื้องหน้าแต่นี้ไป  อรรถาธิบายเช่นนี้ข้าพเจ้าจักไม่พรรณนาซ้ำอีก  จักพรรณนาแต่เฉพาะที่ต่างกันเท่านั้น

'''อาโปกสิณที่เป็นเอง'''

:แม้ในอาโปกสิณกัมมัฏฐานนี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วตั้งแต่ชาติปางก่อนนั้น  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้ในน้ำที่เป็นอยู่เองตามธรรมดา  คือ  ในสระ  ในบึง  ในทะเลสาบ  หรือในมหาสมุทร  เหมือนกับที่เกิดขึ้นแก่ท่านจูฬสิวเถระ

:ได้ยินว่า  ท่านจูฬสิวเถระนั้นสละทิ้งลาภและสักการะด้วยตั้งใจว่า  จะไปพักอยู่อย่างเงียบ ๆ  จึงไปขึ้นเรือที่ท่าใหญ่ไปยังชมพูทวีป  ได้เพ่งดูน้ำในมหาสมุทรไปในระหว่างทางกสิณนิมิตคล้ายกับน้ำมหาสมุทรนั้นได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน  ด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 289)''</small></sub>

'''วิธีทำอาโปกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ที่ไม่ได้สร้างสมอบรมบุญญาธิการมาแต่ชาติปางก่อน  เมื่อจะทำอาโปกสิณต้องหลีกเลี่ยงโทษแห่งกสิณ ๔ อย่าง  คือ  อย่าเอาน้ำที่มีสีเขียว,  สีเหลือง, สีแดง  หรือสีขาว  อย่างใดอย่างหนึ่ง  แต่พึงเอาน้ำฝนที่รองรับเอาด้วยผ้าขาวสะอาดในกลางแจ้งซึ่งยังไม่ทันจะตกถึงพื้นดิน  หรือน้ำอย่างอื่น  ที่ใสสะอาดปราศจากโทษเหมือนอย่างน้ำฝนนั้น  มาใส่ให้เต็มเสมอขอบปากบาตรหรือคนโท  แล้วเอาไปตั้งไว้  ณ  โอกาสลับ ๆ  ตรงท้ายวัด  ซึ่งมีประการดังกล่าวมาแล้วในปถวีกสิณภาวนานั้น

'''วิธีภาวนาอาโปกสิณ'''

:ครั้นแล้วโยคีบุคคลพึงนั่งคู้บรรลังก์ตั้งกายให้ตรงแล้วอย่าพิจารณาถึงสีของน้ำ  อย่ามนสิการถึงลักษณะของน้ำซึ่งมีลักษณะไหลซึมซาบและเกาะกุม  พึงวางจิตไว้ในคำบัญญัติด้วยอำนาจธาตุน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่มีมากกว่า  พร้อมกับสีอันเป็นที่อาศัยเท่านั้น  แล้วพึงภาวนาด้วย  สามารถชื่อปรากฏรู้กันโดยมากกว่า   อาโป -  อาโป  หรือ  น้ำ – น้ำ  ดังนี้  ในบรรดาชื่อของน้ำทั้งหลาย  คือ  อมฺพุ,  อุทกํ,  วาริ,  สลีลํ  เป็นต้น

'''ลักษณะอุคคห -  ปฏิภาคนิมิต'''

:เมื่อโยคีบุคคลนั้นพยายามภาวนาอยู่โดยทำนองนี้เรื่อย ๆ ไป  อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตทั้ง ๒  ก็จะบังเกิดขึ้นโดยลำดับ  โดยนัยดังที่พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณนั้นนั่นแล  แต่ว่าในอาโปกสิณนี้  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นดุจกระเพื่อมอยู่  ถ้าน้ำมีฟองและต่อมเจือปน  อุคคหนิมิตจะปรากฏเป็นเช่นนั้นนั่นเทียว  โทษแห่งกสิณย่อมปรากฏให้เห็น  ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้นย่อมปรากฏเป็นสภาพที่นิ่ง  เหมือนตาลปัตรแก้วมณีที่ปักไว้กลางแจ้ง  และเหมือนวงกลมกระจกเงาที่ทำด้วยแก้วมณี  ฉะนั้น  โยคีบุคคลนั้น  ย่อมจะบรรลุถึงซึ่งอุปจารฌานพร้อมกับด้วยการปรากฏขึ้นแห่งปฏิภาคนิมิตนั้นนั่นแล  และย่อมจะบรรลุถึงซึ่งฌาน ๔  และฌาน ๕  โดยทำนองดังที่พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณนั่นเทียว

'''จบอาโปกสิณ'''

<sub><small>''(หน้าที่ 290)''</small></sub>

'''๓.  เตโชกสิณภาวนา  '''

:แม้โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาซึ่งเตโชกสิณกัมมัฏฐานนั้น  ก็พึงจับเอานิมิตในไฟ  ในโยคีบุคคล ๒  จำพวกนั้น  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ในชาติปางก่อน  เมื่อจับตาเอานิมิตในไฟที่เป็นอยู่เองตามธรรมดา  คือเพ่งดูเปลวไฟในที่ใดที่หนึ่ง  คือ  ที่เปลวตะเกียง  ที่เตาไฟ  ที่กองไฟสำหรับระบมบาตร  หรือที่ไฟไหม้ป่า  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้  เหมือนกับที่เกิดขึ้นแก่ท่านจิตตคุตตเถระ

