Difference between revisions 87993 and 88327 on thwikisource

{{วสธมฉปส head| }}
{{วสธมฉปส sidebar}}


::::::=== =บทนำ=

:'''ปริเฉทที่  ๑๔''' ===

::::::=== 

:'''ขันธนิเทศ''' ===

<sub><small>''(หน้าที่ 1)''</small></sub>

:บัดนี้  เพราะเหตุที่สมาธิที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงออกแล้วด้วยธรรม   โดยยกจิตเป็นประธาน  ในพระคาถาว่า  '''“สีเล  ปติฏฺฐาย นโร  สปญฺโญ  '''   '''จิตฺตํ  ปญฺญญฺจ  ภาวยํ”''' ดังนี้  เป็นต้น  ย่อมเป็นอันภิกษุผู้ประกอบด้วย  สมาธิภาวนาอันแน่วแน่  มีอานิสงส์อันบรรลุแล้วด้วยอำนาจแห่งอภิญญาอย่างนี้  เจริญแล้วโดยอาการทั้งปวง  ต่อแต่นั้น  พึงเจริญปัญญาโดยลำดับไป  

=คำถามเรื่องปัญญา=
ก็ปัญญานั้น  ไม่ใช่ทำได้อย่างง่ายนัก แม้เพื่อจะรู้แจ้ง  เพราะทรงแสดงไว้โดยสังเขป  จะป่วย  กล่าวไปใยถึงการเจริญเล่า  ฉะนั้น  เพื่อจะแสดงความพิสดารและนัยแห่งภาวนาปัญญานั้น   จึงมีปัญหานี้ว่า  อะไรชื่อว่าปัญญา ? ที่ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่าอะไร ?  ลักษณะ  กิจ  ผล  เหตุใกล้  ของปัญญานั้น  เป็นอย่างไร ?  :

#ปัญญาคืออะไร? 
#อะไรเป็นสภาวะของปัญญา?
#อะไรเป็นลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของปัญญา?
#ปัญญามีกี่อย่าง?  จะ  พึงเจริญ
#ทำปัญญาให้เกิดต่อเนื่องได้อย่างไร  ? การเจริญปัญญา  มีอานิสงส์อย่างไร ?  
#อะไรเป็นอานิสงส์ของปัญญาภาวนา?

=คำตอบเรื่องปัญญา=
==ปัญญาคืออะไร?==
พึงทราบวิสัชนาใน  ข้อปัญหานั้นดังต่อไปนี้  

:ปัญหากรรมที่ว่า  “อะไรเป็นปัญญาปัญญาคืออะไร?”  นั้น  มีวิสัชนาว่า  ปัญญามีหลายอย่าง  ต่างประการ  อันจะวิสัชนาชี้แจงปัญญานั้นไปทุกอย่าง  จะไม่พึงยังประโยชน์  ให้สำเร็จ  ทั้งจะพึงเป็นไปเพื่อความเฝือยิ่งขึ้นด้วย  เพราะฉะนั้น  ข้าพเจ้าทั้งหลาย  จะกล่าวหมายเอาปัญญาที่ประสงค์ในที่นี้เท่านั้น  คือวิปัสสนาญาณอันสัมปยุต  ด้วยกุศลจิตเป็นปัญญา

==อะไรเป็นสภาวะของปัญญา?==

:ปัญหาว่า  '''อะไรชื่อว่าเป็นสภาวะของปัญญา  ?'''  เฉลย -  ที่ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด    ที่ชื่อว่ารู้ชัดนี้  คืออย่างไร  คือความรู้โดยประการต่าง ๆ  พิเศษยิ่งกว่าอาการคือ  ความหมายรู้  และความรู้แจ้ง  จริงอยู่  แม้เมื่อสัญญา  วิญญาณ  และปัญญา    จะเป็นความรู้ด้วยกัน  แต่สัญญาเป็นสักแต่ว่าความหมายรู้อารมณ์  เช่น  รู้จักว่า    สีเขียว  สีเหลือง  เป็นต้นเท่านั้น  แต่ไม่อาจให้ถึง  ความแทงตลอดซึ่งลักษณะว่า    ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตาได้  วิญญาณย่อมรู้จักอารมณ์ว่า  สีเขียว  สีเหลือง    เป็นต้นด้วยและย่อมให้ถึงความแทงตลอดซึ่งลัก(contracted; show full)
:::::ทั้งหลายเหล่านี้ที่ไม่มีรูปคือจิตและเจตสิกที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกัน  ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า 

:::::“นี้ผัสสะ  นี้เวทนา  นี้ปัญญา  นี้เจตนา  นี้จิต”  ดังนี้  นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก  พระผู้มีพระภาค

:::::ทรงทำแล้ว  


:ในปัญหาข้อว่า  '''ลักษณะ  กิจ  ผล  เหตุใกล้ของปัญญานั้น  เป็นอย่างไร ==อะไรเป็นลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของปัญญา?==

:ในปัญหาข้อว่า  '''อะไรเป็นลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐานของปัญญา?'''   นี้พึงทราบวินิจฉัย  ดังต่อไปนี้  

:ปัญญา  มีการแทงตลอดสภาวธรรมเป็น''ลักษณะ''  

:มีการกำจัดความมืดคือโมหะที่ปกปิดสภาวะความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายเป็น''กิจ''

:มีความไม่หลงเป็น''ผล''  ก็สมาธิเป็น''เหตุใกล้''ของปัญญานั้น  โดยพระบาลีว่า   '''“ผู้มีจิตตั้งมั่น  ย่อมรู้  ย่อมเห็นตามความเป็นจริง”'''  ดังนี้ 

'''==ปัญญามีกี่อย่าง''' '''?==

:ปัญหาข้อว่า  “ปัญญามีกี่อย่าง?”  วิสัชชนาว่า   


#อันดับแรก  ว่าโดยลักษณะ

'''  คือการแทงตลอดสภาวธรรม  ปัญญามีอย่างเดียวเท่านั้น'''

:
#ปัญญามี ๒  อย่างคือ  โลกียปัญญา ๑  และโลกุตตรปัญญา ๑  เป็น   ๒  อย่าง  โดยนัยอย่างเดียวกันนั้น  คือ  ปัญญามีอาสวะ ๑  และไม่มีอาสวะ ๑  ปัญญาที่กำหนดนาม ๑  และที่กำหนดรูป ๑  ปัญญาที่เกิดร่วมกับโสมนัส ๑  และที่  เกิดร่วมกับอุเบกขา ๑  ปัญญาที่เป็นทัสสนภูมิ ๑  และที่เป็นภาวนาภูมิ ๑  :
#ปัญญาเป็น ๓  อย่าง  คือเป็นจินตามยปัญญา ๑  สุตมยปัญญา ๑    และภาวนามยปัญญา ๑  โดยนัยเดียวกันนั้นคือ ปัญญาที่เป็นปริตตารัมมณะ ๑    ที่เป็นมหัคคตารัมมณะ ๑  และที่เป็นอัปปมาณารัมมณะ ๑  ปัญญาที่เป็น  อายโกศล ๑  ที่เป็นอปายโกศล ๑  และที่เป็นอุปายโกศล ๑  และปัญญาโดย  อภินิเวส ๓  มีอัชฌัตตาภินิเวส  (มุ่งมั่นข้างใน)  เป็นต้น  :
#ปัญญาเป็น ๔  อย่าง  คือเป็นญาณในสัจ ๔  และเป็นปฏิสัมภิทา ๔        

  
===อธิบายปัญญาหมวด ๑===
:ในส่วนแห่งปัญญาเหล่านั้น  ปัญญาที่เป็นอย่างเดียว  มีเนื้อความชัดเจนแล้ว
อธิบายไปแล้ว.

===อธิบายปัญญาหมวด ๒===
'''ปัญญา  ๒  อย่าง'''

'''	ในส่วนแห่งปัญญา ๒  อย่าง  มีอธิบายดังนี้'''

<sub><small>''(หน้าที่ 4)''</small></sub>

:ปัญญาเป็น ๒  อย่าง  คือที่เป็นโลกียะ ๑  และที่เป็นโลกุตตระ ๑  อย่างนี้คือ  ปัญญา  ที่สัมปยุตด้วยโลกียมรรค  เป็นโลกีปัญญา ๑  และปัญญาที่สัมปยุตด้วยโลกุตตรมรรค    เป็นโลกุตตรปัญญา ๑  

:ในทุกะที่ ๒  ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะทั้งหลายเป็นปัญญามีอาสวะ ๑  และปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเหล่านั้นเป็นปัญญาไม่มีอาสวะ ๑  แต่โดยอรรถ    ปัญญา ๒  อย่างนั้นก็คือโลกียปัญญาและโลกุตตรปัญญาเท่านั้นเอง  นัยสาสวทุกะอื่น  เช่น  ปัญญาที่ประกอบกับอาสวะ  เป็นปัญญามีอาสวะ  และปัญญาที่ไม่ประกอบกับ  อาสวะเป็นปัญญาไม่มีอาสวะดังนี้  ปัญญาเป็น ๒  อย่าง  โดยเป็นปัญญามีอาสวะและ  ไม่มีอาสวะด้วยประการอย่างนี้   

