Difference between revisions 87997 and 88012 on thwikisource{{วสธมฉปส head| }} {{วสธมฉปส sidebar}} == ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ== '''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นว่า''' '''เป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูก''' (contracted; show full)'''แล้ว (โยคีนั้น) พึงหลีกเลี่ยงอาสัปปายะ (คือสิ่งไม่เป็นที่สบาย) ๗ อย่าง ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน ปฐวีกสิณนิเทศ (ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค) ทำสัมมสนะรูปในเวลาหนึ่ง ทำสัมมสนะอรูป ในเวลาหนึ่ง (คนละเวลา ไม่ควรกำหนดรู้ด้วยกันในเวลาเดียวกัน)''' <sub><small>''(หน้าที่ 286)''</small></sub> ====วิธีเห็นนิพพัตติของรูป==== =====กัมมการณะ===== : โยคีย่อม[[สัมมสนะ]][[รูป]อย่างนี้]ว่า: รูปย่อม[[นิพพัตติ]]ด้วยเหตุ ๔ มีกรรมเป็นต้น. ในเหตุ ๔ อย่างนั้น รูปของสัตว์ทั้งปวงย่อมนิพพัตติด้วย[[กรรม]ก่อน]ตั้งแต่'''จิตดวงที่ ๑''' คือ: :ในขณะเกิด[[ปฏิสนธิขณะจิต]]นั่นเอง รูป ๓๐ ที่เรียกว่า [[กลาป#วัตถุทสกะ|วัตถุทสกะ]] (๑๐), [[กลาป#กายทสกะ|กายทสกะ]] (๑๐), และ[[กลาป#ภาวทสกะ|ภาวทสกะ]] (๑๐) ของ[[คัพภเสยยกสัตว์]]ย่อมนิพพัตติพร้อมกันทั้ง ๓ ทสกะ และพวกมันย่อมนิพพัตติตั้งแต่อุปปาท[[ขณะ#อนุขณะ|อนุขณะ]]ของปฏิสนธิจิต. ในฐิติขณะและภังคขณะก็เกิดจากกรรมเหมือนในอุปาทขณะนั้นเอง. ใน[[ขณะ#อนุขณะ|อนุขณะ]]เป็นต้นนั้น รูปดับช้าแปรเปลี่ยนยาก จิตดับเร็วแปรเปลี่ยนง่าย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นสิ่งอื่นใดแม้แต่อย่างเดียวที่แปรเปลี่ยนง่ายเหมือนดังจิตนี้” เพราะว่า (หลังปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว) ในขณะที่ปฏิสนธิรูปยังนิพพัตติต่อไป แต่ภวังคจิตย่อมกลับ[[อุปปันนะ]]แล้วดับไปถึง ๑๖ ครั้ง ([[ปฏิสนธิจิต]] ๑ [[ภวังคจิต]] ๑๖ รวมอายุรูป ๑๗ ขณะจิต). อุปปาทขณะ, ฐิติขณะ, ภังคขณะของจิต ล้วนเท่ากัน. แต่เฉพาะอุปปาทขณะและภังคขณะของรูป ที่สั้นเท่ากับอุปปาทขณะและภังคขณะของจิต. ส่วนฐิติขณะของรูปนั้นยาว คือ ดำเนินไปตลอดเวลาเท่ากับจิตที่อุปปันนะแล้วดับไป ๑๖ ดวง (แต่มาดับหยุดดำเนินไปพร้อมๆกับจิตดวงที่ ๑๗). (หลังปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว) '''จิตดวงที่ ๒''' คือ ภวังค์อาศัย[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๑๔_ขันธนิทเทส#หทยวัตถุรูป|วัตถุรูป] ย่อมอุปปันนะ ซึ่งวัตถุรูปนั้นเกิดขึ้นในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิตแต่ยังคงเป็นไปอยู่. ถึงความตั้งอยู่ (ฐิติขณะ) ภวังคจิตดวงที่ ๓ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัย (หทัย) วัตถุอันเกิดขึ้นพร้อมภวังคจิตย่อมอุปปันนะโดยอาศัย[[รูป 28#วัตถุรูป|วัตถุรูป]]เป็น[[ปัจจัย 24#ปุเรชาตปัจจัย|ปุเรชาตปัจจัย]] วัตถุรูปนี้ยังเป็นฐิติขณะอยู่แม้อุปปันนะมาตั้งแต่อุปปาทขณะของปฏิสนธิจิตแล้วก็ตาม. จิตดวงที่ ๓ คือ ภวังคจิตย่อมอุปปันนะโดยอาศัยวัตถุรูปเป็นปุเรชาตปัจจัย วัตถุรูปนี้ยังเป็นฐิติขณะอยู่แม้อุปปันนะพร้อมจิตดวงที่ ๒ นั้น. ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว (และ) ถึงความตั้งอยู่ (คือฐิติขณะ) :พึงทราบความเป็นไปโยคีต้องทำความเข้าใจการทำงานของจิตจนตลอดอายุ โดยนัยนี้ :ขัยด้วยนัยข้างต้นดังกล่าวมานี้. แต่ทว่า สำหรับผู้ใกล้ถึงมรณมรณาสันนวาระ จิต ๑๖ ดวงจะเกิดขึ้น เพราะอาศัย (หทัย) ย่อมอุปปันนะโดยอาศัยวัตถุอันรูปเดียวกันนั่้นแล ซึ่งเกิดอยู่ก่อนแล้ว (และ) ถึงความตั้งอยู่ รูปที่เกิดขึ้นในอุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต จะดับไปพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๖ นับเริ่มดวงถัดจากปฏิสนธิจิต รูปที่เกิดขึ้นใน <sub><small>''(หน้าที่ 287)''</small></sub> '''ฐานขณะ (ฐิติขณะ) จะดับพร้อมกับอุปปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๗ รูปที่เกิดขึ้นในภังคขณะครั้นถึงฐานขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ก็ดับไป อันว่าความเป็นไป (ของจิต) ยังมีอยู่ตราบใด รูปก็ยังเป็นไปอยู่ตราบนั้น ด้วยประการฉะนี้นั่นแล''' :ถึงแม้สัตว์ทั้งหลายจำพวกโอปปาติกะ รูป ๗๐ ก็เป็นไปโดยพร้อมกัน ๗ ทสกะ ด้วยอาการอย่างนี้เช่นกัน '''[การจำแนกรูปเกิดจากกรรมที่ยังเป็นฐิติขณะอยู่เป็นปุเรชาตปัจจัย (วัตถุในที่นี้ไม่ใช่แค่หทยวัตถุ แต่หมายถึงวัตถุรูปทั้ง ๖ ตามสมควร). <sub><small>''(หน้าที่ 287)''</small></sub> :รูปที่อุปปันนะตั้งแต่อุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต ดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๖ เริ่มนับดวงถัดจากปฏิสนธิจิต. รูปที่อุปปันนะตั้งแต่ฐิติขณะของปฏิสนธิจิต ดับพร้อมกับอุปปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๗ เริ่มนับดวงถัดจากปฏิสนธิจิต. รูปที่อุปปันนะตั้งแต่ภังคขณะของปฏิสนธิจิต เมื่อถึงฐิติขณะของจิตดวงที่ ๑๗ ก็ดับไป. ตราบเท่าที่ยังเป็นคัพภเสยยกสัตว์อยู่, มันก็ย่อมดำเนินไปอย่างนี้เท่านั้น. :อนึ่ง รูป ๗๐ ที่เกิดพร้อมกันทั้ง ๗ ทสกะของโอปปาติกะสัตว์ก็ดำเนินไปอย่างนั้นเช่นกัน. (ดู: [[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๑๗_ปัญญาภูมินิทเทส#สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ|สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ]]) '''[[การจำแนกรูปเกิดจากกรรม]] ''' :ในความเป็นไปของรูปเกิดจากกรรมนั้น ควรทราบ วิภาค (คือการจำแนก) ดังนี้ คือ :๑. กรรม :๒. กัมมสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน :๓. กัมมปัจจัย คือ ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย :๔. กัมมปัจจยจิตสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีวิบากจิตเป็นสมุฏฐาน :๕. กัมมปัจจยอาหารสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีกัมมชโอชารูปเป็นสมุฏฐาน :๖. กัมมปัจจยอุตุสมฏฐาน คือ รูปที่มีกัมมชเตโชรูปเป็นสมุฏฐาน :ในวิภาคนั้น :๑. เจตนาเจตสิกทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ชื่อว่า กรรม :๒. วิปากขันธ์ทั้งหลายและรูป ๗๐ ถ้วนมีจักขุทสกะเป็นต้น ชื่อว่า ธรรม :ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน :๓. วิปากขันธ์และรูป ๗๐ นั้นนั่นแหละ ชื่อว่า ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย เพราะว่า :กรรมเป็นอุปัตถัมภกปัจจัยของธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานด้วย :๔. รูปมีนามวิปากจิตเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่ารูปเป็น กัมมปัจจยจิตตสมุฏฐาน :๕. โอชา ที่ถึงความตั้งอยู่ในรูปที่เป็นกัมมสมุฏฐาน ทำโอชัฏฐมก :รูปอื่นให้ตั้งขึ้นอีก อีกทั้งโอชาในโอชัฏฐมกรูป (ซึ่งเป็นกัมมสมุฏฐานและเป็น <sub><small>''(หน้าที่ 288)''</small></sub> :อาหารสมุฏฐาน) นั้น ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ก็ทำให้โอชัฏฐมกรูปอื่นตั้ง :ขึ้นสืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า :กัมมปัจจยอาหารสมุฏฐาน :๖. เตโชธาตุเกิดจากกรรมที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำให้โอชัฏฐมกรูปซึ่งมีฤดู :เป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น อีกทั้งฤดูในโอชัฏฐมกรูปนั้น ก็ทำให้โอชัฏฐมกรูป :อื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๔ หรือ ๕ วาระอย่างนี้ ด้วยประการ :นี้ ชื่อว่า กัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน :พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปที่เกิดจากกรรมด้วยประการดังกล่าวนี้ก่อน '''[[การจำแนกรูปเกิดจากจิต]]''' :แม้ในรูปเกิดจากจิตทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ :๑. จิต :๒. จิตตสมุฏฐาน คือ ธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (contracted; show full) :๕. ฤดู ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปอื่นให้ตั้งขึ้น สืบต่อความเป็นไป ๒ (หรือ) ๓ วาระ โดยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า รูปเป็นจิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน :พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปที่เกิดจากจิตด้วยประการดังกล่าวนี้ <sub><small>''(หน้าที่ 290)''</small></sub> '''[ [การจำแนกรูปเกิดจากอาหาร]]''' :แม้ในรูปเกิดจากอาหารทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ : :๑. อาหาร (contracted; show full) :๕. เตโชธาตุ มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ถึงความตั้งอยู่แล้ว ทำโอชัฏฐมกรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น ชื่อว่ารูปเป็น อาหารปัจจยอุตุสมุฏฐาน :ในสมุฏฐานทั้งหลายนั้น อาหารนี้เป็นปัจจัยเพราะเป็นผู้ทำให้รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานทั้งหลายเกิดขึ้น เป็นปัจจัยของรูปที่เหลือ (คือรูปมีกรรม มีจิตและมีฤดูเป็นสมุฏฐาน) ทั้งหลาย โดยเป็นนิสสยปัจจัย อาหารปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคคตปัจจัยด้วยประการฉะนี้ :พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากอาหารด้วยประการดังกล่าวนี้ '''[ [การจำแนกรูปเกิดจากฤดู]]''' :แม้ในรูปเกิดจากฤดูทั้งหลาย ก็พึงทราบวิภาคดังนี้ คือ :๑. อุตุ คือ ฤดู :๒. อุตุสมุฏฐาน คือ รูปที่มีฤดูเป็นสมุฏฐาน (contracted; show full) :ในสมุฏฐานทั้งหลายนั้น ฤดูนี้เป็นปัจจัยเพราะเป็นผู้ทำให้เกิดรูปที่มีฤดูเป็นสมุฏฐานทั้งหลาย เป็นปัจจัยของรูปที่เหลือ (คือรูปมีกรรม จิตและอาหารเป็นสมฏฐาน) ทั้งหลายโดยเป็นนิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยด้วยประการฉะนี้ :พึงเห็นความเกิดขึ้นของรูปเกิดจากฤดูด้วยประการดังกล่าวนี้ :ความจริง โยคาวจรเมื่อเห็นซึ่งความเกิดของรูปด้วยอาการดังกล่าวมานี้ ก็ชื่อว่ากำหนดรู้รูปตามกาล (คือ ในเวลาหนึ่ง) '''[ [วิธีกำหนดรู้อรูป]]''' :อนึ่ง เมื่อโยคาวจรกำหนดรู้รูปอยู่ ก็พึงเห็นความเกิดของรูปด้วย ฉันใด แม้เมื่อโยคาวจรกำหนดรู้อรูปอยู่ ก็พึงเห็นความเกิดของอรูปไปด้วย ฉันนั้น และความเกิดของอรูปนั้น พึงเห็นโดยทางจิตตุปบาทฝ่ายโลกิยะ ๘๑ ดวงนั่นเอง เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้ ความจริงที่เรียกว่า อรูปนี้ ก็คือ จิตตุปบาท ๑๙ ประเภท เกิดขึ้นก่อนในปฏิสนธิด้วยกรรมที่ประมวลไว้ในภพก่อน แต่อาการเกิดของอรูปนั้น พึงทราบตามนัยดังกล่าวไว้แล้วในนิเทศแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง (contracted; show full) :พึงเห็นความเกิดขึ้นของอรูปในทวารทั้งหลาย ๖ ด้วยประการดังกล่าวนี้ :ความจริง เมื่อโยคาวจรเห็นอยู่ซึ่งความเกิดของอรูป ด้วยอาการดังกล่าวนี้ ชื่อว่า กำหนดรู้อรูปตามกาล (คือในเวลาหนึ่ง) :โยคาวจรท่านหนึ่ง แม้กำหนดรู้รูปตามกาล (ในเวลาหนึ่ง) (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยอาการดังกล่าวนี้แล้ว ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ปฏิบัติอยู่โดยลำดับ (จนบรรลุอุทยพญสณขึ้นไป) ก็ทำปัญญาภาวนาให้ถึงพร้อมได้ '''[ [ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ทางรูปสัตตกะ]]''' :โยคาวจรอีกท่านหนึ่งยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลาย (ด้วยสัมมสนญาณ) โดยทาง รูปสัตตกะ (คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในรูป) และทาง อรูปสัตตกะ (คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในอรูป) <sub><small>''(หน้าที่ 294)''</small></sub> :ในรูปสัตตกะและอรูปสัตตกะนั้น เมื่อโยคาวจรยกขึ้น (สู่พระไตรลักษณ์) แล้วกำหนดรู้โดยอาการเหล่านี้ คือ :๑. โดยความยึดถือไว้ในการปล่อยวาง :๒. โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย :๓. โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากอาหาร :๔. โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากฤดู :๕. โดยความเป็นรูปเกิดจากกรรม :๖. โดยความเป็นรูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน :๗. โดยความเป็นรูปธรรมดา :ดังนี้ชื่อว่ายกขึ้นกำหนดรู้โดยทาง รูปสัตตกะ :เพราะฉะนั้น ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า :อาทานนิกเขปโต วยวุฑฒตถคามิโต :อาหารโต จ อุตุโต กมมโต จาปิ จิตตโต :ธมมตารูปโต สตต วิตถาเรน วิปสสติ. '''แปลความว่า''' :โยคาวจรรู้เห็นโดยพิสดาร โดยอาการ ๗ คือ โดยการ :ยึดถือไว้และการปล่อยวาง ๑ โดยถึงความแตกดับของรูปที่ :เติบโตขึ้นตามวัย ๑ โดยอาหาร ๑ โดยฤดู ๑ โดยกรรม ๑ :โดยจิต ๑ โดยรูปธรรมดา ๑ '''[[๑. โดยความยึดถือไว้และปล่อยวาง]]''' :ในอาการ ๗ นั้น คำว่า “การยึดถือไว้” หมายถึง ปฏิสนธิ คำว่า “ปล่อยวาง” หมายถึง จุติ โยคาวจรกำหนดแบ่ง ๑๐๐ ปี (ออกเป็น ๒ ตอน) โดยการยึดถือไว้ (ปฏิสนธิ) และการปล่อยวาง (จุติ) เหล่านี้ แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในสังขารทั้งหลาย (ถามว่า) ยกพระ <sub><small>''(หน้าที่ 295)''</small></sub> '''ไตรลักษณ์อย่างไร (ตอบ) ในระหว่าง (การยึดถือไว้และการปล่อยวาง) นี้ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง (ถาม) เพราะเหตุไร ? (ตอบ) เพราะเป็นไปโดยความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ๑ เพราะความแปรผัน ๑ เพราะเป็นไปชั่วกาล ๑ และเพราะขัดแย้งต่อความเที่ยง ๑ อนึ่ง เพราะเหตุที่สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ถึงความตั้งอยู่ ในขณะตั้งอยู่ก็สะบักสะบอมด้วยชรา ถึงชราแล้วก็จะแตกดับเป็นแน่แท้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ เพราะมีการเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนือง ๆ ๑ เพราะเป็นทุกข์ ๑ เพราะทนยาก ๑ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ๑ และเพราะขัดขวางความสุข ๑ และเพราะเหตุที่ใคร ๆ ก็ไม่มีอำนาจเป็นไปได้ใน ๓ สถานเหล่านี้ คือ''' :๑. สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว จงอย่างถึงความตั้งอยู่ (สถานที่ ๑) :๒. ที่ถึงความตั้งอยู่แล้ว จงอย่าแก่ชรา (สถาน ๑) :๓. ที่ถึงความแก่ชราแล้ว จงอย่าแตกดับ (สถาน ๑) ดังนี้ '''สังขารทั้งหลายว่างเปล่าจากอาการเป็นไปในอำนาจนั้นนั่นแล เพราะฉะนั้นจึงเป็นอนัตตา เพราะเป็นของว่างเปล่า ๑ เพราะไม่มีเจ้าของ ๑ เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ และเพราะปฏิเสธอัตตา ๑ ฉะนี้แล''' '''[[๒. โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย]]''' :ครั้นยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่กำหนด ๑๐๐ ปี โดยการยึดถือไว้และปล่อยวางด้วยประการดังนั้นแล้ว ถัดจากนั้น โยคาวจรก็ยกขึ้นโดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย : :ในอาการ (ดังกล่าว) นั้น การถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้น คือเจริญขึ้นแล้วตามวัย ชื่อว่าถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย อธิบายว่า ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัยนั้น :(ถามว่า) ยกขึ้นอย่างไร ? <sub><small>''(หน้าที่ 296)''</small></sub> '''[[จำแนก ๑๐๐ ปี โดย ๓ วัย]]''' :(ตอบว่า) โยคาวจรนั้นกำหนดจำแนก ๑๐๐ ปีนั้นนั่นแล โดย ๓ วัย คือ โดยปฐมวัย - วัยต้น ๑ มัชฌิมวัย – วัยกลาง ๑ ปัจฉิมวัย – วัยสุดท้าย ๑ ใน ๓ วัยนั้น ๓๓ ปีข้างต้น ชื่อว่าปฐมวัย ๓๔ ปีจากนั้นไป ชื่อว่ามัชฌิมวัย ๓๓ ปีจากมัชฌิมวัยนั้นไป ชื่อว่าปัจฉิมวัยฉะนี้แล ครั้นกำหนดจำแนกโดย ๓ วัยเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล้วจึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณืว่า “รูปที่เป็นไปในปฐมวัย ไม่ทันถึงมัชฌิมวัย ก็ดับไปเสียในปฐมวัยนั่นเอง เพราะฉะนั้นรูปนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง สิ่งใดไมเที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้ไม่มีอัตตา แม้รุปที่เป็นไปในมัชฌิมวัย ไม่ทันถึงปัจฉิมวัยนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น แม้รูป นั้นก็เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถึงแม้รูปที่เป็นไปตลอด ๓๓ ปีในปัจฉิมวัย ชื่อว่าสามารถดำเนินไปได้ภายหลัง แต่ตายแล้วหามีไม่ เพราะฉะนั้น แม้รูปนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ '''[[จำแนก ๑๐๐ ปี โดยกำหนดช่วงละ ๑๐ปี]]''' :ครั้นยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยทางวัยมีปฐมวัยเป็นต้น อย่างนั้นแล้ว โยคาวจรยกขึ้นสุ่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยช่วงละ ๑๐ ปี ๑๐ ช่วง เหล่านี้ ต่อไปอีกดังนี้ คือ :๑. มันททสกะ ช่วง ๑๐ ปีของเด็กอ่อน :๒. ขิฑฑาทสกะ ช่วง ๑๐ ปีของการเล่น (contracted; show full)กนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รูปที่เป็นไปใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๒…..ฯลฯ…..ใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๙ ยังไม่ถึง ๑๐ ปีช่วงที่ ๑๐ ก็ดับเสียใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๙ นั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปใน ๑๐ปีช่วงที่ ๑๐ ยังไม่ถึงภพหน้า ก็ดับไปเสียใน ๑๐ ปีช่วงที่ ๑๐ นี้นี่เอง เพราะฉะนั้น ถึงแม้รูปนั้นก็เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา” ชื่อว่ายกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ด้วยประการฉะนี้ <sub><small>''(หน้าที่ 298)''</small></sub> '''[ [จำแนก ๑๐๐ ปีเป็น ๒๐ ส่วน]]''' :ครั้นยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยกำหนดช่วงละ ๑๐ ปี ๑๐ ช่วงอย่างนั้นแล้ว โยคีนั้นจึงทำ ๑๐๐ ปีนั้นนั่นแหละให้เป็น ๒๐ ส่วน โดย (แบ่งเป็นส่วนละ) ๕ ปี – ๕ ปี แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัยต่อไปอีก ยกขึ้นอย่างไร ? แท้จริง โยคีท่านนั้นใคร่ครวญอยู่ดังนี้ว่า “รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีแรก ยังไม่ทันถึงช่วง ๕ ปีที่ ๒ ก็ดับไปเสียในช่วง ๕ ปีแรกนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีที่ ๒ ยังไม่ทันถึงช่วง ๕ ปีที่ ๓…..ฯลฯ…..รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีที่ ๑๙ ยังไม่ทันถึงช่วง ๕ ปีที่ ๒๐ ก็ดับไปเสียในช่วงที่ ๕ ปีที่ ย๙ นั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในช่วง ๕ ปีที่ ๒๐ ชื่อว่าสามารถเลยไปเกินความตายหามีไม่ เพราะฉะนั้น แม้รูปนั้นก็เป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ '''[[จำแนก ๑๐๐ ปีออกเป็น ๒๕, ๓๓, ๕๐ และ ๑๐๐ ส่วน]]''' :ครั้นยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย โดยทาง (จำแนก) ๒๐ ส่วนอย่างนั้นแล้ว โยคีนั้นจึงทำ ๑๐๐ ปี นั้นให้เป็น ๒๕ ส่วน แล้วยกขึ้นโดย (แบ่งส่วนละ) ๔ ปี -๔ ปี ต่อไปอีก อนึ่ง แล้วทำให้เป็น ๓๓ ส่วน…..โดย (แบ่งส่วนละ) ๓ ปี – ๓ ปี…..ทำให้เป็น ๕๐ ส่วน…..โดย (แบ่งส่วนละ) ๒ ปี - ๒ ปี…..ทำให้เป็น ๑๐๐ ส่วน…..