:ท่านจิตตคุตตเถระนั้นเข้าไปในโรงอุโบสถมนวันธรรมสวนะ  ขณะที่ท่านเพ่งดูเปลวตะเกียงอยู่นั่นแล  อุคคหนิมิตได้เกิดขึ้นแล้ว

'''วิธีทำเตโชกสิณ'''

:ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่ได้สร้างสมอบรมบุญญาธิการมาแต่ในชาติปางก่อน  ต้องทำกสิณขึ้นเอง  วิธีทำเตโชกสิณนั้นดังนี้  คือ  เอาไม้แก่นชนิดที่มียางมาผ่าตากแดดให้แห้งแล้วตัดทอนให้เป็นท่อน ๆ  แล้วเอาไปที่โคนไม้หรือที่ปะรำอันเหมาะสม  ทำไม้นั้นให้เป็นกอง  โดยอาการเหมือนจะระบมบาตร  ติดไฟให้ลุกแล้วพึงเจาะช่องกลม ๆ  ที่เสื่อลำแพนหรือที่ผืนหนัง  หรือที่ผืนผ้า  ขนาดโต ๑ คืบ ๔ นิ้ว  แล้วยกไปตั้งข้างหน้ากองไฟนั้น

'''วิธีภาวนาเตโชกสิณ'''

:โยคีบุคคลพึงนั่งเข้าที่  โดยทำนองดังที่ได้พรรณนามาแล้วนั่นแล  แต่นั้นอย่าได้มนสิการถึงหญ้าและฟืนข้างล่าง  หรืออย่ามนสิการถึงเปลวควันข้างบน  พึงจับตาเอานิมิตในเปลวไฟอันหนาทึบตรงระหว่างกลางนั้น  อย่าพิจารณาถึงสีของไฟด้วยสามารถแห่งสีเขียว  หรือสีเหลืองเป็นต้น  อย่ามนสิการถึงลักษณะด้วยสามารถเป็นสภาวะที่ร้อน  พึงวางจิตไว้ในคำบัญญัติ  ด้วยอำนาจธาตุไฟซึ่งเป็นสิ่งที่มีมากกว่า  พร้อมกับสีอันเป็นที่อาศัยเท่านั้นในบรรดาชื่อของไฟทั้งหลาย  เช่น  ปาวโก,  กณฺหวตฺตนิ,  ชาตเวโท,  หุตาสโน  เป็นต้น  พึงภาวนาด้วยสามารถชื่อที่ปรากฏรู้กันเป็นส่วนมากเท่านั้นว่า  เตโช –เตโช  หรือ  ไฟ – ไฟ  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป

<sub><small>''(หน้าที่ 291)''</small></sub>

'''ลักษณะอุคคห – ปฏิภาคนิมิต'''

:เมื่อโยคีบุคคลนั้นพยายามภาวนาอยู่โดยทำนองนี้เรื่อย ๆ  ไปนั่นแล  อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตทั้ง ๒  ก็จะเกิดขึ้นโดยลำดับ  ตามทำนองที่ได้พรรณนามาแล้วนั่นเทียว  ในนิมิต ๒ อย่างนั้น  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นเหมือนเปลวไฟขาดตกหายไป ๆ แต่เมื่อจับเอานิมิตในไฟที่เป็นอยู่เองตามธรรมดาแล้ว  โทษแห่งกสิณย่อมปรากฏให้เห็น  กล่าวคือ  ลูกไฟบ้าง  ก้อนถ่านบ้าง  ขี้เถ้าบ้าง  ควันบ้าง  ก็จะปรากฏขึ้น  ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น  เป็นสภาวะที่ไม่เคลื่อนไหว  ย่อมปรากฏเหมือนท่อนผ้ากัมพลแดงที่อยู่กลางแจ้ง  และเหมือนตาลปัตรทองคำ  หรือเหมือนเสาทอง  โยคีบุคคลนั้นย่อมจะบรรลุถึงซึ่งอุปจารฌานพร้อมกับการปรากฏขึ้นแห่งปฏิภาคนิมิตนั้นทีเดียว  และย่อมจะบรรลุถึงซึ่งฌาน ๔  และฌาน ๕  โดยนัยดังที่ได้พรรณนามาแล้วนั่นแล

'''จบเตโชกสิณ'''

'''๔.  วาโยกสิณภาวนา'''