:ในทุกะที่ ๓  ปัญญา ๒  อย่าง  โดยเป็น  นามววัฏฐาปนะ  และ  รูปววัฏฐาปนะ  อย่างนี้คือปัญญาในการกำหนดอรูปขันธ์ ๔  แห่งภิกษุผู้ใคร่จะเริ่มวิปัสสนาอันใด    ปัญญาอันนี้  เป็นนามวัฏฐาปนปัญญา  ปัญญาในการกำหนดรูปขันธ์อันใด  ปัญญา  อันนี้เป็นรูปววัฏฐาปนปัญญา

:ในทุกะที่ ๔  ปัญญา ๒  อย่าง  โดยเป็นโสมนัสสสหคตะ  และ  อุเปกขาสหคตะ (เกิดพร้อมด้วยโสมนัสและเกิดพร้อมด้วยอุเบกขา)อย่างนี้  คือ  ปัญญาในกามาวจรกุศลจิต ๒  ดวงและในมัคคจิตที่เป็นไปในจตุตถญาณ    โดยปัญจกนัย ๑๖  ดวง  เป็นโสมนัสสสหคตปัญญา  และปัญญาในกามาวจร  กุศลจิต ๒  ดวง  ในมรรคจิตที่เป็นไปในปัญจมฌาน ๔  ดวง  เป็นอุเปกขา  สหคตปัญญา

:ในทุกะที่ ๕  ปัญญา ๒  อย่าง  โดยเป็นทัสสนภูมิและภาวนาภูมิ  อย่างนี้คือ  ปัญญาในปฐมมรรค  เป็นทัสสนภูมิปัญญา  และปัญญาในมรรค ๓    ที่เหลือเป็นภาวนาภูมิปัญญา  

'''ปัญญา ๓  อย่าง'''===อธิบายปัญญาหมวด ๓===

:ในติกะ  มีอธิบายดังนี้  

:ในติกะที่ ๑  ปัญญาที่มิได้ฟังจากคนอื่นได้มาเป็นจินตามยปัญญา   เพราะสำเร็จโดยลำพังความคิดตนเอง  ปัญญาที่ได้ฟังจากผู้อื่นแล้วได้มาเป็นสุตมยปัญญา  เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการฟัง  ปัญญาที่ถึงอัปปนา  สำเร็จด้วยอำนาจภาวนาอย่างใดก็แล้วแต่  เป็นภาวนามยปัญญา  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า  

:::::“ในปัญญา ๓  นั้น  '''จินตามยปัญญาเป็นไฉน?''' บุคคลมิได้

(contracted; show full)

:::::ทุกอย่าง  ชื่อว่า  อุปายโกศล  ดังนี้ ๒

:ปัญญาเป็น ๓ อย่าง  คือ  อายโกศล  อปายโกศล  และอุปายโกศล  ดังกล่าวมาฉะนี้  

:ในติกะที่  ๔  ปัญญาเป็น ๓  อย่าง  มีอัชฌัตตาภินิเวสเป็นต้นอย่างนี้  คือ  วิปัสสนาปัญญา  ที่ปรารภถือเอาขันธ์ของตนเป็นอัชฌัตตาภินิเวสปัญญา    ที่ปรารภถือเอาขันธ์ของผู้อื่นหรือรูปภายนอกที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์  เป็น  พหิทธาภินิเวสปัญญา  (ปัญญาอันมุ่งมั่นข้างนอก)  ที่ปรารภถือเอาทั้งสอง  เป็น  อัชฌัตตพหิทธาภินิเวสปัญญา  (ปัญญาอันมุ่งมั่นทั้งข้างในทั้งข้างนอก)  


'''ปัญญา ๔  อย่าง'''===อธิบายปัญญาหมวด ๔===

:ในจตุกกะ  ปัญญาเป็น ๔  อย่างมีอธิบายดังนี้

:ในจตุกกะที่ ๑  ปัญญาเป็น ๔  อย่าง  คือญาณในสัจจะ  ๔  อย่างนี้  คือ  ความรู้ปรารภ  ทุกขสัจจะเป็นไป  เป็นญาณในทุกข์  ความรู้ปรารภ  ทุกขสมุทัยเป็นไป  เป็นญาณในทุกขสมุทัย  ความรู้ปรารภทุกขนิโรธเป็นไป  เป็นญาณในทุกขนิโรธ ความรู้ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไป เป็นญาณ  ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(contracted; show full)

:จึงได้บรรลุ  อนึ่ง  การประกอบกัมมัฏฐาน  ภาวนาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก  สำหรับจะบรรลุปฏิสัมภิทาหามีไม่  แต่การบรรลุปฏิสัมภิทา  สำหรับพระเสขะทั้งหลาย  ก็มีขึ้นในที่สุดแห่งผลวิโมกข์ชั้นเสขะ  สำหรับพระอเสขะทั้งหลายก็มีขึ้นในที่สุดแห่งผลวิโมกข์ชั้นอเสขะนั่นเองจริงอยู่  ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย  สำเร็จแต่พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย  ก็ด้วยอริยผลแห่งอริยบุคคลนั่นแล  เช่นเดียวกับพระทศพลญาณ

:คำว่า  “ปัญญา ๔   อย่าง  คือปฏิสัมภิทา ๔“  ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอาปฏิสัมภิทา  เหล่านี้แล


'''==ทำปัญญาจะพึงเจริญอย่างไร'''

:ส่วนปัญหาว่า  “จะพึงเจริญให้เกิดต่อเนื่องได้อย่างไร?==
===วิธีภาวนาอย่างย่อสำหรับท่องจำ===
:ส่วนปัญหาว่า  “ทำปัญญาให้เกิดต่อเนื่องได้อย่างไร?”  นี้  มีพรรณนาว่า  เพราะเหตุที่

ปัญญาประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

'''ภูมิ (พื้นดิน)'''ของปัญญา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันแยกประเภทเป็น ขันธ์  อายตนะ  ธาตุ  อินทรีย์  สัจจะ  และปฏิจจสมุปบาท  เป็นต้น  เป็น  ภูมิ. 
'''มูล (ราก)'''ของปัญญานี้  ได้แก่ วิสุทธิ ๒  คือ  สีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิเป็นมูล.  
'''สรีระ (ลำต้น)'''ของปัญญานี้  ได้แก่ วิสุทธิ ๕  คือ  ทิฏฐิวิสุทธิ ๑  กังขาวิตรณวิสุทธิ ๑  มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ๑  ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ๑  และญาณทัสสนวิสุทธิ ๑.  เป็นสรีระของปัญญานี้  เพราะเหตุนั้น  ปัญญาอันภิกษุผู้ทำความสั่งสมความรู้โดยการเล่าเรียนและไต่ถามในธรรมที่เป็นภูมิเหล่านั้น

ดังนั้น โยคีจึงทำปัญญาให้เกิดต่อเนื่องได้:

#ด้วยการสั่งสมสุตมยญาณ โดยการเล่าเรียนและไต่ถามในธรรมที่เป็นภูมิเหล่านั้น (ท่องจำและทำความเข้าใจจนปัญญามีความชำนาญ ชื่อว่า สุตมยญาณ).
#แล้วยังวิสุทธิ ๒  ที่เป็นมูลให้ถึงพร้อม (โลกิยอัปปนา)
#แล้วทำวิสุทธิ ๕  ที่เป็นสรีระให้ถึงพร้อมอยู่  จะพึงบำเพ็ญได้   (โลกุตตรอัปปนา)

นี่เป็นความสังเขปในปัญหาข้อนี้  ส่วนความพิสดาร  ดังต่อไปนี้ –

'''ภูมิของปัญญา'''

:คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า =วิธีภาวนาอย่างละเอียด=
(ตั้งแต่ตรงนี้ไปจนถึงปริจเฉทที่ ๒๓ อยู่ในหัวข้อนี้ทั้งหมด)

:คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  "'''ภูมิ (พื้นดิน)'''ของปัญญา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันแยกประเภทเป็น  ขันธ์  อายตนะ  ธาตุ  อินทรีย์  สัจจะ  และปฏิจจสมุปบาท  เป็นภูมิของปัญญานี้”ต้น."  ดังนี้  บัณฑิตพึงทราบ  วินิจฉัยความในคำนั้นเป็นอันดับแรก 

'''
==ขันธ์'''==

:คำว่า  ขันธ์  ได้แก่  ขันธ์ ๕  คือ  รูปขันธ์ ๑  เวทนาขันธ์ ๑  สัญญาขันธ์ ๑  สังขารขันธ์ ๑  และวิญญาณขันธ์ ๑

<sub><small>''(หน้า 11)''</small></sub>

'''===รูปขันธ์'''===

:ในขันธ์ ๕  นั้น  ธรรมชาติที่มีความสลายไป  โทรมไป  เพราะปัจจัยที่เป็นข้าศึกทั้งหลาย  มีหนาวเป็นต้นเป็นลักษณะ  ทุกอย่างพึงทราบว่า  ชื่อว่า  รูปขันธ์  เพราะรวมธรรมชาติทั้งปวงนั้นเข้าด้วยกัน  ธรรมชาตินี้  แม้เป็นอย่างเดียว  โดยลักษณะคือความสลายไป  แต่ก็นับเป็นสองโดยแยกเป็นภูตรูปและอุปาทายรูป

====รูป ๒๘====

'''ภูตรูป'''

