Difference between revisions 88012 and 88015 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}

== ปริจเฉทที่  ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ==

'''แสดงบรรยายความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นว่า'''

'''เป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูก'''
(contracted; show full):๙.    และด้วยการไม่ละเลิก  (หรือหยุดพัก)  เสียในระหว่าง”

'''แล้ว  (โยคีนั้น)  พึงหลีกเลี่ยงอาสัปปายะ  (คือสิ่งไม่เป็นที่สบาย) ๗  อย่าง  ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน  ปฐวีกสิณนิเทศ  (ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค)  ทำสัมมสนะรูปในเวลาหนึ่ง ทำสัมมสนะอรูป  ในเวลาหนึ่ง  (คนละเวลา  ไม่ควรกำหนดรู้ด้วยกันในเวลาเดียวกัน)'''

<sub><small>''(หน้าที่  286)''</small></sub>

====วิธีเห็นนิพพัตติของรูป====
=====ก
ัมมการณะ=====

:โยคีย่อม[[สัมมสนะ]][[รูป]]ว่า: รูปย่อม[[นิพพัตติ]]ด้วยการณะ(เหตุ) ๔ มีกรรมเป็นต้น. ในเหตุ ๔ อย่างนั้น รูปของสัตว์ทั้งปวงย่อมนิพพัตติด้วย[[กรรม]]ตั้งแต่'''จิตดวงที่ ๑''' คือ:

:ในขณะเกิด[[ปฏิสนธิจิต]]นั่นเอง รูป ๓๐  ที่เรียกว่า  [[กลาป#วัตถุทสกะ|วัตถุทสกะ]] (๑๐), [[กลาป#กายทสกะ|กายทสกะ]] (๑๐),  และ[[กลาป#ภาวทสกะ|ภาวทสกะ]] (๑๐) ของ[[คัพภเสยยกสัตว์]]ย่อมนิพพัตติพร้อมกันทั้ง ๓ ทสกะ  และพวกมันย่อมนิพพัตติตั้งแต่อุปปาท[[ขณะ#อนุขณะ|อนุขณะ]]ของปฏิสนธิจิต. ในฐิติขณะและภังคขณะก็เกิดจากกรรมเหมือนในอุปาทขณะนั้นเอง. ใน[[ขณะ#อนุขณะ|อนุขณะ]]เป็นต้นนั้น  รูปดับช้าแปรเปลี่ยนยาก  จิตดับเร็วแปรเปลี่ยนง่าย.  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราไม่เห็นสิ่งอื่นใดแม้แต่อย่างเดียวที่แปรเปลี่ยนง่ายเหมือนดังจิตนี้”  เพราะว่า (หลังปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว) ในขณะที่ปฏิสนธิรูปยังนิพพัตติต่อไป แต่ภวังคจิตกลับ[[อุปปันนะ]]แล้วดับไปถึง ๑๖  ครั้ง ([[ปฏิสนธิจิต]] ๑ [[ภวังคจิต]] ๑๖ รวมอายุรูป ๑๗ ขณะจิต).  อุปปาทขณะ, ฐิติขณะ, ภังคขณะของจิต ล้วนเท่ากัน.  แต่เฉพาะอุปปาทขณะและภังคขณะของรูปที่สั้นเท่ากับอุปปาทขณะและภังคขณะของจิต.  ส่วนฐิติขณะของรูปนั้นยาว  คือ ดำเนินไปตลอดเวลาเท่ากับจิตที่อุปปันนะแล้วดับไป ๑๖  ดวง (แต่มาหยุดดำเนินไปพร้อมๆกับจิตดวงที่ ๑๗).  