:แม้โยคีบุคคลผู้ประสงค์จะภาวนาซึ่งวาโยกสิณกัมมัฏฐานนั้น  พึงพยายามจับเอาซึ่งนิมิตในลม  ก็แหละ  นิมิตนั้นจะพึงจับเอาได้ด้วยสามารถที่ได้เห็นหรือได้ถูกต้อง  เพราะเหตุที่ท่านอรรถกถาจารย์แสดงไว้ในคัมภีร์อรรถกถาทั้งหลายว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอาวาโยกสิณ  โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในลม  คือ  ย่อมกำหนดยอดอ้อยที่ลมพัดเอนไปเอนราบไปพร้อม ๆ กัน  หรือกำหนดยอดไผ่ที่ลมพัดเอนไป  เอนราบไปพร้อม ๆ กัน  หรือกำหนดยอดไม้ที่ลมพัดเอนไป  เอนราบไป  หรือกำหนดปลายผมที่ลมพัดให้ล้มลงให้ล้มราบลง  หรือกำหนดตรงที่ลมมาถูกต้องกาย  ฉะนั้น  โยคีบุคคลครั้นได้เห็นอ้อยหรือไผ่  หรือต้นไม้ซึ่งมีใบหนาขึ้นอยู่อย่างมียอดเสมอกัน  ถูกลมพัดอยู่ก็ดี  หรือได้เห็นศรีษะของบุรุษผู้มีผมดกยาวประมาณ ๔  องคุลี  ถูกลมพัดอยู่ก็ดี  พึงตั้งสติไว้ว่า  ลมนี้ย่อมพัดถูก  ณ  ที่ตรงนั้น หรือพึงตั้งสติไว้ตรงที่ที่ลมพัดเข้าทางช่องหน้าต่างหรือทางรูฝาแล้วมากระทบประเทศของกายครั้นแล้วพึงภาวนาในบรรดาชื่อของลมทั้งหลาย  เช่น  วาโต,  มาลุโต,  อนิลํ  เป็นต้น  พึงภาวนาด้วยสามารถแห่งชื่อที่ปรากฏรู้จักกันเป็นส่วนมากเท่านั้นว่า  วาโต – วาโต  หรือ  ลม – ลม  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป

<sub><small>''(หน้าที่ 292)''</small></sub>

'''ลักษณะอุคคห – ปฏิภาคนิมิต'''

:ในวาโยกสิณภาวนานี้  อุคคหนิมิตมีลักษณะคล้าย ๆ  กับเกลียวไอของข้าวต้มที่ปลงลงจากเตาใหม่ ๆ ย่อมปรากฏเป็นสภาพเคลื่อนไหวได้  ส่วนปฏิภาคนิมิตเป็นสภาพสงบนิ่ง  ไม่มีการเคลื่อนไหวเหมือนอุคคหนิมิต  คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ได้พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณภาวนานั้นนั่นเทียว

'''จบวาโยกสิณ'''

'''๕.  นีลกสิณภาวนา'''

:ก็แหละ  ลำดับต่อจากวาโยกสิณภาวนานั้น  เพราะมีคำบาลีของโบราณอรรถกถาอยู่ว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอานีลกสิณ  โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุมีสีเขียว  คือ  ในดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง  ดังนี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ชาติปางก่อน  เพียงแต่ได้เห็นกอดอกไม้ซึ่งมีดอกบานสะพรั่งเห็นปานนั้น  หรือเห็นที่ตกแต่งดอกไม้  ณ  สถานที่บูชา  หรือผ้าเขียวหรือแก้วเขียวอย่างใดอย่างหนึ่ง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้  

'''วิธีทำนีลกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้น  (ต้องทำกสิณขึ้นเอง)  ต้องไปเก็บเอาดอกไม้  เช่น  ดอกบัวเขียว  และดอกกรรณิการ์เขา  เป็นต้น  เอามาจัดใส่ให้เต็มตะกร้าหรือฝาสมุกพอเสมอขอบปาก  เอาแต่กลีบดอกล้วน ๆ  โดยที่ไม่ให้มีเกสรหรือก้านปรากฏให้เห็นเลย  อีกอย่างหนึ่ง  พึงเอาผ้าสีเขียวมาม้วนให้เป็นห่อแล้วบรรจุใส่ให้เต็มเสมอขอบปากของตะกร้าหรือฝาสมุกนั้น  หรือเอาผ้าสีเขียวนั้นมาผูกขึงที่ปากขอบของตะกร้าหรือฝาสมุกนั้นให้ตรึงเหมือนอย่างหน้ากลองก็ได้  อีกแบบหนึ่ง  พึงเอาธาตุสีธรรมชาติอย่างหนึ่งอย่างใดในสีเขียวสัมฤทธิ์  สีเขียวใบไม้  และสีเขียวดอกอัญชัญ  มาทาทำเป็นดวงกสิณ  ชนิดที่เคลื่อนที่ได้หรือชนิดที่ติดอยู่กับฝา  แล้วทาตัดสีที่ไม่กลืนกัน  โดยทำนองดังที่แสดงมาแล้วในปถวีกสิณนั่นแล

<sub><small>''(หน้าที่ 293)''</small></sub>

'''วิธีภาวนานีลกสิณ'''