:ในรูป ๒  อย่างนั้น  ภูตรูปมี ๔  คือ  ปฐวีธาตุ ๑  อาโปธาตุ ๑  เตโชธาตุ ๑  และวาโยธาตุ ๑  ลักษณะ  รส  (คือกิจ)  ปัจจุปัฏฐาน  (คือผล)  ของธาตุ ๔  ได้กล่าวไว้แล้วใน  จตุธาตุววัฏฐาน  แต่ว่าโดยปทัฏฐาน  (คือเหตุใกล้)  ธาตุทุกอย่างต่างก็มีธาตุที่เหลืออีก ๓  อย่างเป็นปทัฏฐาน

'''อุปาทายรูป'''

:อุปาทายรูปมี  ๒๔  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  หทยวัตถุ  กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุ  รูปัสสะ  ลหุตา  (ความเบาแห่งรูป)  รูปัสสะ  มุทุตา  (ความอ่อนแห่งรูป)  รูปัสสะ  กัมมัญญตา  (ความคล่องแห่งรูป)  รูปัสสะ  อุปจยตา  (ความเติบขึ้นแห่งรูป)  รูปัสสะ  สันตติ  (ความสืบต่อแห่งรูป)  รูปัสสะ  ชรตา  (ความทรุดโทรมแห่งรูป)  รูปัสสะ  อนิจจตา  (ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป)  และกวฬิงการาหาร

'''ลักษณะเป็นต้นแห่งอุปาทายรูป'''

'''=====ปสาทรูป ๕'''=====

:ในอุปาทายรูปเหล่านั้น

:ตา  มีความผ่องใสแห่งภูตรูปพอกระทบรูปได้เป็นลักษณะ  นัยหนึ่ง  มีความผ่องใสแห่งภูตรูปที่มีความใคร่จะเห็นเป็นต้นเหตุเป็นสมุฏฐานเป็นลักษณะ  มีการเวียนอยู่ในรูปทั้งหลายเป็นรส  มีฐานที่รองรับจักขุวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีภูตรูปอันเกิดแต่กรรมที่ใคร่จะเห็นเป็นต้นเหตุเป็นปทัฏฐาน

<sub><small>''(หน้า 12)''</small></sub>

(contracted; show full)

<sub><small>''(หน้า 15)''</small></sub>

:ดังกล่าวแล้ว  ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารแห่งกายวิญญาณเป็นต้น  ตั้งอยู่ตามควร  บัณฑิตจึงเห็นว่า  ประสาทมีจักษุเป็นต้นเหล่านี้  น้อมไปตามอารมณ์ของตน  มีรูปเป็นต้น  ประดุจงูพอใจในจอมปลวก  จระเข้พอใจในแม่น้ำ  นกพอใจในอากาศ  สุนัขบ้านพอใจในบ้าน  และสุนัขจิ้งจอกพอใจในป่าช้า


'''=====โคจรรูป ๔'''=====

:ส่วนในโคจรรูปทั้งหลาย  มีรูปเป็นต้น  ต่อจากปสาทรูปไป  มีนัยดังต่อไปนี้

:รูป  มีอันกระทบจักษุเป็นลักษณะ  มีความเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณเป็นกิจ  มีความเป็นโคจรแห่งจักขุวิญญาณนั้นแหละเป็นผล  มีมหาภูตรูป ๔  เป็นเหตุใกล้

:ก็แล  ข้อที่รูปมีมหาภูตรูป ๔  เป็นปทัฏฐาน  ฉันใด  อุปาทายรูปทั้งปวงก็เป็นฉันนั้น  แต่ในที่ใดมีความแปลกออกไป  ข้าพเจ้าจึงจักกล่าวในที่นั้น

:รูปมีมากอย่าง  ด้วยอำนาจแห่งสี  มีสีเขียว  สีเหลือง  เป็นต้น

:เสียง  มีการกระทบหูเป็นลักษณะ  มีวิสัยแห่งโสตวิญญาณเป็นกิจ  มีโคจรแห่งโสตวิญญาณเป็นผล  มีมากอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า  เสียงกลอง  เสียงตะโพน ฯลฯ

:กลิ่น  มีการกระทบจมูกเป็นลักษณะ  มีวิสัยแห่งฆานวิญญาณเป็นกิจ  มีโคจรแห่งฆานมีวิญญาณเป็นผล  มีมากอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า  กลิ่นรากไม้  กลิ่นแก่นไม้  ฯลฯ

:รส  มีการกระทบลิ้นในลักษณะ  มีวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณเป็นกิจ  มีโคจรแห่งชิวหาวิญญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน  มีมากอย่างโดยนัยเป็นต้นว่า  รสรากไม้  รสลำต้น  ฯลฯ  

'''=====ภาวรูป ๒'''=====

:อิตถินทรีย์  มีภาวะแห่งหญิงเป็นลักษณะ  มีการประกาศว่าหญิงเป็นกิจ  มีภาวะคือการกระทำเพศของหญิง  นิมิตของหญิง  กิริยาของหญิง  และท่าทางของหญิงเป็นผล

:ปุริสินทรีย์  มีภาวะแห่งชายเป็นลักษณะ  มีการประกาศว่าชายเป็นกิจ  มีภาวะคือการกระทำเพศของชาย  นิมิตของชาย  กิริยาของชาย  และท่าทางของชาย  เป็นผล

<sub><small>''(หน้า 16)''</small></sub>

:อิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ทั้ง ๒  นั้น  ปกแผ่ไปทั่วร่างของหญิงชายดังกายประสาทเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับจะกล่าวได้ว่า มันตั้งอยู่ในโอกาสที่กายประสาทตั้งอยู่  หรือว่ามันตั้งอยู่ในโอกาสที่กายประสาทมิได้ตั้งอยู่ก็ตาม  ความปะปนกันก็ไม่มี  ดังรูปกันรสเป็นต้น  ฉะนั้น  

'''=====ชิวิตรูป'''=====

:ชีวิตินทรีย์  มีการตามรักษาสหัชรูปที่เกิดร่วมกับตนเป็นลักษณะ  มีการให้สหัชรูปเหล่านั้นเป็นไปเป็นกิจ  มีความดำรงไว้ได้ซึ่งสหัชรูปเหล่านั้นนั่นแหละเป็นผล  มีภูตรูปที่ตนจะพึงให้เป็นไปเป็นเหตุใกล้

(contracted; show full)

:หทยวัตถุ  อาศัยโลหิตมีประการดังกล่าวแล้ว[วิสุทธิมรรค_ฉบับปรับสำนวน_ปริจเฉท_๘_อนุสสติกัมมัฏฐานนิทเทส#หทยมังสะ|ในกายคตาสติกถา]ได้อุปการภูตรูป ๔  มีหน้าที่ค้ำจุนไว้เป็นต้น  ทำให้ฤดู  จิต  และอาหารอุปถัมภ์อยู่  อายุคอยเลี้ยงรักษา  ยังความเป็น

<sub><small>''(หน้า 17)''</small></sub>

:วัตถุแห่งมโนธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ  และธรรมอันสัมปยุตกับธาตุทั้งสองนั้น  ให้สำเร็จตั้งอยู่ในภายในแห่งหัวใจ


'''=====วิญญัติรูป ๒'''=====

:การวิญญัตติรูป  การเปลี่ยนอาการเป็นปัจจัยแก่การค้ำจุนกาย  การทรงกาย  และการไหวกายที่เป็นสหัชรูปแห่งวาโยธาตุ  มีจิตให้กิริยามีการย่างก้าวเป็นต้นให้เป็นไป  เป็นเหตุเกิดชื่อว่ากายวิญญัติ  มีประกาศความประสงค์เป็นกิจ  มีเหตุแห่งความไหวกายเป็นผล  มีวาโยธาตุที่มีจิตเป็นเหตุเกิดเป็นเหตุใกล้  ก็กิริยาอันนี้  ท่านเรียกว่ากายวิญญัติ  เพราะเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ความประสงค์ด้วยการไหวกาย  และเพราะตัวเองก็พึงรู้ได้ด้วยกายกล่าวคือความไหวกายนั้นด้วย  ก็แลกิริยาทั้งหลายมีก้าวไปและถอยกลับเป็นต้น  บัณฑิตพึงทราบว่า  ย่อมเป็นไปได้  เพราะความไหวแม้แห่งอุตุชรูปเป็นต้น  ที่สัมพันธ์กันโดยเฉพาะกับจิตตัชรูปที่ไหวเพราะวิญญัตินั้น 

'''วจีวิญญัติ'''

:การเปลี่ยนอาการ  เป็นปัจจัยแห่งความกระทบกันแห่งอุปาทินนรูปแห่งปฐวีธาตุ  ที่มีจิตยังความเปล่งวาจาให้เป็นไปเป็นเหตุเกิด  ชื่อว่า  วจีวิญญัติ  มีประกาศความประสงค์เป็นกิจมีเหตุแห่งการเปล่งคำพูดเป็นผล  มีปฐวีธาตุที่มีจิตเป็นเหตุเกิดเป็นผล  ก็กิริยาอันนี้ท่านเรียกว่าวจีวิญญัติ  เพราะเป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ความประสงค์ด้วยการเปล่งคำพูด  และเพราะตัวเองพึงรู้ได้ด้วยวาจากล่าวคือการเปล่งคำพูดนั้น