โดย (แบ่งส่วนละ) ๑ ปี - ๑ ปี….. '''[[จำแนก ๑ ปี ตาม ๓ ฤดู]]''' :จากนั้น ทำปีหนึ่งๆ ให้เป็น ๓ ส่วน แล้วยกขึ้นพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัยนั้น โดยฤดู ๓ ฤดู คือ ฤดูวัสสานะ ๑ ฤดูเหมันต์ ๑ ฤดูคิมหะ ๑ ตามแต่ละฤดู ๆ ยกเข้าอย่างไร ? โยคีท่านนั้นใคร่ครวญอยู่อย่างนี้ว่า “รูปที่เป็นไปตลอด ๔ เดือนในฤดูวัสสานะ (ฤดูฝน) ยังไม่ทันถึงฤดูเหมันต์ (ฤดูหนาว) ก็ดับเสียแล้วในฤดูวัสสานะนั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในฤดูเหมันต์ ยังไม่ทันถึงฤดูคิมหะ (ฤดูร้อน) ก็ดับเสียแล้วในฤดุเหมันต์นั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในฤดูคิมหะ ยังไม่ทันถึงฤดูวัสสานะใหม่ ก็ดับเสียแล้วในฤดูคิมหะนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ <sub><small>''(หน้าที่ 299)''</small></sub> '''[[จำแนก ๑ ปี ตามฤดู ๖]]''' :ครั้นยกขึ้น (โดน ๓ ฤดู) อย่างนั้นแล้วจึงทำ ๑ ปี เป็น ๖ ส่วนต่อไปอีก แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยความเติบโตตามวัยนั้นอย่างนี้ว่า “รูปที่เป็นไปตลอด ๒ เดือน ในฤดูวัสสานะ (ฤดูฝน) ยังไม่ทันถึงฤดูสารท (ฤดูใบไม้ร่วง) ก็ดับเสียแล้วในฤดูวัสสานะนั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในฤดูเหมันต์ (ฤดูหนาว)…..รูปที่เป็นไปในฤดูเหมันต์ ยังไม่ทันถึงฤดูสิสิระ (ฤดูเย็น)…..รูปที่เป็นไปในฤดูสิสิระ ยังไม่ทันถึงฤดูวัสสันต์ ยังไม่ทันถึงฤดูคิมหะ (ฤดูร้อน)…..รูปที่เป็นฤดูคิมหะยังไม่ถึงฤดูวัสสานะ ถัดไป ก็ดับเสียแล้วในฤดูคิมหะนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ '''[[จำแนก ๑ เดือน เป็น ๒ ปักษ์]] ''' :ครั้นยกขึ้น (โดย ๖ ฤดู) อย่างนั้นถูกแล้ว แต่นั้นโยคีก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ โดย (จำแนก ๑ เดือนเป็น) ข้างแรมและข้างขึ้นว่า “รูปที่เป็นไปในข้างแรม ยังไม่ทันถึงข้างขึ้น…..รูปที่เป็นไปในข้างขึ้น ยังไม่ทันถึงข้างแรม ก็ดับเสียแล้วในข้างขึ้นนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ '''[[จำแนก ๑ วันเป็นกลางคืนและกลางวัน]]''' :แต่นั้น โยคีก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดย (กำหนด) วันและคืนว่า “รูปที่เป็นไปในกลางคืน ยังไม่ทันถึงกลางวัน ก็ดับเสียแล้วในกลางคืนนั้นนั่นเอง แม้รูปที่เป็นไปในกลางวัน ยังไม่ทันถึงกลางคืน ก็ดับเสียแล้วในกลางวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ <sub><small>''(หน้าที่ 300)''</small></sub> '''[[จำแนก ๑ วันเป็น ๖ ส่วน]]''' :แต่นั้น โยคีก็ทำ (จำแนก) คืนและวันนั้นนั่นแลออกเป็น ๖ โดยเวลามีตอนเช้าเป็นต้น แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ว่า “รูปที่เป็นไปในตอนเช้า ยังไม่ทันถึงตอนกลางวัน…..รูปที่เป็นไปในตอนกลางวัน ยังไม่ทันถึงตอนเย็น…..รูปที่เป็นไปในตอนเย็น ยังไม่ทันถึงปฐมยาม….. รูปที่เป็นไปในปฐมยาม ยังไม่ทันถึงมัชฌิมยาม…..รูปที่เป็นไปในมัชฌิมยาม ยังไม่ทันถึงปัจฉิมยาม ยังไม่ทันถึงตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ดับเสียแล้วในปัจฉิมยมนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น รูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ '''[[จำแนกโดยอาการ ๖]] ''' :ครั้นโยคีนั้นยกขึ้น (สู่พระไตรลักษณ์) อย่างนั้นแล้ว ก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์โดยการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แลดู เหลียวดู การคู้ และเหยียดออก (ซึ่งมือและเท้า) ในรูปนั้นนั่นแหละ ต่อไปอีกว่า “รูปที่เป็นไปในการเดินไปข้างหน้า ยังไม่ทันถอยกลับ ก็ดับไปในการเดินไปข้างหน้านั้นนั่นเอง รูปที่เป็นไปในการถอยกลับ ยังไม่ทันถึงการดูแล…..รูปที่เป็นไปในการดูแล ยังไม่ทันถึงการเหลียวดู ยังไม่ทันถึงการคู้…..รูปที่เป็นไปในการคู้ ยังไม่ทันถึงการเหยียดออกก็ดับไปในการคู้นั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นรูปนั้นจึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ดังนี้ '''[[จำแนกก้าวเท้า ๖ ระยะ]]''' :ครั้นแล้ว โยคีก็ทำระยะของก้าวเท้าก้าวหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วน โดย (แบ่งเป็น) :๑. อุทธรณะ - ยก :๒. อติหรณะ - ย่าง (contracted; show full) :การกำหนดรู้รูปของโยคีท่านนั้นผู้เห็นแจ้งสังขารทั้งหลายเป็นปล้อง ๆ อย่างนี้ เป็นการกำหนดรู้ที่ละเอียดอ่อน ก็แล ในความละเอียดอ่อน ก็แล ในความละเอียดอ่อนของการกำหนดรู้รูปนั้นมีอุปมาดังนี้ '''[ [อุปมาในความละเอียดอ่อนของการกำหนดรู้รูป]]''' :สมมติว่า ชายผู้อยู่ปลายแดนคนหนึ่ง มีความเคยชินที่ทำมาแต่ใน (เรื่อง) ใช้ไต้ทำด้วยไม้และหญ้าเป็นต้น ไม่เคยเห็นดวงประทีป (ตะเกียง) ครั้นมาถึงนครหลวงได้เห็นดวงประทีปที่เขาจุดไว้ในย่านการค้า จึงถามบุรุษท่านหนึ่ง (คนที่ ๑) ว่า “ท่านผู้เจริญ นี่เขาเรียกว่าอะไร ? น่าชอบใจจริง” บุรุษผู้นั้นจึงบอกกะชายชาวปลายแดนผู้นั้นว่า “ชอบใจในสิ่งนี้หรือ ? นี่เขาเรียกว่าดวงประทีป ครั้นหมดน้ำมันและสิ้นไส้ แม้แต่ทางไปของมันก็จักไม่ปรากฏ (ให้เห็น)” บุรุษอีกผู้หนึ่ง (คนที่ ๒) บอกกะชายชาวปลายแดนคนนั้นว่า “การที่ดวงประทีปไม่ปรากฏเพราะหมดน้ำมันและสิ้นไส้นี้ เป็นเรื่องหยาบ ความจริง เมื่อไส้ (ตะเกียง) นี้ถูกเผาไป ๆโดยลำดับ เปลวไฟจักดับไปในส่วนที่ ๓ (และ) ส่วนที่ ๓ ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้ (และ) นอกนี้แน่แท้” บุรุษอีกผู้หนึ่ง (ที่ ๓) บอกกะเขาอย่างนี้ว่า “ถึงแม้เรื่องนี้ก็ยังหยาบเหมือนกัน เพราะว่าเปลวไฟจักดับไปในระหว่างองคุลีองคุลี…..