:ครั้นทำกสิณเสร็จแล้ว  แต่นั้นโยคีบุคคลพึงลงมือภาวนา  คือ  ยังมนสิการให้เป็นไปว่า  นีลํ – นีลํ  หรือ  สีเขียว – สีเขียว  ฉะนี้  โดยนัยดังที่ได้แสดงไว้แล้วในปถวีกสิณ  แม้ในนีลกสิณภาวนานี้  ในขั้นอุคคหนิมิต  โทษแห่งกสิณยังปรากฏให้เห็นอยู่  คือ  เกสร,  ก้าน  และระหว่างกลีบเป็นต้นย่อมจะปรากฏ  ส่วนปฏิภาคนิมิตพ้นไปจากโทษกสิณ  ย่อมปรากฏเป็นเช่นกับตาลปัตรแก้วมณีที่อยู่กลางแจ้ง  คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังที่ได้ภาวนามาแล้วข้างต้นนั่นเทียว

'''จบนีลกสิณ'''

'''๖.  ปีตกสิณภาวนา'''

:แม้ในปีตกสิณภาวนาก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้  เพราะเหตุที่ท่านโบราณอรรถกถาจารย์แสดงไว้ว่า  โยคีบุคคลเมื่อจะถือเอาปีตกสิณ  โดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุมีสีเหลือง  คือในดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง  ฉะนั้น  แม้ในปีตกสิณภาวนานี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแต่ชาติปางก่อนนั้น เพียงแต่ได้เห็นกอไม้ดอกซึ่งมีดอกบานสะพรั่งเห็นปานนั้น  หรือเห็นที่ตกแต่งดอกไม้ในที่บูชา  หรือเห็นผ้าหรือธาตุสีเหลือง  อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น  เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นแก่ท่านจิตตคุตตเถระ

:ได้ยินว่า  เมื่อท่านจิตตคุตตเถระนั้นเห็นอาสนะบูชาที่ทำด้วยดอกจันทน์เหลืองใน  วัดจิตตลบรรพตวิหาร  อุคคหนิมิตประมาณเท่ากับอาสนะบูชาได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านพร้อมกับการที่ได้เห็นนั่นเทียว  

'''วิธีทำปีตกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้น  พึงสร้างดวงกสิณขึ้นด้วยดอกกรรณิการ์  หรือด้วยผ้าสีเหลืองหรือด้วยธาตุสีธรรมชาติ  โดยนัยดังที่ได้แสดงมาแล้วในนีลกสิณภาวนา

<sub><small>''(หน้าที่ 294)''</small></sub>

:นั่นแล  แต่นั้นพึงลงมือภาวนา  คือยังมนสิการให้เป็นไปว่า  ปีตกํ -  ปีตกํ  หรือว่า  สีเหลือง – สีเหลือง  ฉะนี้

:คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในปถวีกสิณทุกประการนั่นแล

'''จบปีตกสีณ'''

'''๗.  โลหิตกสิณภาวนา'''

:แม้ในโลหิตกสิณภาวนาก็มีนัยเช่นเดียวกันนั่นแล  เพราะเหตุที่ท่านโบราณอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาโลหิตกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในวัตถุที่มีสีแดง  คือ  ในดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีโดยธรรมชาติบ้าง  ดังนี้  ฉะนั้น  แม้ในโลหิตกสิณภาวนานี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแต่ในชาติปางก่อนนั้น  เพียงแต่ได้เห็นกอไม้ดอกซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่ง  เช่น  ดอกชบาเป็นต้นเห็นปานฉะนั้น  หรือเห็นเครื่องตกแต่งดอกไม้ในที่บูชาหรือเห็นสีธรรมชาติ  คือ  ผ้าและแก้วสีแดง  อย่างใดอย่างหนึ่ง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น

'''วิธีภาวนาโลหิตกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้นต้องสร้างกสิณขึ้นเอง  คือ  เอาดอกไม้  เช่น  ดอกชัยพฤกษ์  ดอกชบา  และดอกไม้ที่มีสีแดง  หรือเอาผ้าแดง  หรือเอาสีธรรมชาติ  เช่น  ดินสอแดงหรือสีแดงชาดมาทำเป็นดวงกสิณ  โดยนัยดังที่ได้แสดงไว้ในนีลกสิณภาวนานั่นแล  ครั้นทำกสิณเสร็จแล้ว  แต่นั้นพึงลงมือภาวนา  คือ  ยังมนสิการให้เป็นไปว่า  โลหิตกํ – โลหิตกํ  หรือว่า  สีแดง – สีแดง  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป  จนกว่าอุคคหนิมิตจะเกิดขึ้น

:คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณภาวนานั่นแล

'''จบโลหิตกสิณ'''

'''๘.  โอทาตกสิณภาวนา'''

:แม้ในโอทาตกสิณภาวนานี้  เพราะคำบาลีในโบราณอรรถกถาว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาโอทาตกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตที่มีวัตถุสีขาว  คือ  ใน

<sub><small>''(หน้าที่ 295)''</small></sub>

:ดอกไม้บ้าง  ในผ้าบ้าง  ในธาตุที่เป็นสีธรรมชาติบ้าง  ดังนี้  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการ  อันได้สร้างสมอบรมมาแต่ชาติปางก่อนนั้น  เพียงแต่ได้เห็นพุ่มไม้ดอกซึ่งกำลังมีดอกบานสะพรั่งอยู่เห็นปานนั้น  หรือเห็นเครื่องตกแต่งด้วยดอกไม้  เช่นดอกมะลิ  เป็นต้น  หรือเห็นกองแห่งดอกบัวขาว  หรือเห็นผ้าขาว  และสีขาวธรรมชาติ  อย่างใดอย่างหนึ่ง   อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้น  แม้ในแผ่นกลมแห่งดีบุก,  แผ่นกลมแห่งเงิน  หรือในดวงจันทร์  อุคคหนิมิตก็เกิดขึ้นได้เหมือนกันนั่นเทียว  

'''วิธีภาวนาโอทาตกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการนั้น  ต้องสร้างกสิณขึ้นเอง  คือ  เอาดอกไม้สีขาวซึ่งมีประการดังกล่าวมาแล้ว  เอาผ้าขาว  หรือเอาสีขาวธรรมชาติ  มาทำให้เป็นดวงกสิณตามนัยดังที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณภาวนานั่นแล  ครั้นทำกสิณเสร็จแล้วพึงลงมือภาวนา  คือ  ยังมนสิการให้เป็นไปว่า  โอทาตํ – โอทาตํ  หรือว่า  สีขาว – สีขาว  ดังนี้เรื่อย ๆ  ไปร้อยครั้ง  หรือพันครั้ง  หรือมากกว่านั้น  ทั้งนี้  จนกว่าอุคคหนิมิตจะเกิดขึ้นนั่นเทียว  คำที่เหลือเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณทุกประการ

'''จบโอทาตกสิณ'''

'''๙.  อาโลกกสิณภาวนา'''

:ก็แหละ  ในอาโลกกสิณภาวนานี้  เพราะมีคำบาลีโบราณอรรถกถาว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาโลกกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอานิมิตในแสงสว่าง  คือ  ที่ฝาบ้าง  ที่รูลูกดานบ้าง  ที่ช่องหน้าต่างบ้าง  ฉะนี้  ดังนั้นสำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแต่ในชาติปางก่อน  เพียงแต่ได้เห็นดวงกลม ๆ  ที่แสงพระอาทิตย์หรือ  แสงพระจันทร์ส่องฉายเข้าไปตามรูฝาเป็นต้น  แล้วไปปรากฏติดอยู่กับฝาหรือที่พื้นนั้น ๆ  หรือดวงกลม ๆ  ที่แสงพระอาทิตย์หรือแสงพระจันทร์ส่องทะลุออกมาตามระหว่างกิ่งไม้ที่มีใบหนาทึบหรือตามระหว่างปะรำที่มุงด้วยกิ่งไม้อย่างหนาทึบ  แล้วมาปรากฏติดอยู่กับพื้นนั้นนั่นแหละ  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้ในทันที

<sub><small>''(หน้าที่ 296)''</small></sub>

'''วิธีภาวนาอาโลกกสิณ'''

:ฝ่ายโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการเช่นนั้น  ต้องลงมือภาวนาซึ่งดวงกลมของแสงสว่างซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนั้น  ด้วยคำภาวนาว่า  โอภาโส – โอภาโส  แสงสว่าง – แสงสว่าง  ดังนี้ก็ได้  หรือว่า  อาโลโก – อาโลโก  ความสว่าง -  ความสว่าง  ดังงนี้ก็ได้  ภาวนาเรื่อย ๆไป  จนกว่าอุคคหนิมิตจะเกิดขึ้น  แต่เมื่อโยคีบุคคลไม่สามารถจะทำให้อุคคหนิมิตเกิดขึ้นด้วยวิธีภาวนาซึ่งดวงกลมแห่งแสงสว่างเช่นนั้น  พึงจุดตะเกียงใส่ไว้ในหม้อแล้วปิดปากหม้อเสีย  เจาะรูที่ข้างหม้อแล้วเอาไปตั้งหันหน้ารูนั้นเข้าใส่ฝา  แสงสว่างของตะเกียงก็จะส่องออกจากรูหม้อนั้น  ไปติดอยู่ที่รูปวงกลมอยู่ที่ฝา  โยคีบุคคลพึงภาวนาซึ่งดวงกลมนั้นนั่นแลว่า  อาโลโก – อาโลโก  หรือว่า  ความสว่าง – ความสว่าง  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป  ดวงกลมของแสงตะเกียงนี้ย่อมตั้งอยู่ได้นานมากกว่าดวงกลมของแสงพระอาทิตย์หรือแสงพระจันทร์นั้น  ในอาโลกกสิณภาวนานี้  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นสภาพเหมือนกับดวงกลมซึ่งติดอยู่ที่ฝาหรือที่พื้นนั่นแล  ส่วนปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นสภาพที่ใหญ่โตและสดใสมาก  คล้าย ๆ กับก้อนแห่งแสงสว่าง  คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับที่ได้พรรณนามาแล้วในนีลกสิณแล

'''จบอาโลกกสิณ'''

'''๑๐.  ปริจฉินนากาสกสิณภาวนา'''