:เหมือนอย่างว่า  บุคคลเห็นเครื่องหมายมีน้ำ  หัววัวเป็นต้น  ที่เขายกขึ้นผูกไว้ในป่า  ก็รู้ได้ว่าน้ำมีอยู่ที่นั่นฉันใด  แม้กายวิญญัติและวจีวิญญัติ  บุคคลจับการไหวกายและการเปล่งวาจาได้ก็รู้ได้ฉันนั้น

'''=====ปริจเฉทรูป'''=====

:อากาสธาตุ  มีการตัดตอนรูปเป็นลักษณะ  มีประกาศริมรอบของรูปเป็นกิจ  มีขอบของรูปเป็นผล  หรือมีความไม่ถูกภูตรูปสัมผัสและเป็นช่องเป็นรูปเป็นผล  มีรูปที่ถูกตัดตอน

<sub><small>''(หน้า 18)''</small></sub>

:แล้วเป็นเหตุใกล้  ในรูปทั้งหลายที่ถูกอากาศธาตุไรเล่าตัดตอนแล้วย่อมมีการกำหนดไว้ว่า  รูปนี้  ทางบนนี้  ทางล่างนี้  และทางนี้ขวาง

'''=====วิการรูป ๓'''=====

:ลหุตา  ความเบาแห่งรูป  มีความไม่อึดอาดเป็นลักษณะ  มีการบรรเทาเสียซึ่งความหนัก  แห่งรูปทั้งหลายเป็นกิจ  มีการเปลี่ยนได้เร็วเป็นผล  มีรูปที่เบาเป็นเหตุใกล้

:มุทุตา  ความอ่อนสลวยแห่งรูป  มีความไม่แข็งเป็นลักษณะ  มีการบรรเทาเสียซึ่งความกระด้างทั้งหลายเป็นกิจ  มีความไม่ขัดในกิริยาทั้งปวงเป็นผล  มีรูปที่อ่อนเป็นเหตุใกล้

:กัมมัญญตา  ความควรแก่การงานแห่งรูป  มีความคล่องแคล่วอันอนุกูลแก่กิริยาทางร่างกายเป็นลักษณะ  มีการบรรเทาเสียซึ่งความไม่คล่องแคล่วเป็นกิจ  มีความไม่ทุพพลภาพเป็นผล  มีรูปที่ใช้การได้เป็นเหตูใกล้

:ก็วิการรูปทั้ง ๓นี้  ย่อมไม่ละกันและกัน  แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น  ความแปลกกันแห่งวิการรูป ๓  นั้น  ก็พึงทราบได้ดังนี้  คือ :–

:รูปวิการใด  เป็นความเบาแห่งรูปทั้งหลาย  ดุจรูปของคนไม่มีโรค  มีความไม่อึดอาดและความเปลี่ยนท่าได้เร็วเป็นอาการทั่ว ๆไป  มีปัจจัยอันเป็นฝ่ายต่อต้านความกำเริบแห่งธาตุที่ทำให้รูปหนักเป็นเหตุเกิด  รูปวิการนั้นจัดเป็นความเบาแห่งรูป  

:รูปวิการใด  เป็นความอ่อนแห่งรูปทั้งหลาย  ดุจหนังที่ขัดดีแล้ว  มีความอ่อนโดยที่บังคับได้ในกิริยาทั้งปวงแปลก ๆ กัน  เป็นอาการทั่ว ๆ ไป  มีปัจจัยอันเป็นฝ่ายต่อต้านความกำเริบแห่งธาตุที่ทำให้รูปแข็งกระด้างเป็นเหตุเกิด  รูปวิการนั้นจัดเป็นความอ่อนสลวยแห่งรูป

:ส่วนรูปวิการใด  เป็นความใช้การได้แห่งรูปทั้งหลาย  ดุจทองที่หลอมดีแล้ว  อนุกูลแก่กิริยาทางร่างกาย  เป็นอาการทั่ว ๆไป  มีปัจจัยฝ่ายต่อต้านความกำเริบแห่งธาตุที่ทำความไม่อนุกูลแก่กิริยาทางร่างกายเป็นเหตุเกิด  รูปวิการนั้นจัดเป็นความควรแก่การงานแห่งรูป

<sub><small>''(หน้า 19)''</small></sub>

'''=====ลักขณรูป ๔'''=====

:อุปจยะ  ความเติบแห่งรูป  มีการก่อขึ้นเป็นลักษณะ  มีการยังรูปทั้งหลาย  ให้ผุดขึ้นไป  ภายหน้าเป็นกิจ  มีการมอบให้เป็นผล  หรือมีความเป็นรูปบริบูรณ์เป็นผล  มีรูปที่เติบแล้วเป็นเหตุใกล้

:สันตติ  ความสืบเนื่องแห่งรูป  มีความเป็นไปเป็นลักษณะ  มีความสืบต่อไว้เป็นกิจ  มีความไม่ขาดสายเป็นผล  มีรูปที่สืบต่อกันมาได้เป็นเหตุใกล้

(contracted; show full)

<sub><small>''(หน้า 20)''</small></sub>

:ปฏิจฉันนชรานั้นไม่  อนึ่ง  ความชราของแผ่นดิน  น้ำ  ภูเขา  พระจันทร์  และพระอาทิตย์  เป็นต้น  ได้ชื่อว่า  อวีจิชรา  ชราไม่มีเปลว  ความแปลกนั้นก็ไม่มีเหมือนกัน 

:อนิจจตา  ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป  มีการแตกทำลายเป็นลักษณะ  มีความทรุดลงไปเป็นกิจ  มีความสิ้นความเสื่อมเป็นผล  มีรูปแตกทำลายอยู่เป็นเหตุใกล้


'''=====โอชารูป'''=====

:กวฬิงการาหาร  มีโอชาเป็นลักษณะ  มีการนำมาซึ่งรูปเป็นกิจ  มีการค้ำจุนร่างกายไว้เป็นผล  มีวัตถุอันพึงทำให้เป็นคำแล้วกลืนกินเป็นเหตุใกล้  

:สัตว์ทั้งหลาย  ยังชีวิตให้เป็นไปได้ด้วยโอชาใด  คำว่า  กวฬิงการาหาร  นี้  เป็นชื่อแห่งโอชานั้นแล  

:รูปที่มาในบาลีมีเท่านี้เอง

'''อุปาทายรูป  เพิ่มเติมตามมติเกจิอาจารย์'''

:แต่ในอรรถกถา  ท่านนำเอารูปอื่น ๆ อีก  คือ  “พลรูป  รูปคือกำลัง ๑  สัมภวรูป  รูปคือน้ำสัมภวะ ๑  ชาติรูป  รูปคือความเกิด ๑  โรครูป  รูปคือโรค ๑  ตามมติของอาจารย์บางพวกมีอีกคือมิทธรูป  รูปคือความง่วง”  ดังนี้แล้ว  ชักเอาคำบาลีมากล่าวว่า  “อทฺธา  มุนีสิ  สมฺพุทโธ  นตฺถิ  นีวรณา  ตว  พระองค์ผู้เป็นพระมุนี  ตรัสรู้เองแน่แท้  นิวรณ์ทั้งหลายหามีแก่พระองค์ไม่”  ดังนี้เป็นต้น  แล้วคัดค้านว่า  “มิทธรูป  ไม่มีแต่อย่างเดียวเท่านั้น”

:ในรูปนอกนี้  โรครูปก็เป็นอันถือเอาแล้ว  โดยถือเอาชรตาและอนิจจตา  ชาติรูป  ก็เป็นอันถือเอาตามอุปจยะและสันตติ  สัมภวรูปถือเอาตามอาโปธาตุ  พลรูปถือเอาตามวาโยธาตุ  เพราะเหตุนั้น  จึงลงสันนิษฐานได้ว่า  ในรูปเหล่านั้น  ไม่มีรูปที่แยกเป็นส่วนหนึ่งแม้แต่รูปเดียว

:อุปาทายรูปนี้มี ๒๔  อย่าง  กับภูตรูปที่กล่าวมาก่อน ๔  อย่าง  เพราะฉะนั้น  จึงเป็นรูป ๒๘  อย่าง  ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ด้วยประการฉะนี้

<sub><small>''(หน้า 21)''</small></sub>

====หมวดรูป====

'''รูป ๑'''

:รูปทั้งปวงนั้น  มีอย่างเดียว  โดยนัยเป็นต้นว่า  รูปเป็นนเหตุ  (ไม่ใช่เหตุ)  เป็นอเหตุกะ  (ไม่มีเหตุ)  เป็นเหตุวิปยุต  (ไม่ประกอบกับเหตุ)  เป็นสัปปัจจยะ  เป็นไปกับปัจจัย  เป็นโลกิยะ  (ถูกประกอบไว้ในโลก)  เป็นสาวสะ  (เป็นไปกับอาสวะ)  เท่านั้น

'''รูป ๒'''