ในระหว่างครึ่งองคุลีทุกครึ่งองคุลี…..ในเส้นด้าย <sub><small>''(หน้าที่ 303)''</small></sub> '''ทุกเส้นด้าย…..ในใยด้ายทุกใยด้ายของไส้ (ตะเกียง) นี้ ไม่ทันถึงใยด้ายนอกนี้ (และ) นอกนี้แน่แท้ แต่พ้น (ปราศจาก) ใยด้ายแล้ว ไม่สามารถทำเปลวไฟให้ปรากฏได้” ฉะนั้นแล''' '''[[อุปมาอุปไมย]]''' :ในอุปมานั้น การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งจำแนกโดย ๑๐๐ ปี ตั้งแต่การยึดถือไว้ (ปฏิสนธิ) จนถึงการปล่อยวาง (จุติ) เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (คนที่๑) รู้ว่า “ครั้นหมดน้ำมันและสิ้นไส้ แม้แต่ทางไปของดวงประทีปก็จักไม่ปรากฏ” การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยการเติบโตขึ้นตามวัย ซึ่งจำแนก ๑๐๐ ปีออกเป็นส่วนที่ ๓ และที่ ๓ (๓ ส่วนๆ) เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (คนที่ ๒)รู้ว่า “เปลวไฟจักดับไปในส่วนที่ ๓ (และ) ส่วนที่ ๓ ของไส้ ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้(และ) นอกนี้” การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งจำแนกโดยช่วงละ ๑๐ ปี ๕ ปี ๓ ปี ๒ ปี และ ๑ ปี เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (คนที่ ๓) รู้ว่า “เปลวไฟจักดับไปในระหว่างองคุลีองคุลียังไม่ทันถึงระหว่างนอกนี้ (และ) นอกนี้” การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งแบ่ง ๑ ปี ออกเป็น ๓ ส่วนและ ๖ ส่วน ตามฤดูหนึ่งๆ แล้วจำแนกเป็น ๔ เดือน และ ๒ เดือน เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษที่ว่า “เปลวไฟจักดับไปในระหว่างครึ่งองคุลีทุกครึ่งองคุลีๆ ไม่ทันถึงครึ่งองคุลีนอกนี้ (และ) นอกนี้เป็นแน่” การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งจำแนกโดยข้างแรมและข้างขึ้น และโดยกลางคืนและกลางวัน และทำคืนและวันหนึ่งเป็น ๖ ส่วนแล้วกำหนดจำแนกโดยเวลามีตอนเช้าเป็นต้น เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (ที่รู้) ว่า “เปลวไฟจักดับไปในเส้นด้ายทุกเส้นด้าย ไม่ทันถึงเส้นด้ายนอกนี้ (และ) นอกนี้เป็นแน่” การที่โยคียกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปซึ่งจำแนกโดยอาการมีการเดินไปข้างหน้าเป็นต้น และโดยส่วนหนึ่งๆ ในระยะของก้าวเท้าก้าวหนึ่งมีการยกเท้าขึ้นเป็นต้น เปรียบเหมือนความรู้ของบุรุษ (ที่รู้) ว่า “เปลวไฟจักดับไปในไยด้ายทุกไยด้าย ไม่ทันถึงไยด้ายนอกนี้ (และ) นอกนี้แน่แท้” ฉะนี้แล '''[[จำแนกรูปเป็น ๔ ส่วน]] ''' :ครั้นโยคียกเอาพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยการเติบโตขึ้นตามวัยโดยอาการต่างๆอย่างนี้แล้ว จึงจำแนกรูปนั้นนั่นแหละ ทำให้เป็น ๔ ส่วนโดยรูปมีรูปเกิดด้วยอาหารเป็นต้น แล้วยกพระไตรลักษณ์เข้าในแต่ละส่วนเข้าไปอีก <sub><small>''(หน้า 304)''</small></sub> '''(ยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปเกิดด้วยอาหาร)''' (contracted; show full) :ด้วยภาวนาวิธีเท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันว่าโยคีท่านนี้ได้บรรลุแล้ว ซึ่ง ตรุณวิปัสสนาญาณ (วิปัสสนาญาณอย่างอ่อน) อันดับแรก มีชื่อว่า อุทยพยานุปัสสนาญาณ (อย่างอ่อน) ซึ่งแทงตลอดลักษณะครบถ้วน ๕๐ โดอาการนี้ว่า “สิ่งที่มีความดับไปเป็นธรรมดานั่นเองเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ถึงความดับไป” ดังนี้ ซึ่งโดยเหตุที่ได้บรรลุ (ตรุณวิปัสสนาญาณนี้) โยคีท่านนั้นก็ถึงการนับว่า “อารทฺธวิปสฺสโก - ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนา” '''[ [วิปัสสนูปกิเลส ๑๐]]''' '''ในระยะนั้น ด้วยตรุณวิปัสสนานี้ วิปัสสนูปกิเลส สิ่งที่ทำให้วิปัสสนาหม่นหมอง) ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ผู้เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนา ความจริง วิปัสสนูปกิเลสจะไม่เกิดขึ้นแก่''' :๑. พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว :๒. ผู้ปฏิบัติผิด (เมต้นมาแต่ศีลวิบัติ) (contracted; show full)มเป็นอนัตตาตามเป็นจริง..... อนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นกระทำในใจอยู่โดยความไม่เที่ยง ญาณก็เกิดขึ้น..... ปีติ..... ปัสสัทธิ..... สุข..... อธิโมกข์..... ปัคคาหะ...... อุปัฏฐานะ.... อุเบกขา..... นิกันติ ก็เกิดขึ้น พระภิกษุนั้นรำพึงถึงนิกันติอยู่ว่า “นิกันติเป็นธรรม” ความฟุ้งซ่านเพราะนิกันติเป็นเหตุนั้นเป็นอุทธัจจะ พระภิกษุผู้มีใจอันอุทธัจจะนั้นครอบงำแล้ว ไม่กำหนดรู้ความปรากฏโดยความไม่เที่ยงตามเป็นจริง ไม่กำหนดรู้ความปรากฏโดยความเป็นทุกข์....