:แม้ในปริจฉินนากาสกสิณภาวนานี้  เพราะมีคำบาลีโบราณอรรถกถาว่า  เมื่อโยคีบุคคลจะถือเอาซึ่งอากาสกสิณโดยภาวะเป็นอุคคหนิมิตนั้น  ย่อมถือเอาซึ่งนิมิตในที่ว่าง ๆ  คือ  ที่รูฝาบ้าง  ที่รูลูกดานบ้าง ที่ช่องหน้าต่างบ้าง ดังนี้  ฉะนั้น  สำหรับโยคีบุคคลผู้มีบุญญาธิการอันได้สร้างสมอบรมมาแล้วแต่ในชาติปางก่อน  เพียงแต่ที่ได้เห็นรูฝาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  อุคคหนิมิตย่อมเกิดขึ้นได้ในทันที

'''วิธีภาวนาอากาสกสิณ'''

:สำหรับโยคีบุคคลผู้ไม่มีบุญญาธิการเช่นนั้น  ต้องเจาะที่หลังคาปะรำซึ่งมุงอย่างสนิท  หรือเจาะช่องที่ผืนหนังและที่เสื่อลำแพนเป็นต้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ให้เป็นช่องกว้าง

<sub><small>''(หน้าที่ 297)''</small></sub>

:ประมาณ ๑  คืบ ๔  นิ้ว  แล้วพึงลงมือภาวนาซึ่งช่องนั้นนั่นแหละ  หรือช่องชนิดอื่นอันต่างด้วยช่องฝาเป็นต้น  ด้วยบทภาวนาว่า  อากาโส – อากาโส  หรือว่า  ที่ว่าง – ที่ว่าง  ดังนี้เรื่อย ๆ ไป  ในอากาสกสิณภาวนานี้  อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นเหมือนช่องที่กำหนดด้วยที่สุดรอบของฝา  และอุคคหนิมิตนี้แม้จะขยายก็ขยายไม่ได้  เพราะภาวนายังมีกำลังน้อยอยู่  ส่วนปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นสภาพคล้ายดวงกลมของช่องว่างนั้น  และเมื่อขยายก็ขยายได้  คำที่เหลือนักศึกษาพึงทราบโดยนัยดังที่ได้พรรณนาไว้ในปถวีกสิณนั้นทุกประการ

'''จบปริจฉินนากาสกสิณ'''

'''อธิบายหัวข้อเบ็ดเตล็ด'''

:อันนักศึกษาเมื่อได้ศึกษาเข้าใจถึงกสิณ ๑๐ประการ  อันเป็นเหตุให้ได้ฌาน ๔  และฌาน ๕  ในรูปาวจรภูมิ  ที่สมเด็จพระทศพลพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวงได้ทรงแสดงไว้แล้วด้วยประการฉะนี้  และเข้าใจถึงนัยแห่งการภาวนาซึ่งกสิณ ๑๐  ประการนั้นให้เข้าใจดียิ่งขึ้นไปอีกสักเล็กน้อยดังต่อไปนี้ –

'''๑.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปถวีกสิณ'''

:ในบรรดากสิณ ๑๐  ประการนั้น  ฤทธิ์ย่อมสำเร็จขึ้นด้วยอำนาจปถวีกสิณ  มีอาทิดังนี้คือ  คนเดียวเนรมิตให้เป็นหลายคนได้เป็นต้น  เนรมิตแผ่นดินขึ้นในอากาศหรือในน้ำแล้วเดินไปด้วยเท้าได้  สำเร็จอิริยาบทยืนและนั่งเป็นต้นในอากาศหรือในน้ำได้  ได้อภิภายตนะ  โดยนัยมีอารมณ์นิดหน่อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้

'''๒.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจอาโปกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจอาโปกสิณ  มีอาทิดังนี้คือ  ดำลงไปในพื้นแผ่นดิน  และผุดโผล่พื้นแผ่นดินขึ้นมาได้  บันดาลให้ฝนตกได้  บันดาลให้เกิดเป็นแม่น้ำและเป็นมหาสมุทรเป็นต้นได้  บันดาลแผ่นดิน,  ภูเขา  และปราสาทเป็นต้นให้หวั่นไหวสั่นสะเทือนได้

<sub><small>''(หน้าที่ 298)''</small></sub>

'''๓.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจเตโชกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจเตโชกสิณ  มีอาทิดังนี้  คือ  บังหวนควันได้  บันดาลให้ไฟลุกโพลงขึ้นได้  บันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตกได้  บันดาลไฟที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ของผู้อื่นให้ดับลงด้วยไฟที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ของตนได้  มีความสามารถที่จะเผาผลาญสิ่งที่ตนประสงค์ให้พินาศลงได้  บันดาลให้เกิดแสงสว่างเพื่อเห็นรูปด้วยจักษุอันเป็นทิพย์ได้ เผาสรีรศพตนเองได้ด้วยเตโชธาตุในเวลาปรินิพพาน

'''๔.  ฤทธิ์เกิดขึ้นด้วยอำนาจวาโยกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจวาโยกสิณมีอาทิดังนี้  คือ  เหาะไปได้เร็วเหมือนอย่างลมพัด  บันดาลฝนพายุให้ตกได้

'''๕.  ฤทธิ์เกิดขึ้นด้วยอำนาจนีลกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจนีลกสิณ  มีอาทิดังนี้  คือ  เนรมิตสิ่งต่าง ๆ  ให้เป็นสีเขียวได้  บันดาลความมืดมนอนธการให้เกิดขึ้นได้  ได้อภิภายตนะโดยนัยมีผิวพรรณงามและมีผิวพรรณน่าเกลียด  การบรรลุสุภวิโมกข์คือบรรลุมรรคผลและนิพพานโดยง่ายสะดวกสบาย