(contracted; show full)ไหน ๆ)  เพราะเหตุอะไร ?  เพราะความเกิดแห่งความเกิดหามีไม่  และอีก ๒  อย่าง  เป็นความง่อมไป  และแตกไปแห่งรูปที่เกิดแล้ว  แม้ชาติที่เกิดแต่ปัจจัยอะไร ๆ  ซึ่งท่านยอมให้ไว้ในบาลีว่า  “ธรรมทั้งหลาย  คือ  รูปายตนะ  สัททายตนะ  คันธายตนะ  รสายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ  อากาสธาตุ  อาโปธาตุ  รูปัสสลหุตา  รูปัสสมุทุตา  รูปัสสกัมมัญญตา  รูปัสสอุปจยะ  รูปัสสสันตติ  กวฬิงการาหาร  เหล่านี้  มี่จิตเป็นเหตุเกิด"   ดังนี้เป็นต้น  ก็พึงทราบว่า  (ที่ท่านยอมให้)  เพราะชนกปัจจัยแห่ง  รูปทั้งหลาย  ปรากฏในลักษณะ  คืออานุภาพแห่งกิจ


'''===วิญญาณขันธ์===
====นามขันธ์ ๔'''====

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในรูปขันธ์เป็นอันดับแรก

:ส่วนในขันธ์นอกนี้  เวทนาขันธ์  พึงทราบว่า  เพราะรวมธรรมชาติที่มีการเสวยรสารมณ์เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน  สัญญาขันธ์  เพราะรวมธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน

:สังขารขันธ์  เพราะรวมธรรมชาติที่มีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน  วิญญาณขันธ์  เพราะรวมธรรมชาติที่มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน

:ในขันธ์ทั้ง ๔  นั้น  เพราะเหตุที่เมื่อวิญญาณขันธ์อันบุคคลเข้าใจแล้ว  ขันธ์นอกนี้ก็จะเป็นสิ่งที่พึงเข้าใจได้ง่ายขึ้น  เพราเหตุนั้น  ข้าพเจ้าจึงจักทำวรรณนาจับวิญญาณขันธ์เป็นต้นไป  

'''วิญญาณขันธ์ '''

:ก็คำว่า  “วิญญาณขันธ์  พึงทราบว่า  เพราะรวมธรรมชาติที่มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ดังนี้  ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว

<sub><small>''(หน้า 25)''</small></sub>

:ถามว่า  ธรรมชาติอันมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะชื่อว่าวิญญาณเป็นไฉน ?

:ตอบว่า  ธรรมชาติอันมีความรู้แจ้งเป็นลักษณะนั้น   ชื่อว่าวิญญาณ  ดังพระสารีบุตร เถระกล่าวแก่พระมหาโกฏฐิกะว่า  “ดูกรอาวุโส  เพราะเหตุที่ธรรมชาติย่อมรู้แจ้ง  ย่อมรู้ต่าง ๆ เพราะเหตุนั้น  จึงเรียกว่าวิญญาณ”  ดังนี้  คำว่า  วิญญาณ  จิต  มโน  โดยเนื้อความ  ก็อันเดียวกัน  วิญญาณนี้นั้น  แม้เป็นอย่างเดียวตามสภาพ  โดยลักษณะก็คือความรู้แจ้ง  แต่เมื่อว่าโดยชาติแบ่งเป็น ๓  อย่าง  คือ  กุศล  อกุศล  และอัพยากฤต

'''=====กุศลวิญญาณ'''=====

:ในวิญญาณ ๓  อย่างนั้น  กุศลวิญญาณมี ๔  โดยภูมิคือกามาวจร  รูปาวจร  อรูปาวจร  และโลกุตตระ  ใน ๔  ภูมินั้น  กามาวจร  มี ๘  คือ  โสมนัส  อุเบกขา  ญาณ  และสังขาร  กามาวจรวิญญาณ ๘  อะไรบ้าง ?  คือวิญญาณโสมนัสสหรคตญาณสัมปยุต  เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑  ที่เป็นญาณวิปยุต  เป็นอสังขาร ๑   สสังขาร ๑  (รวมเป็นฝ่ายโสมนัสสหรคต ๔)  วิญญาณอุเปกขาสหรคตญาณสัมปยุต  เป็นอสังขาร ๑  สสังขาร ๑  ที่เป็นญาณวิปยุต  เป็น  อสังขาร ๑  สสังขาร ๑  รวมเป็นอุเปกขาสหรคต ๔  (รวมเข้าด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงเป็น ๘)

(contracted; show full)

:อรูปาวจรกุศลมี ๔  ด้วยอำนาจการประกอบแห่งอรูป ๔  คือ  อรูปที่ ๑  ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานที่กล่าวแล้ว  อรูปที่ ๒  ที่ ๓  และที่ ๔  ก็ประกอบด้วยฌานที่เหลือ  มีวิญญาณัญจายตนฌาน  เป็นต้น  

:โลกุตตรกุศล  มี ๔  ประกอบด้วยมรรค ๔

:กุศลวิญญาณมี ๒๑  อย่าง  ดังกล่าวมาฉะนี้  เป็นอันดับแรก


'''=====อกุศลวิญญาณ'''=====

:ส่วนอกุศลวิญญาณ  โดยภูมิก็อย่างเดียว  คือ  เป็นกามาวจรภูมิอย่างเดียวเท่านั้น  โดยมูลมี ๓  คือ  โลภมูล  โทสมูล  และโมหมูล  ใน ๓ มูลนั้น  โลภมูลมี ๘  โดยประเภทแห่งโสมนัส  อุเบกขาทิฏฐิคตะ  และ  สังขาร  โลภมูล ๘ นี้ เป็นอย่างไร ? โลภมูล ๘  คือ  (อกุศลจิต)  เป็น  โสมนัสสหรคต  ทิฏฐิคตสัมปยุต  เป็นอสังขาร ๑  สสังขาร ๑  ที่เป็นทิฏฐิคตวิปยุต  ก็อย่างนั้น  คือเป็นอสังขาร ๑  สสังขาร ๑  เป็นอุเบกขาสหรคต  ทิฏฐิคตสัมปยุต  เป็นอสังขาร ๑  สสังขาร ๑  ที่เป็นทิฏฐิคตวิปยุตค  ก็อย่างนั้น  คือเป็นอสังขาร ๑  สสังขาร ๑  อุเบกข(contracted; show full)

:โลภมูลจิต ๘  โดยประเภทแห่งโสมนัส  อุเบกขา  ทิฏฐิคตะ  และสังขาร  พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้  ส่วนโทสมูลจิตมี ๒  เท่านั้น  คือโทมนัสสหรคต  ปฏิฆสัมปยุต  อสังขาร ๑  สสังขาร ๑  การเกิดขึ้นแห่งโทสมูลจิตนั้น  พึงทราบในกาลที่กล้าแข็งและเฉื่อยชา  แห่งจิตในโทษทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้น

:โมหมูลจิตก็มี ๒ เป็นอุเบกขาสหรคต วิจิกิจฉาสัมปยุต ๑  อุทธัจจสัมปยุต ๑   ความเป็นไปแห่งโมหมูลจิตนั้น  พึงทราบในกาลที่ลังเลและฟุ้งซ่านแห่งจิตแล

:อกุศลวิญญาณมี ๑๒  โดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้


'''=====อัพยากฤตวิญญาณ'''=====

:อัพยากฤตวิญญาณ  ว่าโดยประเภทแห่งชาติ  มี ๒  คือ  วิปากจิต ๑  กิริยาจิต ๑  ใน ๒  ชนิดนั้น  วิปากจิต  ว่าโดยภูมิมี ๔  คือ  กามาวจรจิต  รูปาวจรจิต  อรูปาวจรจิต  และโลกุตตรจิต  ใน ๔  ภูมินั้น  กามาวจรมี ๒  คือ  กุศลวิปากจิต ๑  อกุศลวิปากจิต ๑

<sub><small>''(หน้า 28)''</small></sub>

'''กามาวจรกุศล – วิบาก - อเหตุกะ'''

(contracted; show full)

:ส่วนที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรมี ๕  และ ๔  เหมือนกุศลวิญญาณ  ความแตกต่างจากกุศลวิญญาณของกิริยาวิญญาณทั้งสองนั้น  ก็พึงทราบโดยว่าเกิดขึ้นแก่พระอรหันต์เท่านั้น

:กิริยาวิญญาณทั้งหมดใน ๓  ภูมิเป็น ๒๐  ดังนี้

<sub><small>''(หน้าที่ 32)''</small></sub>


'''วิญญาณทั้งปวงเป็นไปโดยอาการ ๑๔'''=====กิจ ๑๔ ของวิญญาณ=====

:โดยประการดังกล่าวมานี้  วิญญาณทั้งสิ้น  มีกุศลวิญญาณ ๒๑  อกุศลวิญญาณ ๑๒  วิปากวิญญาณ ๓๖  กิริยาวิญญาณ ๒๐  รวมเป็นวิญญาณ ๘๙  เป็นไปโดยอาการ ๑๔  ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิ  ภวังค์  อาวัชชนะ  ทัสสนะ  (เห็น)  สวนะ  (ได้ยิน)  ฆายนะ  (ได้กลิ่น)  สายนะ  (ได้รส)  ผุสนะ  (ได้ถูกต้อง)  สัมปฏิจฉนะ  สันตีรนะ  โวฏฐัพพนะ  ชวนะ ตทารัมมนะ  และจุติ  

:ถามว่า  เป็นอย่างไร ?