:(หลังปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว) '''จิตดวงที่ ๒''' คือ ภวังคจิตย่อมอุปปันนะโดยอาศัย[[รูป 28#วัตถุรูป|วัตถุรูป]]เป็น[[ปัจจัย 24#ปุเรชาตปัจจัย|ปุเรชาตปัจจัย]] วัตถุรูปนี้ยังเป็นฐิติขณะอยู่แม้อุปปันนะมาตั้งแต่อุปปาทขณะของปฏิสนธิจิตแล้วก็ตาม. จิตดวงที่ ๓ คือ ภวังคจิตย่อมอุปปันนะโดยอาศัยวัตถุรูปเป็นปุเรชาตปัจจัย วัตถุรูปนี้ยังเป็นฐิติขณะอยู่แม้อุปปันนะพร้อมจิตดวงที่ ๒  นั้น.  โยคีต้องทำความเข้าใจการทำงานของจิตตลอดอายุขัยด้วยนัยข้างต้นดังกล่าวมานี้. แต่ทว่า  สำหรับมรณาสันนวาระ  จิต  ๑๖  ดวงย่อมอุปปันนะโดยอาศัยวัตถุรูปเดียวกันนั้นแลที่ยังเป็นฐิติขณะอยู่เป็นปุเรชาตปัจจัย (วัตถุในที่นี้ไม่ใช่แค่หทยวัตถุ แต่หมายถึงวัตถุรูปทั้ง ๖ ตามสมควร).  

<sub><small>''(หน้าที่  287)''</small></sub>

:รูปที่อุปปันนะตั้งแต่อุปปาทขณะของปฏิสนธิจิต ดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๖  เริ่มนับดวงถัดจากปฏิสนธิจิต.  รูปที่อุปปันนะตั้งแต่ฐิติขณะของปฏิสนธิจิต   ดับพร้อมกับอุปปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๗ เริ่มนับดวงถัดจากปฏิสนธิจิต.  รูปที่อุปปันนะตั้งแต่ภังคขณะของปฏิสนธิจิต เมื่อถึงฐิติขณะของจิตดวงที่ ๑๗  ก็ดับไป.  ตราบเท่าที่ยังเป็นคัพภเสยยกสัตว์อยู่, มันก็ย่อมดำเนินไปอย่างนี้เท่านั้น.

:อนึ่ง รูป ๗๐  ที่เกิดพร้อมกันทั้ง  ๗  ทสกะของโอปปาติกะสัตว์ก็ดำเนินไปอย่างนั้นเช่นกัน. (ดู: [[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๑๗_ปัญญาภูมินิทเทส#สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ|สังขารเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ]])

'''[[การจำแนกรูปเกิดจากกรรม]]  '''

:ในความเป็นไปของรูปเกิดจากกรรมนั้น  ควรทราบ  วิภาค  (คือการจำแนก)  ดังนี้ เรื่องรูปที่เป็นไปอาศัยกรรมนั้น โยคีต้องทำความเข้าใจการจำแนก คือ

:๑.    กรรม

:๒.    กัมมสมุฏฐาน    คือ  (ธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานปัจจัยแบบชนกสัตติ)

:๓.    กัมมปัจจัย    คือ  (ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัยแบบอุปัตถัมภกสัตติ)

:๔.    กัมมปัจจยจิตสมุฏฐาน    คือ  ธรรมที่มีวิบากจิตเป็นสมุฏฐาน(ธรรมมีจิตเป็นปัจจัยแบบชนกสัตติแต่มี)

:๕.    กัมมปัจจยอาหารสมุฏฐาน    คือ  ธรรมที่มีกัมมชโอชารูปเป็นสมุฏฐาน

:๖.    กัมมปัจจยอุตุสมฏฐาน    คือ  รูปที่มีกัมมชเตโชรูปเป็นสมุฏฐาน

:ในวิภาคนั้น

:๑.    เจตนาเจตสิกทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลเจตนา  ชื่อว่า  กรรม

:๒.    วิปากนามขันธ์ทั้งหลายและรูปขันธ์ ๗๐  ถ้วนมีจักขุทสกะเป็นต้น  ชื่อว่า  ธรรม

:ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน.

:๓.    วิปากขันธ์และรูป ๗๐  นั้นนั่นแหละ  ชื่อว่า  ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย  เพราะว่า 

:กรรมเป็นอุปัตถัมภกปัจจัยของธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานด้วย

:๔.    รูปมีนามวิปากจิตเป็นสมุฏฐาน  ชื่อว่ารูปเป็น  กัมมปัจจยจิตตสมุฏฐาน

(contracted; show full)
:ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

'''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''

==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''