'''๖.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจปีตกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จด้วยอำนาจปีตกสิณ  มีอาทิดังนี้  คือ  เนรมิตสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นสีเหลืองได้  เสกเหล็ก,  ทองเหลือง,  ทองแดงเป็นต้นให้เป็นทองคำได้  ได้อภิภายตนะโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล  และการบรรลุสุภวิโมกข์

'''๗.  ฤทธิ์เกิดขึ้นด้วยอำนาจโลหิตกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจโลหิตกสิณ  มีอาทิดังนี้  คือ  เนรมิตสิ่งของต่าง ๆ  ให้เป็นสีแดงได้  ได้อภิภายตนะโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล  และการบรรลุสุภวิโมกข์

'''๘.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจโอทาตกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจโอทาตกสิณ  มีอาทิดังนี้คือ  เนรมิตสิ่งของต่าง ๆให้เป็นสีขาวได้  บันดาลให้สร่างหายจากการง่วงเหงาหาวนอนได้  บันดาลความมืดมนอมธการให้หายไปได้  บันดาลให้เกิดแสงสว่างเพื่อเห็นรูปด้วยจักษุทิพย์ได้

<sub><small>''(หน้าที่ 299)''</small></sub>

'''๙.  ฤทธิ์เกิดด้วยอำนาจอาโลกกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจอาโลกกสิณ  มีอาทิดังนี้  คือ  เนรมิตสิ่งของต่าง ๆ ให้มีแสงสว่างได้  บันดาลให้สร่างหายจากความง่วงเหงาหาวนอนได้  บันดาลความมืดมนอนธการให้หายไปได้  บันดาลให้เกิดแสงสว่างเพื่อเห็นรูปด้วยจักษุอันเป็นทิพย์ได้

'''๑๐.  ฤทธิ์เกิดขึ้นด้วยอำนาจอากาสกสิณ'''

:ฤทธิ์สำเร็จขึ้นด้วยอำนาจอากาสกสิณ  มีอาทิดังนี้  คือ  บันดาลสิ่งที่ปกปิดกำบังไว้ให้ปรากฏเห็นได้  เนรมิตช่องว่างขึ้นในแผ่นดินและภูเขาเป็นต้น  แล้วไปสำเร็จอิริยาบถ  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  ได้  ทะลุออกไปภายนอกฝาหรือกำแพงได้  ไม่มีอะไรกีดกั้นได้

'''ความต่างกันของกสิณ  ๑๐'''

:กสิณหมดทั้ง ๑๐  ประการนั้น  ย่อมได้ความต่างกันด้วยสามารถแห่งการขยายดังนี้คือ  ขยายขึ้นข้างบน  ขยายลงข้างล่าง  ขยายไปรอบ ๆ ตัว  ไม่ขยายคราวละ ๒ กสิณ  ปะปนกัน  ขยายอย่างไม่มีกำหนดประมาณ  ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่ทรงแสดงไว้มีอาทิว่า  ฌานลาภีบุคคลบางคน  ย่อมขยายปถวีกสิณขึ้นไปข้างบน  บางคนขยายลงข้างล่าง  บางคนขยายไปรอบ ๆ ตัว  บางคนขยายอย่างไม่ปะปนกันคราวละ ๒  กสิณ  บางคนขยายอย่างไม่มีกำหนดประมาณ

'''อรรถาธิบายพระบาลี'''

:บรรดาคำเหล่านั้น  คำว่า  ขยายขึ้นข้างบน  คือขยายให้บ่ายหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าข้างบน  คำว่า  ขยายลงข้างล่าง  คือขยายให้บ่ายหน้าลงสู่พื้นดินข้างล่าง  คำว่า  ขยายไปรอบ ๆ ตัว  คือขยายไปอย่างกำหนดเอาโดยรอบด้าน  เหมือนอย่างขอบเขตที่เป็นวงกลม  จริงอยู่ฌานภาลีบุคคลบางคน  ย่อมขยายกสิณขึ้นไปข้างบนอย่างเดียว  บางคนขยายลงข้างล่าง บางคนขยายไปโดยรอบ  อีกอย่างหนึ่ง  ด้วยเหตุนั้น ๆ  ฌานลาภีบุคคลจึงขยายอย่างนี้  ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสว่า  ขยายขึ้นข้างบน  ลงข้างล่าง  ไปโดยรอบ ดังนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 300)''</small></sub>

:แหละคำว่า  ไม่ปะปนกันคราวละ ๒ กสิณ  นี้  ตรัสไว้เพื่อทรงแสดงว่ากสิณอันหนึ่ง ๆ  ไม่เข้าไปปะปนกับกสิณอีกอันหนึ่ง  เหมือนกับน้ำย่อมปรากฏเป็นน้ำนั้นเองอยู่ในทั่วทุกทิศแก่บุคคลผู้เข้าไปดู ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้  ฉันใด  ปถวีกสิณย่อมปรากฏเป็นปถวีกสิณอยู่นั่นเอง  ความปะปนกับกสิณอย่างอื่นมีอาปกสิณเป็นต้นย่อมไม่มีแก่ปถวีกสิณนั้น  ฉันนั้นเหมือนกัน  ในกสิณอื่น ๆ ทุกกสิณก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้