'''๑.  ปฏิสนธิ'''

(contracted; show full)

:ความเป็นไปแห่งวิปากวิญญาณ ๑๙  ดวง  ด้วยอำนาจแห่งจุติ  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้

:จิตตสันดานอันไม่ขาดสายของสัตว์ทั้งหลาย  ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในภพ  คติ  ฐิติ  และนิวาสทั้งหลาย  ย่อมเป็นไปดังนี้  คือ  จากจุติก็ปฏิสนธิอีก  ต่อปฏิสนธิก็ภวังค์อีกอยู่นั่นเอง  แต่ในสัตว์ทั้งหลายนั้นท่านผู้ใดได้บรรลุพระอรหันต์  เมื่อจุติของท่านดับแล้ว  จิตก็เป็นอันดับทีเดียวแล

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดาร  ในวิญญาณขันธ์


'''===เวทนาขันธ์'''===

:บัดนี้  พึงทราบวินิจฉัยในข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  “เวทนา  ที่เรียกว่าเวทนาขันธ์  เพราะรวมธรรมชาติที่มีการเสวยรสอารมณ์เป็นลักษณะทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ต่อไปนี้ –

<sub><small>''(หน้าที่ 37)''</small></sub>

:ธรรมชาติที่มีการเสวยรสอารมณ์  เป็นลักษณะ  ก็คือเวทนานั่นเอง  ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า  “ดูกรอาวุโส  เพราะเหตุที่ธรรมชาตินั้นย่อมเสวยรสอารมณ์ย่อมรู้สึกสุขทุกข์ เพราะเหตุนั้น  จึงเรียกว่าเวทนา”  ดังนี้

(contracted; show full)นผล  มีกายินทรีย์เป็นเหตุใกล้  โสมนัสมีการเสวยอิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ  มีการเสวยสุขด้วยอาการพอใจไม่อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกิจ  มีความสบายใจเป็นผล  มีความระงับแห่งนามกายเป็นเหตุใกล้  โทมนัสมีการเสวยอนิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ  มีการเสวยทุกข์ด้วยอาการไม่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกิจ  มีความไม่สบายใจเป็นผล  มีหทยวัตถุเป็นเหตุใกล้โดยส่วนเดียวเท่านั้น  อุเบกขามีการเสวยมัชฌัตตารมณ์เป็นลักษณะ  มีการไม่เพิ่มและไม่ลดสัมปยุตธรรมเป็นกิจ  มีความละเอียดเป็นผล  มีจิตที่ปราศจากปีติเป็นเหตุใกล้

:นี้คือ  กถามุขอย่างพิสดารในเวทนาขันธ์


'''===สัญญาขันธ์'''===

:บัดนี้  พึงทราบวินิจฉัยในข้อที่ว่า  “สัญญาขันธ์ที่เรียกอย่างนั้น  เพราะรวมธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ดังนี้

:อันธรรมชาติที่มีความจำได้เป็นลักษณะ  ก็คือสัญญานั่นเอง  ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า  “ดูกรอาวุโส  เพราะเหตุที่รู้จำได้นั้น  จึงเรียกว่าสัญญา”  ดังนี้

'''สัญญา ๑  สัญญา ๓'''

:สัญญาว่าตามสภาพก็มีอย่างเดียวโดยลักษณะคือจำได้  แต่ว่าโดยชาติมี ๓  คือ  กุศล  อกุศล  และอัพยากฤต  ในสัญญา ๓  นั้น  สัญญาที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศลสัญญา  ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณจัดเป็นอกุศล  สัญญาที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณจัดเป็นอัพยากฤต  เพราะว่าวิญญาณที่ไม่ประกอบด้วยสัญญาหามีไม่  ฉะนั้น  ประเภทแห่งวิญญาณมีเท่าใด  ประเภทแห่งสัญญาก็มีเท่านั้นแล

'''ลักษณะเป็นต้นแห่งสัญญา'''

:สัญญามีประเภทเท่ากันกับวิญญาณ  เมื่อว่าโดยอาการมีลักษณะเป็นต้น  สัญญาทั้งปวงนั้นมีความจำได้เป็นลักษณะ  มีการทำเครื่องหมายไว้จำต่อไปว่า  “นั่นคือสิ่งนั้น”  เป็นกิจ  ดังช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ในตัวไม้เป็นอาทิ  มีการทำความมั่นใจตามเครื่องหมาย

<sub><small>''(หน้าที่ 39)''</small></sub>

:ที่ยึดไว้เป็นผล  ดังคนตาบอดคลำช้าง  มั่นใจตามเครื่องหมายที่ตนจับได้  มีอารมณ์ที่ปรากฏเป็นเหตุใกล้  ดังความจำที่เกิดขึ้นแก่ลูกเนื้อ  ในหุ่นคนที่ผูกด้วยหญ้าว่าเป็นคนจริง ๆ ฉะนั้นแล

:นี้เป็นกถามุขอย่างพิสดารในสัญญาขันธ์

'''===สังขารขันธ์'''===

:ส่วนข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  “สังขารขันธ์พึงทราบว่าเรียกอย่างนั้น  เพราะรวมธรรมชาติมีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกัน”  ดังนี้  บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

:ธรรมชาติที่ทำให้เป็นกลุ่มชื่อว่ามีการประสมเป็นลักษณะ  ธรรมชาตินั้นคืออะไร ? คือสังขารนั่นเอง  ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะธรรมเหล่านั้นย่อมประสบสิ่งที่เป็นสังขตะแล  จึงได้ชื่อว่า  สังขาร  (แปลว่าธรรมผู้ประสม)”  ดังนี้

'''ลักษณะแห่งสังขาร'''

:สังขารเหล่านั้น  มีการประสมเป็นลักษณะ  มีการประมวลเข้าเป็นกิจ  มีความเผยออกไปเป็นผล  มีขันธ์ ๓  ที่เหลือเป็นเหตุใกล้

'''สังขาร  ๑  สังขาร  ๓'''

:สังขารทั้งหลาย  แม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะเป็นต้นด้งกล่าวมานี้  แต่ว่าโดยชาติก็เป็น ๓  คือ  กุศล  อกุศล  และอัพยากฤต  ในสังขาร ๓  นั้น  สังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศล  ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณจัดเป็นอกุศล  สังขารที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤต  จัดเป็นอัพยากฤต

'''====กุศลสังขาร ๓๖'''====

:ในสังขารเหล่านั้น  ก่อนอื่น  สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณ  ดวงที่ ๑  (คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต  ญาณสัมปยุต  อสังขาร)  มี ๓๖  คือ  เป็นนิยตะ  มาในบาลี

<sub><small>''(หน้าที่ 40)''</small></sub>

(contracted; show full)

:ในโลกุตตรวิญญาณทั้งหลาย  สังขารในมัคควิญญาณที่มีปฐมฌาน  พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในปฐมรูปาวจรวิญญาณ  เป็นข้อแรก  (ข้อต่อไป)  สังขารในมัคควิญญาณอันต่างโดยเป็นมัคควิญญาณที่มีทุติยฌานเป็นต้น  ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในวิญญาณเป็นลำดับไปมีทุติยรูปาวจรวิญญาณเป็นต้นเหมือนกัน  แต่นี่เป็นความแปลกในโลกุตตรวิญญาณนี้  คือกรุณาและมุทิตาไม่มี ๑  วิรัติเป็นนิยตะ ๑  เป็นโลกุตระ ๑

:สังขารทั้งหลายที่เป็นกุศลเท่านั้น  บัณฑิตพึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนั้น  เป็นอันดับแรก


'''====อกุศลสังขารโลภมูล ๑๗'''====

:ในอกุศลสังขารทั้งหลาย  ก่อนอื่น  สังขารที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณดวงที่ ๑  ในโลภมูล  (คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต  ทิฏฐิคตสัมปยุต  อสังขาร)  มี ๑๗  คือเป็นนิยตะมาโดยรูปของตน ๑๓  เป็นเยวาปนกะ ๔  ในอกุศลสังขาร ๑๗  นั้น  สังขาร ๑๓  คือ  ผัสสะ  เจตนา  วิตก  วิจาร  ปีติ  วิริยะ  ชีวิต  สมาธิ  อหิริกะ  อโนตตัปปะ  โลภะ  โมหะ  มิจฉาทิฏฐิ  เหล่านี้เป็นนิยตะมาโดยรูปของตน  สังขาร ๔  คือ  ฉันทะ  อธิโมกข์  อุทธัจจะ  มนสิการ  นี้เป็นเยวาปนกะ

'''อรรถาธิบายอกุศลสังขาร  โลภมูลบางข้อ'''

(contracted; show full)ิจิกิจฉาสัมปยุต  เว้นวิจิกิจฉาสังขารที่เหลือ ๑๒  เป็นอุทธัจจสัมปยุต  แต่เพราะในอุทธัจจสัมปยุตนี้  ไม่มีวิจิกิจฉาอธิโมกข์  (ความตัดสินใจ)  จึงเกิดขึ้น  รวมกับอธิโมกข์นั้นก็เป็น ๑๓  เหมือนกัน  และเพราะมีอธิโมกข์ร่วม  (จิตตฐิติ)  จึงเป็นสมาธิมีกำลังมากกว่า  อนึ่ง  อุทธัจจะใดในอุทธัจจสัมปยุตนี้  อุทธัจจะนั้นมาโดยรูปของตนแท้  อธิโมกข์และมนสิการ  มาโดยเป็นเยวาปนกะแล