โดยความเป็นอนัตตาตามเป็นจริง” ดังนี้ '''[ [๑. โอภาส]]''' :ในอุปกิเลส ๑๐ นั้น คำว่า “โอภาส - แสงสว่าง” ได้แก่ วิปัสสโนภาส (คือแสงสว่างในวิปัสสนา) เมื่อวิปัสสโนภาสนั้นเกิดขึ้น โยคาวจรก็คิดว่า “แสงสว่างเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ฉันในกาลก่อนแต่นี้เลยหนอ ฉันเป็นผู้บรรลุมรรคแล้ว ฉันเป็นผู้บรรลุแล้วเป็นแน่” ดังนี้แล้วถือเอาสิ่งมิใช่มรรคนั่นแหละว่า “มรรค” และถือเอาสิ่งมิใช่ผลนั่นแลว่า “ผล” เมื่อ <sub><small>''(หน้าที่ 324)''</small></sub> (contracted; show full) :แต่วิปัสสนูปกิเลสนี้เกิดขึ้นแก่ท่านผู้ได้สมถวิปัสสนาโดยมาก เพราะกิเลสทั้งหลายที่ข่มไว้ด้วยสมาบัติไม่กำเริบ ท่านผู้ได้สมถวิปัสสนานั้นจึงเกิดความคิดว่า “ฉันเป็นพระอรหันต์” เหมือนท่านมหานาคเถระผู้อยู่ในอุจจังกวาลิก เหมือนท่านมหาทัตตเถระผู้อยู่ในหังกนกะ และเหมือนท่านจูฬสุมนเถระผู้อยู่ในนิงกเปณณกปธานฆระ บนภูเขาจิตตละบรรดาพระเถระ ๓ ท่านนั้น มีการแสดงด้วยเรื่องของพระเถระท่านหนึ่งดังต่อไปนี้ <sub><small>''(หน้าที่ 325)''</small></sub> '''[ [เรื่องท่านมหานาคเถระผู้อยู่ในอุจจังกวาลิก]]''' :เล่ากันว่า พระเถระท่านหนึ่งมีนามว่า ท่านธัมมทินนเถระ ผู้อยู่ในตลังคระ เป็นพระมหาขีณาสพ ผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉาน เป็นผู้ให้โอวาทแก่พระภิกษุหมู่ใหญ่ วันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่บนอาสนะสำหรับพักกลางวันของตนแล้วรำพึงอยู่ว่า “พระอาจารย์ของเราคือท่านมหานาคเถระ ผู้อยู่ในอุจจังกวาลิก ถึงที่สุดกิจของความเป็นสมณะแล้ว หรือไม่หนอ” ก็เห็นว่า ท่านยังเป็นปุถุชนอยู่นั่นเอง และรู้ว่า “เมื่อเราไม่ไป ท่านก็จักทำกาลกิริยาของปุถุชนเป็นแท้” จึงเหาะขึ้นสู่เวหาสด้วยฤทธิ์ ไปลง ณ ที่ใกล้พระเถระซึ่งนั่(contracted; show full)ล้เท้าท่านธัมมทินนเถระจึงกราบเรียนว่า “ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมก็มาด้วยตั้งใจจักเป็นที่พึ่งของท่านอาจารย์อยู่แล้ว โปรดอย่าคิดไปเลย” แล้วก็บอกกัมมัฏฐาน (แก่พระเถระผู้เป็นอาจารย์) พระเถระรับกัมมัฏฐานแล้ว ก็ขึ้นสู่ที่จงกรม ในวาระย่างเท้าก้าวที่ ๓ (ท่าน) ก็บรรลุพระอรหัตตผลซึ่งเป็นผลชั้นยอด เขาว่า พระเถระเป็นคนโทสจริต พระภิกษุทั้งหลายเห็นปาน (ดังพระเถระ) นี้มัวเคลิบเคลิ้มอยู่ในโอภาสไปเสีย <sub><small>''(หน้าที่ 326)''</small></sub> '''[ [๒. ญาณ]]''' :คำว่า “ญาณ” หมายถึง วิปัสสนาญาณ ทราบว่า เมื่อโยคีนั้นกำลังเทียบเคียงไตร่ตรองรูปธรรมและอรูปธรรม (รูปและนาม) ทั้งหลายอยู่ ญาณซึ่งมีกระแสปราดเปรียวแหลมคม แก่กล้า ชัดแจ้ง ก็เกิดขึ้น ประดุจดังวชิระของพระอินทร์ที่ทรงซัดออกไป '''[[๓. ปีติ]]''' :คำว่า “ปีติ” หมายถึง ปีติประกอบด้วยวิปัสสนา ทราบว่าในระยะนั้น ปีติ ๕ อย่างนี้ คือ :๑. ขุททกาปีติ ความเอิบอิ่มเล็กน้อย :๒. ขณิกาปีติ ความเอิบอิ่มเพิ่มพูนทุกขณะ :๓. โอกกันติกาปีติ ความเอิบอิ่มซ่าเซ็น :๔. อุพเพงคาปีติ ความเอิบอิ่มโลดแล่น :๕. ผรณาปีติ ความเอิบอิ่มซาบซ่าน '''เกิดขึ้นเต็มสรีรกายทั้งสิ้น''' '''[[๔. ปัสสัทธิ]]''' :คำว่า “ปัสสัทธิ” หมายถึง ปัสสัทธิในวิปัสสนา ทราบว่า เมื่อโยคีนั่งอยู่ในที่พักกลางคืนก็ดี ในที่พักกลางวันก็ดี ในสมัยนั้น ทั้งกายและจิตไม่มีความกระวนกระวาย ๑ ไม่มีความหนัก ๑ ไม่มีความกระด้าง ๑ ไม่มีความไม่ควรแก่งาน (ในการปฏิบัติ) ๑ ไม่มีความเจ็บไข้ ๑ ไม่มีความคดโกง ๑ แต่ทว่าในสมัยนั้นแล กายและจิตของโยคีนั้น สงบ ๑ เบา ๑ อ่อน ๑ ควรแก่งาน ๑ ผ่องใส ๑ เที่ยงตรง ๑ เป็นแท้เลย โยคีนั่นเป็นผู้มีกายและใจอันธรรมทั้งหลายมีปัสสัทธิเป็นต้นเหล่านี้อนุเคราะห์แล้ว ในสมัยนั้นก็เสวยความยินดีที่เรียกว่า มิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสระบุถึงไว้ว่า <sub><small>''(หน้าที่ 327)''</small></sub> :สุญฺญาคารํ ปวิฏฐสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน :อมานุสี รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต. :ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ :ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ. '''แปลความว่า''' :ความยินดีมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ก็มีแก่พระภิกษุผู้ :เข้าสู่อาคารเงียบสงัด ผู้มีจิตสงบ เห็นแจ้งธรรมอยู่โดยชอบ :พระภิกษุกำหนดรู้ความเกิดและความดับของขันธ์ทั้งหลาย :(ด้วยอุทยพยญาณ) โดยรูปธรรม หรือโดยอรูปธรรมใด ๆ :ได้ปีติและปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์ของพระภิกษุผู้รู้แจ้ง :(ความเกิดและความดับ) นั้น เป็นอมตะ '''ปัสสัทธิอันประกอบด้วยธรรมมีลหุตา (ความเบา) เป็นต้น ซึ่งทำให้สำเร็จความยินดีที่มิใช่ของมนุษย์นี้เกิดขึ้นอยู่แก่โยคีนั้น ด้วยประการดังกล่าวนี้''' '''[[๕. สุข]]''' :คำว่า “สุข” หมายถึง ความสุขประกอบด้วยวิปัสสนา ทราบว่า ในสมัยนั้น ความสุขอันประณีตยิ่งเกิดขึ้นท่วมท้นไปในสรีรกายทั้งสิ้น '''[[๖. อธิโมกข์]]''' :คำว่า “อธิโมกข์” หมายถึง ศรัทธา เพราะว่า ศรัทธาที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั่นแลเป็นความผ่องใสอย่างยิ่งของจิตและเจตสิก เป็นศรัทธามีกำลัง ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น '''[[๗. ปัคคาหะ]]''' :คำว่า “ปัคคาหะ” หมายถึง วิริยะ (คือความเพียร) เพราะว่า ความเพียรที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั่นแล เป็นความเพียรที่ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป ประคับประคองไว้เป็นอย่างดี ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น <sub><small>''(หน้าที่ 328)''</small></sub> '''[[๘. อุปัฏฐานะ]]''' :คำว่า “อุปัฏฐานะ” หมายถึง สติ เพราะว่า สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั่นแล เข้าไปตั้งอยู่อย่างดี มั่นคง ฝังลึก ไม่หวั่นไหว ประหนึ่งภูเขาหลวง เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น โยคีท่านนั้นรำพึงถึง รำลึกถึง ทำในใจถึง เจาะจงนึกเห็น ซึ่งฐานะใด ๆ ฐานะนั้น ๆ ก็ลิ่วแล่นเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสติแก่โยคีนั้น ประหนึ่งปรโลกปรากฏแก่ท่านผู้มีทิพยจักษุ '''[[๙. อุเบกขา]]''' :คำว่า “อุเบกขา” หมายถึง ทั้งวิปัสสนูเปกขาและทั้งอาวัชชนุเปกขา เพราะว่า ในสมัยนั้น ทั้งวิปัสสนูเปกขา ซึ่งมีความเป็นกลางในสังขารทั้งปวง ทั้งอาวัชชนูเปกขาในมโนทวารก็มีกำลัง เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ความจริง เมื่อโยคีนั้นรำพึงถึงฐานะนั้น ๆ อยู่ อุเบกขานั้นก็ดำเนินอย่างแก่กล้าแหลมคม ประดุจดังวชิระของพระอินทร์ที่ทรงซัดออกไป และประดุจดังลูกศรที่เผาร้อนแล้วยิงไปในกองใบไม้ '''[[๑๐. นิกันติ]]''' :คำว่า “นิกันติ” หมายถึง วิปัสสนานิกันติ (ความใคร่ในวิปัสสนา) เพราะว่า นิกันติ มีอาการสงบ สุขุม ก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ทำความอาลัยอยู่ในวิปัสสนาอันประดับด้วยอุปกิเลสมีโอภาสเป็นต้น ด้วยประการดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นความใคร่ที่ใคร ๆ ไม่สามารถแม้แต่กำหนดรู้ได้ว่าเป็นกิเลส :อนึ่ง เมื่อโอภาสเกิดขึ้น โยคาวจรยึดถืออยู่ ฉันใด เมื่ออุปกิเลสทั้งหลายแม้เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็ฉันนั้น โยคาวจรคิดว่า “ในกาลก่อนแต่นี้ ญาณเห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามาก่อนเลย ปีติ..... ปัสสัทธิ..... สุข...... อธิโมกข์...... ปัคคาหะ....... อุปัฏฐานะ...... อุเบกขา...... นิกันติ เห็นปานนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามาก่อนเลย ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรลุมรรคแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรลุผลแล้ว” แล้วยึดถือสิ่งที่มิใช่มรรคนั่นแหละว่าเป็นมรรค ยึดถือสิ่งที่มิใช่ผลนั่นแหละว่าเป็นผล เมื่อโยคาวจรนั้นยึดถือสิ่งมิใช่มรรค ว่าเป็นมรรค สิ่งมิใช่ผล ว่าเป็นผล วิปัสสนาวิถีก็ชื่อว่าก้าวออกนอกทางไปแล้ว โยคาวจรนั้นก็ละทิ้งกัมมัฏฐานเดิมเสีย แล้วนั่งชื่นชมพอใจนิกันอยู่อย่างเดียว ฉะนี้แล <sub><small>''(หน้าที่ 329)''</small></sub> '''[[จำแนกอุปกิเลส ๑๐ โดยคาหะ ๓ เป็น ๓๐]]''' :อนึ่ง ในอุปกิเลส ๑๐ นี้ ธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้น ท่านเรียกว่า “อุปกิเลส” เพราะเป็น สัตถุ (ที่ตั้ง) ของอุปกิเลส มิใช่เพราะเป็นอกุศล ส่วนนิกันติเป็นทั้งอุปกิเลส เป็นทั้งวัตถุของอุปกิเลสด้วย และอุปกิเลสเหล่านี้ มี ๑๐ โดยทาง วัตถุ (ดังกล่าวแล้ว) แต่โดยทาง คาหะ (ความยึดถือ) มี ๓๐ ถ้วน มี ๓๐ ถ้วนโดยทางคาหะเป็นอย่างไร ? เพราะว่า เมื่อโยคีคาวจรยึดถืออยู่ว่า “โอภาสเกิดขึ้นแก่เราแล้ว” ดังนี้ เป็น ทิฏฐิคาหะ (ยึดถือด้วยทิฏฐิ) ๑ เมื่อยึดถืออยู่ว่า “โอภาสน่าพึ(contracted; show full) :ปริจเฉทที่ ๒๐ ชื่อว่ามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ :ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค '''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้''' ⏎ ⏎ ==ดูเพิ่ม== *'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]''' *'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)''' All content in the above text box is licensed under the Creative Commons Attribution-ShareAlike license Version 4 and was originally sourced from https://th.wikisource.org/w/index.php?diff=prev&oldid=88012.
![]() ![]() This site is not affiliated with or endorsed in any way by the Wikimedia Foundation or any of its affiliates. In fact, we fucking despise them.
|