:คำว่า  ไม่มีกำหนดปะมาณ  นี้  ตรัสไว้ด้วยอำนาจไม่มีประมาณแห่งการขยายซึ่งปถวีกสิณนั้น  จริงอยู่  ฌานลาภีบุคคลเมื่อจะขยายปถวีกสิณนั้นไปด้วยใจ  ย่อมขยายไปอย่างสิ้นเชิงทีเดียว  หาได้ถือเอากำหนดประมาณว่า  นี้เป็นเบื้องต้น  นี้เป็นท่ามกลาง  ของปถวีกสิณนั้น  ดังนี้ไม่  ด้วยประการฉะนี้

'''ผู้บำเพ็ญภาวนาไม่สำเร็จโดยธรรมนิยาม'''

:ก็แหละ  สัตว์เหล่าใดซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรมก็ดี  เป็นผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกิเลสก็ดี  ทั้งเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ไม่มีฉันทะในการปฏิบัติธรรม  เป็นผู้มีปัญญาทึบ  ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็น  อภัพพสัตว์  ไม่สมควรที่จะหยั่งลงสู่ธรรมนิยามและภาวะที่ถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย  การภาวนาย่อมไม่สำเร็จผลแก่สัตว์เหล่านั้นสักคนเดียว  แม้ในกสิณภาวนาข้อเดียว

'''อรรถาธิบายพระบาลี'''

:บรรดาคำเหล่านั้น  คำว่า  สัตว์ผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม  นั้น  หมายเอาสัตว์ผู้ทำอนันตริยกรรม ๕  ประการข้อใดข้อหนึ่ง  คำว่า  สัตว์ผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกิเลส  นั้น  หมายเอาสัตว์จำพวกที่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ  (คืออเหตุกทิฏฐิ  อกิริยทิฏฐิ  และนัตถิกทิฏฐิ) ๑  จำพวกที่เป็นอุภโตพยัญชนกะ  (คน ๒ เพศ) ๑  และจำพวกที่เป็นบัณเฑาะก์  (กะเทย) ๑  คำว่า  สัตว์ผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือวิบาก  นั้น  หมายเอาสัตว์จำพวกที่เป็นอเหตุกปฏิสนธิและที่เป็นทวิเหตุกปฏิสนธิ  คำว่า  เป็นผู้ไม่มีศรัทธา  หมายความว่าเป็นผู้เว้นแล้วจากความ

<sub><small>''(หน้าที่ 301)''</small></sub>

:เชื่อในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น  คำว่า  เป็นผู้ไม่มีฉันทะในการปฏิบัติธรรม  หมายความว่า  เป็นผู้เว้นแล้วจากกัตตุกัมยตาฉันทะในข้อปฏิบัติอันไม่เป็นข้าศึกคือในข้อปฏิบัติอันสมควรแก่มรรค  ได้แก่ในวิปัสสนาอันสมควรแก่อริยสัจ  คำว่า  เป็นผู้มีปัญญาทึบ  หมายความว่า  เป็นผู้เว้นแล้วจากโลกิยสัมมาทิฏฐิและโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ  คำว่า  เป็นอภัพพสัตว์ไม่ควรเพื่อจะหยั่งลงสู่ธรรมนิยาม  และภาวะที่ถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย  หมายความว่า  เป็นผู้ไม่สมควรเพื่อที่จะหยั่งลงสู่อริยมรรคกล่าวคือธรรมนิยามและภาวะที่ถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย

:ความจริง  การที่ภาวนาไม่สำเร็จผลแก่สัตว์ผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรมเป็นต้น  แม้แต่สักคนเดียวนั้น  ไม่ใช่แต่เฉพาะในกสิณกัมมัฏฐานนี้อย่างเดียว  แม้ในกัมมัฏฐานทั้งหลายอย่างอื่น ๆ ด้วย

'''คำตักเตือนกุลบุตร'''

:เพราะฉะนั้น  กุลบุตรพุทธศาสนิกผู้ปราศจากเครื่องกั้นคือวิบากแล้ว  พึงหลีกเว้นเครื่องกั้นคือกรรมและเครื่องกั้นคือกิเลสให้ห่างไกล  แล้วพึงเพิ่มพูนศรัทธา,  ฉันทะและปัญญาด้วยการตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ  และด้วยการคบหาสมาคมกับสัตบุรุษคือผู้ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจเป็นต้น  แล้วพึงลงมือบำเพ็ญเพียรในอันประกอบพระกัมมัฏฐานนั้นเถิดฉะนี้แล

'''เสสกสิณนิเทศ  ปริเฉทที่ ๕'''

'''ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา  ในปกรณวิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้'''

'''เพื่อให้เกิดความปีติปราโมทย์แก่สาธุชนทั้งหลาย'''

'''ยุติลงด้วยประการฉะนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''