:สังขารที่เป็นอกุศลทั้งหลาย  พึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนี้

<sub><small>''(หน้า 57)''</small></sub>


'''====อัพยากฤตสังขารฝ่ายวิบาก'''====

'''อเหตุกวิบาก'''

:ในอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย  อันดับแรก  อัพยากฤตสังขารฝ่ายวิบากมี ๒  โดยแยกเป็นอเหตุกะและสเหตุกะ  ใน ๒  อย่างนั้น  อัพยากฤตสังขารที่สัมปยุตด้วยอเหตุกวิปากวิญญาณจัดเป็นอเหตุกสังขาร  ในอเหตุกสังขารทั้งหลายนั้น  ข้อแรก  สังขารที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณทั้งที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากมี ๕  คือ  สังขารที่มาโดยรูปของตน ๔  คือ  ผัสสะ  เจตนา  ชีวิต  จิตตฐิติ  ที่เป็นเยวาปนกะมีแต่มนสิการอย่างเดียว  แม้ที่สัมปยุตด้วย  โสตวิญญาณ  ฆานวิญญาณ  ชิวหาวิญญาณ  และกายวิญญาณ  ก็(contracted; show full)ตาเป็นสัตตารมณ์  (มีสัตว์เป็นอารมณ์)  ฝ่ายกามาวจรวิปากสังขารทั้งหลาย  เป็นปริตตารมณ์  (มีกามาวจรธรรมเป็นอารมณ์)  ส่วนเดียว  และมิใช่แต่กรุณาและมุทิตาเท่านั้น  แม้วิรัติทั้งหลาย  ก็ไม่มีในพวกวิปากสังขาร  เพราะท่านกล่าวว่า  “สิกขาบท ๕  เป็นกุศลเท่านั้น”  ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย  ที่สัมปยุตด้วยวิปากวิญญาณ  ที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระ  ก็เป็นเช่นเดียวกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณแห่งวิปากวิญญาณเหล่านั้นนั่นเอง

<sub><small>''(หน้า 58)''</small></sub>


'''====อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยา'''====

:แม้อัพยากฤตสังขารฝ่ายกิริยาก็เป็น ๒  โดยแยกเป็นอเหตุกะและสเหตุกะ  ในสองอย่างนั้น  อัพยากฤตสังขารทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยอเหตุกกิริยาวิญญาณจัดเป็นอเหตุกะ  อเหตุกกิริยาสังขารเหล่านั้น  ก็เสมอกับสังขารที่ประกอบด้วยกุศลวิปากมโนธาตุ  และอเหตุกมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่  แต่วิริยะ  (ที่ประกอบ)  ด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่เป็นอธิกวิริยะ  (วิริยะยิ่ง)  และสมาธิก็เป็นสมาธิถึงซึ่งความมีกำลังเพราะมีวิริยะร่วม  นี่เป็นความแปลกในสังขารที่ประกอบด้วยมโนวิญญาณธาตุทั้งคู่นั้น

:ส่วนอัพยากฤตสังขารทั้งหลาย  ที่สัมปยุตด้วยสเหตุกกิริยาวิญญาณจัดเป็นสเหตุกะในสเหตุกกิริยาสังขารเหล่านั้น  ข้อแรก  สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกิริยาวิญญาณ ๘  เว้นวิรัติ  ก็เป็นเช่นกับสังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศล  ๘  สังขารที่สัมปยุตด้วยรูปาวจรกิริยาวิญญาณและอรูปาวจรกิริยาวิญญาณเล่า  ก็เป็นเช่นสังขารที่สัมปยุตกับตัวกุศลวิญญาณแห่งกิริยาวิญญาณเหล่านั้นทุกประการเหมือนกันแล

:สังขารทั้งหลายแม้ที่เป็นอัพยากฤต  บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาฉะนี้

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในสังขารขันธ์ 

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารในขันธ์ทั้งหลายตามนัยแห่งภาชนีย์ในพระอภิธรรมเท่านี้ก่อน

'''===ขันธวิภาคอีกนัยหนึ่ง'''์แบบสุตตันตภาชนีย์===

'''แจกขันธ์โดยกาลเป็นต้นตามนัยพระสูตร'''

:ก็แลขันธ์ทั้งหลาย  พระผู้มีพระภาคเจ้า  (ทรงจำแนก)  ให้พิสดารอย่างนี้ว่า  “รูปทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม  หยาบหรือละเอียดก็ตาม  เลวหรือประณีตก็ตาม  อยู่ในที่ไกลหรืออยู่ในที่ใกล้ก็ตาม  กลุ่มรูปนี้เรียกว่า  รูปขันธ์  เพราะรวบรวมรูป  (ที่แจงมา)  นั้นเข้าด้วยกัน  เวทนาทุกอย่างทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ฯลฯ  กลุ่มเวทนานี้  เรียกว่า  เวทนาขันธ์  เพราะรวบรวมเวทนา  (ที่แจ้งมา)  นั้นเข้าด้วย(contracted; show full)นาที่เป็นอกุศลไกลแต่เวทนาที่เป็นกุศลและอัพยากฤต  ดังนี้เป็นต้น  สันติเกบท  (บทว่าใกล้)  ท่านก็จำแนกไว้ในคัมภีร์วิภังค์โดยนัยว่า  เวทนาที่เป็นอกุศลใกล้กับเวทนาที่เป็นอกุศล  (ด้วยกัน)  ดังนี้เป็นต้น  เพราะเหตุนั้น  อกุศลเวทนา  จึงชื่อว่าไกลแต่กุศลเวทนาและอัพยากฤตเวทนา  เพราะเป็นวิสภาคกัน  เพราะไม่เกี่ยวกัน  และเพราะไม่สนกัน  กุศลเวทนาและอัพยากฤตเวทนาไกลแต่อกุศลเวทนาก็อย่างนั้น  (คือเพราะเหตุอย่างกัน)  ในวาระทั้งปวง  ก็นัยนี้  ส่วนอกุศลเวทนาใกล้กับอกุศลเวทนา  (ด้วยกัน)  ก็เพราะเป็นสภาคกันและเพราะสมกันด้วยแล


== ดูเพิ่ม ==
'''* [[วิสุทธิมรรค]] (หน้าหลัก)'''
'''* [[วิสุทธิมรรค เล่ม ๓ ภาคปัญญา ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ|ปริเฉทที่ ๑๔ ขันธนิเทศ]] (หน้าก่อน)'''

<sub><small>''(หน้า  66)''</small></sub>

:นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดาร  ในการจำแนกเวทนาขันธ์โดยส่วนต่าง ๆ  ที่เป็นอดีตเป็นต้น

:แม้กถามุขอย่างพิสดาร  ในการจำแนกสัญญาเป็นต้น  ที่สัมปยุตกับเวทนานั้น ๆ  ก็พึงทราบโดยนัยดังนี้แล

'''นัยสำหรับ===นัยวินิจฉัยขันธ์ ๖  ประการ'''===

:ก็แล  ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว

:'''เพื่อความแตกฉานแห่งความรู้ในขันธ์ทั้งหลายนั้นแหละ  ผู้มีปัญญาพึงทราบนัยสำหรับวินิจฉัย  โดยชอบคือ  โดยลำดับ  โดยความแปลกกัน  ด้วยไม่หย่อน ไม่ยิ่ง โดยอุปมา  โดยเป็นสิ่งพึงเห็นด้วยอาการทั้ง ๒  และโดยความสำเร็จเป็นประโยชน์แก่ผู้เห็น  อย่างนั้น  (ต่อไป)'''

'''====นัยโดยลำดับ'''====

:ในนัย ๖  ประการนั้น  ในข้อว่า  “โดยลำดับ”  นี้มีวินิจฉัยว่า  ลำดับมีมากอย่าง  คือลำดับแห่งความเกิดขึ้น  ลำดับแห่งการละ  ลำดับแห่งการปฏิบัติ  ลำดับแห่งภูมิ  ลำดับแห่งการแสดง  ในลำดับ ๕  อย่างนั้น  ลำดับเช่นว่า  รูป  (เกิด)  เป็นกลละก่อน  ต่อกลละไปเป็นอัพพุทะดังนี้  ชื่อว่า  '''ลำดับแห่งความเกิดขึ้น'''  ลำดับเช่นว่า  ธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยภาวนา  (คือสกคาทามิมรรค  อนาคามิมรรค  อรหัตตมรรค)  ดังนี้  ชื่อว่า  '''ลำดับการละ'''  ลำดับเช่นว่า  “สีลวิสุ(contracted; show full)ักขุเป็นต้นก่อน  เพื่อ  (ให้เวไนย)  ชนนั้น  (กำหนด)  จับเอาได้ง่าย  ต่อนั้นจึงทรงแสดงเวทนาอันเป็นส่วนความรู้สึก  ในรูปอันน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา  ทรงแสดงสัญญาอันเป็นส่วนความยึด  (จำ)  อาการแห่งอารมณ์ของเวทนา  โดยนัยตามที่กล่าวว่า  รู้สึกสิ่งใด  ก็จำสิ่งนั้น  ดังนี้  ทรงแสดงสังขาร  อันเป็นส่วนความปรุงแต่ง  (นึกคิด)  ไปตามอำนาจแห่งสัญญา  ทรงแสดงวิญญาณอันเป็นที่อาศัยแห่งขันธ์ ๔  มีเวทนาเป็นต้นนั้น  และเป็นอธิบดีแห่งขันธ์ ๔  นั้นด้วย

