Difference between revisions 87673 and 87997 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

== ปริจเฉทที่  ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ==

'''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นว่า'''

'''เป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูก'''

<sub><small>''(หน้าที่  268)''</small></sub>

:อนึ่ง  ญาณซึ่งรู้ทางถูกและทางไม่ถูกอย่างนี้ว่า  “นี้เป็นทาง  นี้มิใช่ทาง”  ดังนี้  ชื่อว่า  มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ  คือ  ความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติที่ถูและไม่ถูก

'''(๓.  กลาปสัมมสนญาณ)'''

:โยคีผู้ปรารถนาเพื่อบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ์นั้น  เริ่มแรกควรทำโยคะ  (คือการบำเพ็ญความเพียร)  ในนยวิปัสสนา  ที่เรียกว่า กลาป[สัมมสนะ]  (คือ  การกำหนดพิจารณาธรรมเป็นหมวดเป็นกอง)  ก่อน  (ถามว่า)  เพราะเหตุไร ?  (ตอบว่า)  เพราะเมื่อพระธรรมมีโอภาส  (แสงสว่าง)  เป็นต้นเกิดขึ้นแก่โยคีผู้แรกเริ่มปฏิบัติวิปัสสนา  มัคคามัคคญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูก)  จึงเกิดขึ้น  ความจริง  เมื่อธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้นเกิดขึ้น  ท่านโยคีผู้แรกเริ่มปฏิบัติวิปัสสนา  ก็มีมัคคามัคคญาณอยู่ด้วย  ด้วยว่า  กลาปสัมมสนะ  (ญาณ)  เป็นญาณเริ่มต้นของวิปัสสนา  เพราะฉะนั้น  ท่านจึงยกกลาปสัมมสน  (ญาณ)  นี้ขึ้นแสดงไว้ในลำดับของกังขาวิตรณ  (วิสุทธิ(contracted; show full)
:๗.    ทำความไม่อาลัยในร่างกายและชีวิตให้เกิดขึ้น

:๘.    ในการไม่อาลัยในร่างกายและชีวิตนั้นโยคีจะทำให้เกิดวิปัสสนาภาวนาด้วยการข่มไว้  (ซึ่งทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นๆ)  แล้วผ่านพ้น  (ทุกขเวทนานั้นๆ)ออกไป

:๙.    และด้วยการไม่ละเลิก  (หรือหยุดพัก)  เสียในระหว่าง”

'''แล้ว  (โยคีนั้น)  พึงหลีกเลี่ยงอาสัปปายะ  (คือสิ่งไม่เป็นที่สบาย) ๗  อย่าง  ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน  ปฐวีกสิณนิเทศ  (ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค)  
กำหนดรู้ทำสัมมสนะรูปในเวลาหนึ่ง  กำหนดรู้อรูป  (สิ่งมิใช่รูปคือจิต)ทำสัมมสนะอรูป  ในเวลาหนึ่ง  (คนละเวลา  ไม่ควรกำหนดรู้ด้วยกันในเวลาเดียวกัน)'''

<sub><small>''(หน้าที่  286)''</small></sub>

'''[วิธีกำหนดรู้รูป]'''

:เมื่อกำหนดรูป  โยคีควรดูความเกิดของรูปด้วย  เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้   คือ  ธรรมดา  รูปนี้เกิดขึ้นมา====วิธีเห็นนิพพัตติของรูป====
=====กัมมการณะ=====

:[สัมมสนะ][รูป]อย่างนี้: รูปย่อม[นิพพัตติ]ด้วยเหตุ ๔  อย่าง  มีกรรมเป็นต้น  . ในเหตุ   อย่างนั้น   รูปของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น  ก็เกิดขึ้นจากปวงย่อมนิพพัตติด้วย[กรรม]ก่อน

:ความจริง  เฉพาะในขณะ คือ:

:ใน[ปฏิสนธิขณะ]นั่นเอง  พูดถึงสัตว์จำพวกคัพภเสยยกะ  (คือ  สัตว์ที่เกิดในครรภ์  เช่นมนุษย์)  ก่อน  รูป ๓๐  ที่เรียกว่า  [กลาป#วัตถุทสกะ  (หมวด ๑๐  ของวัตถุ)  |วัตถุทสกะ] (๑๐), [กลาป#กายทสกะ|กายทสกะ  ] (หมวด ๑๐  ของกาย)  และภาวทสกะ  (หมวด ๑๐),  และ[กลาป#ภาวทสกะ|ภาวทสกะ] (๑๐  ) ของภาวะ)  ก็เกิดขึ้นโดย[คัพภเสยยกสัตว์]ย่อมนิพพัตติพร้อมกันทั้ง 3 ทสกะ  และรูป  ๓๐  เหล่านั้นแหละ  เกิดขึ้นใน  พวกมันย่อมนิพพัตติตั้งแต่อุปปาท[ขณะ  (ขณะบังเกิดขึ้น)  ของปฏิสนธิจิตเลยนั่นเทียว

:รูป ๓๐  เหล่านั้นเกิดขึ้#อนุขณะ|อนุขณะ]ของปฏิสนธิจิต. ในฐิติขณะและภังคขณะก็เกิดจากกรรมเหมือนในอุปาทขณะ(ของปฏิสนธิจิต)ฉันใด  ก็เกิดขึ้นอีกทั้งในฐิติขณะ  ทั้งในภังคขณะ  ฉันนั้นเหมือนกัน.  ในรูปและจิตนั้นเอง. ใน[ขณะ#อนุขณะ|อนุขณะ]เป็นต้นนั้น  รูปดับช้า    แปรเปลี่ยนยาก  จิตดับเร็ว    แปรเปลี่ยนง่าย.  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราไม่เห็นสิ่งอื่นใดแม้แต่สิ่อย่างเดียวที่แปรเปลี่ยนง่ายเหมือนดังจิตนี้”  เพราะว่า  เมื่อรูปธำรงอยู่นั่นแลภวังคจิตเกิดขึ้น(หลังปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว) ในขณะที่ปฏิสนธิรูปยังนิพพัตติต่อไป แต่ภวังคจิตย่อม[อุปปันนะ]แล้วดับไปถึง ๑๖  ครั้ง.  อุปปาทขณะก็ดี  ฐิติก็ดี  ([ปฏิสนธิจิต] ๑ [ภวังคจิต] ๑๖ รวมอายุรูป ๑๗ ขณะจิต).  อุปปาทขณะ, ฐิติขณะ, ภังคขณะก็ดีของจิต ล้วนเท่ากัน.  แต่เฉพาะอุปปาทขณะและภังคขณะของรูป  (นั้น)  เบา  (คือที่สั้น)  เท่ากับกับอุปปาทขณะและภังคขณะของจิต.  แต่ว่าส่วนฐิติขณะ  (ของรูป)  ใหญ่  (คือยาว)  และนั้นยาว  คือ ดำเนินไปตลอดเวลาเท่ากับจิตเกิดขึ้นที่อุปปันนะแล้วดับไป ๑๖  ดวง.  ภวังคจิตดวงที่ ๒  เกิดขึ้น  เพราะอาศัย  (หทัย)  วัตถุ  ซึ่ง (แต่มาดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗).  

(หลังปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว) จิตดวงที่ ๒ คือ ภวังค์อาศัย[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๑๔_ขันธนิทเทส#หทยวัตถุรูป|วัตถุรูป] ย่อมอุปปันนะ ซึ่งวัตถุรูปนั้นเกิดขึ้นแล้วในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต  (และ)  เกิดอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังคงเป็นไปอยู่. ถึงความตั้งอยู่  (ฐิติขณะ)  ภวังคจิตดวงที่ ๓  ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัย  (หทัย)  วัตถุอันเกิดขึ้นพร้อมภวังคจิตดวงที่ ๒  นั้น  ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว  (และ)  ถึงความตั้งอยู่  (คือฐิติขณะ)

:พึงทราบความเป็นไปของจิตจนตลอดอายุ  โดยนัยนี้

:แต่ทว่า  สำหรับผู้ใกล้ถึงมรณะ  จิต  ๑๖  ดวงจะเกิดขึ้น  เพราะอาศัย  (หทัย)  วัตถุอันเดียวนั่นแล  ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว  (และ)  ถึงความตั้งอยู่  รูปที่เกิดขึ้นในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต  จะดับไปพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๖  นับเริ่มดวงถัดจากปฏิสนธิจิต  รูปที่เกิดขึ้นใน

(contracted; show full):ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

'''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''


==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''