:นัยสำหรับวินิจฉัยโดยลำดับ  พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้  เป็นประการแรก


'''====นัยโดยแปลกกัน'''====

:ข้อว่า  โดยแปลกกัน  คือโดยแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายและแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย  ก็ความแปลกกันแห่งขันธ์และอุปาทานขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นคืออะไร ?  (คือ)  ในขันธ์และอุปาทานขันธ์ทั้งหลายทั้งสองนั้น  ก่อนอื่น  ขันธ์ทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยไม่มีอะไรแปลก (ส่วน)    อุปาทานขันธ์ตรัสไว้แปลก  โดยความเป็นขันธ์ที่เป็นไปกับอาสวะและเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน  ดังตรัสไว้ว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เราจักแสดงขันธ์ ๕  (และ)  อุปาทานขันธ์ ๕ แก่ท่านทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายจงฟังเรื่องขันธ์นั้น  ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ขันธ์ ๕ เป(contracted; show full)

:ก็แล  เนื้อความในคำว่า  “อุปาทานขันธ์”  นี้  บัณฑิตพึงเห็นว่า  “ขันธ์ทั้งหลายเป็นที่โคจรแห่งอุปาทาน  ชื่อว่า  อุปาทานขันธ์”  ดังนี้เถิด

:แต่ในปกรณ์วิสุทธิมรรคนี้  หมายเอาทั้งขันธ์  (แท้)  ทั้งอุปาทานขันธ์  หมดนั้นรวมกันเข้าว่า  “ขันธ์”


'''====นัยโดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง'''====

:ข้อว่า  “โดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง”  มีวินิจฉัยว่า  ถามว่า  เพราะเหตุไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขันธ์แต่ ๕  เท่านั้นไม่หย่อนไม่ยิ่ง ?  แก้ว่า  เพราะทรงสงเคราะห์  (รวบรวม)  สังขตธรรมทั้งปวงเข้าด้วยกันตามที่เป็นสภาคกัน ๑  เพราะวัตถุแห่งความยึดถือว่าเป็นตน  เป็นของตนมีเพียงนั้น ๑  เพราะรวบเอาธรรมที่จัดเป็นขันธ์อื่น ๆ  ไว้ในนั้นได้ ๑

(contracted; show full)

:อนึ่งเล่า  ธรรมขันธ์ ๕  อื่นมีศีลเป็นต้นอันใด  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้  แม้ธรรมขันธ์ทั้งหลายนั้น  ก็ถึงซึ่งความรวบรวมเข้าในขันธ์  ๕  นี้แหละได้  เพราะธรรมขันธ์ทั้งหลายนั้น  นับเข้าในสังขารขันธ์  เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสขันธ์แต่ ๕  เท่านั้น  เพราะรวบเอาธรรมที่จัดเป็นขันธ์อื่น ๆ ไว้ในนั้นได้ประการ ๑

:นัยสำหรับวินิจฉัย  โดยไม่หย่อนไม่ยิ่ง  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้


'''====นัยโดยอุปมา'''====

:ก็แลวินิจฉัยในข้อว่า  “โดยอุปมา”  นี้  บัณฑิตพึงทราบ  (ดังนี้)  ว่า  รูปูปาทานขันธ์  เปรียบเหมือนโงพยาบาล  เพราะเป็นที่อาศัย  อยู่แห่งวิญญาณูปาทานขันธ์เอาเปรียบเหมือนคนไข้  โดยเป็นวิถี  (พื้นฐาน)  เป็นทวารและอารมณ์  (แห่งวิญญาณนั้น)  เวทนูปาทานขันธ์  เปรียบเหมือนความไข้  เพราเป็นธรรมชาติอาพาธ  สัญญูปาทานขันธ์เปรียบเหมือนสมุฏฐานแห่งความไข้  เพราะเป็นแดนเกิดแห่งเวทนาที่ประกอบด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น  โดยเป็นสัญญา  (อกุศล)  มีกามสัญญาเป็นอาทิ  สังขารูปาทานขันธ์  เปรียบเหมือนการเสพของแสลง  เพราะเป็นเหตุแห่งความไข้  คือเวทนา  สมพระบาลี  “สังขารทั้งหลายย่อมปรุงแต่งเวทนาเพื่อ  (ให้คง)  เป็นเวทนา  (ตามสภาวะ)”  นัยเต็มเท่านั้น วิญญาณูปาทานขันธ์  เปรียบเหมือนคนไข้  เพราะไม่พ้นจากความไข้คือเวทนา  โดยพระบาลีว่า  “เพราะอกุศลกรรมอันบุคคลทำไว้สั่งสมไว้  กายวิญญาณที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้น  เป็นวิญญาณที่ร่วมไป  (คละเคล้าไป)  กับทุกข์”  ดังนี้

<sub><small>''(หน้า 70)''</small></sub>

:อีกนัยหนึ่ง  อุปาทานขันธ์ทั้งหลายนั้น  เปรียบเหมือนคุกและการลงโทษ  เจ้าหน้าที่ผู้ลงโทษ  นักโทษ  และเหมือนภาชนะแห่งโภชนะ  (ข้าว)  กับข้าว  ผู้เลี้ยง  (พ่อครัว)  และผู้กิน  (ก็ได้)

:นัยสำหรับวินิจฉัยโดยอุปมาบัณฑิต  พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้

'''====นัยโดยความเป็นสิ่งพึงเห็นโดยอาการ ๒'''====

:ข้อว่า  '''"โดยเป็นสิ่งพึงเห็นโดยอาการ ๒"'''  ความว่า  ก็นัยสำหรับวินิจฉัยในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยเป็นสิ่งพึงเห็นโดยอาการ ๒  อย่างนี้  คือโดยสังเขป ๑  โดยพิสดาร ๑ จริงอยู่  โดยสังเขป  อุปาทานขันธ์ ๕  พึงเห็นโดยเป็นข้าศึกผู้เงื้อดาบ  (จ้องจะฆ่า)  ตามนัยที่ตรัสไว้ในอาสีวิสูปมสูตร  โดยเป็นของหนัก  ตาม  (ที่ตรัสใน)  ขัชชนียปริยาย  โดยเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  เป็นสังขตะ  และเป็นผู้ฆ่า  ตาม  (ที่ตรัสใน)  ยมกสูตร  ส่วนว่าโดยพิสดารในที่นี้  รูปพึงเห็นเหมือนก้อนฟองน้ำ  เพราะไม่ทนต่อการบีบคั้น  เวทนาพึงเห็นเหมือนต่อมน้ำ  เพราะเป็นสิ่งน่ายินดี  (คือดูงาม)  อยู่ครู่เดียว  สัญญาพึงเห็นเหมือนพยับแดดเพราะล่อใจ  สังขารพึงเห็นเหมือนต้นกล้วย  เพราะไม่มีแก่น  วิญญาณพึงเห็นเหมือนกลเพราะเป็นสิ่งลวง

:ว่าโดยพิเศษอีกนัยหนึ่ง  อัชฌัตติกรูป  (รูปภายในคือรูปของตน)  แม้โอ่อา  ก็พึงเห็นว่าเป็นของไม่งาม  เวทนาพึงเห็นว่าเป็นทุกข์  เพราะไม่พ้นจากความเป็นทุกข์ สัญญาและสังขารพึงเห็นว่าเป็นอนัตตา  เพราะไม่เชื่อฟัง  วิญญาณพึงเห็นว่าเป็นอนิจจัง  เพราะมีสภาวะเกิดขึ้นเสื่อมไป

'''====นัยโดยความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอย่างนั้น'''====

:ข้อว่า  '''“โดยความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอย่างนั้น”'''  มีความว่า  ก็แล  ความสำเร็จ  ประโยชน์อันใด  ย่อมมีแก่ผู้เห็นโดยอาการ ๒  โดยเป็นอย่างสังเขปและอย่างพิสดารดังกล่าวมานั้น  บัณฑิตพึงทราบนัยสำหรับวินิจฉัย  โดยความสำเร็จประโยชน์นั้นอีกบ้าง  ข้อนี้คืออย่างไร ?  คือข้อแรก  โดยสังเขป  พระโยคาวจรผู้เห็นอุปาทานขันธ์ ๕  โดยความเป็นข้าศึกผู้เงื้อดาบ  (จ้องจะฆ่าคน)  เป็นต้น  อยู่  ย่อมไม่เดือดร้อน  เพราะขันธ์ทั้งหลายส่วนโดย

(contracted; show full)
'''ในอธิการแห่งปัญญาภาวนา  ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค'''

'''อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน  ดังนี้'''

==ดูเพิ่ม==
*'''[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/sutta23.php ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค]'''
*'''[[วิสุทธิมรรค ฉบับปรับสำนวน]] (สารบัญ)'''